[Short] – Race (SayaMilky)

Posted on Updated on

         ฉันมองตรงผ่านพลาสติกใสของหมวกนิรภัยไปยังคนที่นั่งอยู่บนรถเก๋ง ผู้หญิงผมสั้นดูมีมาด เธอเป็นคนรู้จักของฉันเมื่อสมัยเรียน ยามาโมโตะ ซายากะ ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลยถึงตอนนี้จะมีเครื่องสำอางแต่งแต้มทำให้ดูเป็นสาวมากขึ้นก็ตาม

         ฉันโดดลงมาจากรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ที่ตั้งใจขับมาดักหน้ารถเก๋งคันที่ซายากะนั่ง ถ้าไม่ใช่ถนนที่ไม่ค่อยมีรถผ่านอย่างที่นี่ฉันก็คงไม่กล้าทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน
         รีบถอดหมวกออกเพื่อให้อีกฝ่ายได้เห็นหน้า ดูจากท่าทางอีกฝ่ายคงตกใจที่โดนดักหน้าแบบนี้ เธอก้าวลงมาจากฝั่งที่นั่งข้างคนขับเมื่อเห็นว่าน่าจะปลอดภัย
         “หวัดดี” ฉันทักทายยิ้มแย้มถึงแม้อีกคนจะไม่ยิ้มด้วย
         “คิดว่ากำลังทำอะไรของเธอน่ะ?” ซายากะทำเสียงดุใส่ฉันทันที
         “เอาเป็นว่าเธอลืมเรื่องที่ฉันทำอะไรขัดหูขัดตาเธอเมื่อกี้ไปก่อนแล้วกัน ฉันแค่จะมาทวงสัญญา…ของเรา” ซายากะคงจะจำได้ถ้าฉันเดาไม่ผิด
         “แค่นี้ใช่มั้ย” ฉันพยักหน้าว่าใช่ เธอก็เดินกลับไปที่รถ
         “เอาเบอร์มาวันนี้ฉันไม่ว่าง”
         “อย่าให้รอนานล่ะ” ซายากะถอยหนีอย่างระวังตัวเมื่อฉันเข้าไปกระซิบบอกเบอร์กับเธอใกล้ ๆ
         “ฉันจะติดต่อไปเร็ว ๆ นี้” เธอรีบกลับไปขึ้นรถ ฉันนึกสงสัยว่าเธอคุยอะไรกับคนที่นั่งอยู่ฝั่งคนขับ ไม่ช้ารถก็เคลื่อนออกจากจุดนั้น ฉันโบกมือให้ซายากะแต่เธอไม่สนใจฉันสักนิด เดี๋ยวนี้หยิ่งขึ้นหรือไงนะ ได้เป็นนักร้องแล้วนี่

         “ตกใจหมดเลยจู่ ๆ ก็ขับรถมาดักหน้าแบบนั้น เพื่อนของซายาเน่เหรอ” ถึงใจฉันจะอยากบอกว่าไม่ใช่ แต่มิยูกิก็คือเพื่อนสมัยเรียนของฉันจริง ๆ ตอนนั้นวาตานาเบะ มิยูกิ พยายามทำให้ฉันสนใจเธอจนน่าหมั่นไส้อยู่บ่อย ๆ
         “ก็เป็นคนแบบนี้แหละค่ะพี่ยุย ผู้หญิงคนนั้นน่ะ” ฉันส่ายหัวเมื่อพูดถึงคนที่ไม่ค่อยอยากพูดถึงเท่าไรกับโยโกยามะ ยุย ผู้จัดการส่วนตัว
         “เอ๋…เป็นคนแบบนี้ หมายถึงยังไงเหรอ?”
         “พวกชอบทำอะไรไม่เข้าท่า”
         “เขาเป็นเพื่อนซายาเน่ใช่มั้ย การที่เพื่อนพยายามจะมาเจอกับเธอขนาดนี้ เขาคงมีเรื่องสำคัญมากเลยล่ะ”
         “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะพี่ยุย”
         “รู้ได้ยังไง แล้วทำไมทำเสียงเบื่อแบบนั้น ไม่ได้ดีใจอยู่ใช่มั้ยตอนนี้” พี่ยุยน้ำเสียงสนุกสนาน เหมือนกลั้นขำ พูดด้วยเสียงสูงมากกว่าปกติ
         “ฉันน่ะเหรอจะดีใจ ไม่มีทาง”
         “เอาเถอะอะไรที่มันอยู่ในใจ พี่ไม่คาดคั้นกับซายาเน่หรอก พี่ก็แค่สังเกตภาพรวม” ฉันกำลังจะย้ำว่าฉันไม่ได้ดีใจอะไรกับแค่ได้เจอเพื่อนแบบมิยูกิ ก็โดนพี่ยุยขัดด้วยสีหน้ารู้ทันว่าอย่ามาเถียง
         “พี่ว่าพี่มองซายาเน่ไม่ผิดนะ พี่ค่อนข้างมั่นใจเลยล่ะ”  ฉันได้แต่ส่ายหัวกับความร่าเริงเกินเหตุของผู้จัดการที่กำลังสนุกกับการได้แซวฉัน
         “ฉันไม่เถียงพี่ยุยก็ได้ แต่ฉันไม่ยอมรับหรอกค่ะ”
         “แล้วสรุปคุณวาตานาเบะมีอะไรกับซายาเน่ล่ะ”
         “ไม่ได้มีอะไรกันนะคะ ฉัน…” ยังดีที่หยุดตัวเองไว้ทัน พี่ยุยแค่ถามถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ไม่ได้ถามถึงเหตุการณ์ที่เคยได้เกิดขึ้น ฉันรีบหาข้อแก้ตัวเพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดนี้
         “มันไม่ได้สำคัญอะไรที่จะทำให้ฉันดีใจอย่างที่พี่ยุยจ้องจะแซวฉันไม่เลิกนั่นหรอก”
         “เป็นพี่นะพี่คงแอบดีใจที่เขาทำถึงขนาดนี้เพื่อเรา รู้สึกเป็นคนสำคัญขึ้นมาทันที” พี่ยุยยังไม่ยอมเลิกเน้นคำว่าดีใจกับฉัน
         “เรื่องของเรื่อง…ฉันเคยไปหลุดปากสัญญาบางอย่างกับมิยูกิเข้าน่ะสิคะ สมัยเรียน”
         “ฮ่า ฮ่า หลุดปากนี่คงคิดไม่ถึงว่าเขาจะทำได้ใช่มั้ย”
         ฉันจะไปคิดเหรอว่าแบบมิยูกิน่ะจะมาถึงขนาดนี้ ถึงฉันจะรู้ดีว่ามิยูกิเป็นคนที่พยายามไม่แพ้ใคร ไม่ย่อท้อต่อปัญหาแต่ก็ไม่คิดว่าจะเลือกทางนี้จริง ๆ
         “อย่าขำน่าพี่…คนเราก็มีเรื่องที่คาดไม่ถึงกันทั้งนั้น”
         “สีหน้าหงอยของคนหมดทางสู้แบบซายาเน่หาดูยากนะ พี่เริ่มชอบคุณวาตานาเบะเข้าแล้วสิ”

         6 ปีก่อน…

         “ซายากะ เป็นยังไงบ้างท่าเมื่อกี้ฉันตั้งใจซ้อมมาอวดเธอโดยเฉพาะเลยนะใช้ได้มั้ย” ฉันคิดว่าวาตานาเบะ มิยูกิในวัยสิบเจ็ดปีพูดแบบนั้นถ้าจำไม่ผิด นานมาแล้วตั้งแต่ตอนที่เราอยู่โรงเรียนเดียวกัน เธอขี่จักรยานที่คิดว่าผาดโผนเพื่อโชว์ให้ฉันดู มิยูกิคงคิดว่าท่าที่เธอทำนั้นยากสุด ๆ ฉันตวาดเธอไปเยอะ ไม่มั่นใจกับรายละเอียด แต่หนึ่งในเรื่องที่มิยูกิคนปัจจุบันกลับมาทวงนั้น
         เรื่องสัญญา…
         “ถ้าเธอทำได้ ฉันจะยอมจูบเธอด้วยความเต็มใจเอามั้ยล่ะ” ก็เขินและอายแต่เพราะคิดว่ามิยูกิจะได้เลิกทำแบบนี้ ฉันจึงพูดออกไปไม่ทันคิดอะไร ไม่นึกเลยว่าจะต้องมากังวลกับคำพวกนั้นในปัจจุบัน
         อะไรกันนะ ตอนนั้นคงจะอยากพูดเพื่อให้มิยูกิรู้สึกตัวว่าทำอะไรไม่เข้าท่าอยู่ก็ได้ การที่เธอจะมาแสดงอะไรมากมายเพื่อให้ฉันสนใจ
         มันไม่จำเป็นเลยเพราะ…
         ฉันสนใจเธอตั้งนานแล้ว

         สมัยมัธยมต้น มิยูกิเป็นเด็กขี้อาย ค่อนข้างเงียบและไม่ค่อยมีเพื่อน ฉันเลยเข้าไปชวนเธอคุยบ่อย ๆ และยังปั่นจักรยานคุยกันตอนที่กลับบ้านอีกด้วย ฉันชอบเวลาเธอยิ้ม เป็นยิ้มที่จริงใจและน่ารัก ฉันรู้สึกมีความสุขไปด้วย มิยูกิวัยมัธยมต้นแตกต่างกับมิยูกิในช่วงมัธยมปลายอย่างสิ้นเชิง ทำไมเธอถึงชอบมาเกาะแกะฉันนัก

         ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอถึงทำให้เปลี่ยนไป หรืออาจจะฉันที่เปลี่ยนไป บางอย่างที่รู้สึกกับมิยูกิไม่เหมือนเดิม ฉันรู้สึกว่าทำตัวไม่ถูกเวลาที่เธอมาวุ่นวาย ฉันไม่ได้รังเกียจเธอ แต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงกับคนแบบนี้ มิยูกิร้าย ๆ ผู้หญิงที่มีลับลมคมในซ่อนอยู่ มันไม่ใช่เรื่องร้ายแรงใหญ่โตอะไร แต่ก็น่าหงุดหงิด

         ส่วนมากก็เลยทำได้แต่ตวาดเธอแก้เวลาที่หงุดหงิด รู้สึกเหมือนฉันไม่รู้ว่าเธอต้องการอะไรที่มาทำแบบนี้ แต่ก็เหมือนจะรู้ว่าเธอต้องการอะไรที่มาทำแบบนี้ด้วยเหมือนกัน
         รู้สึกสับสน แต่ก็รู้สึกมั่นใจไปพร้อม ๆ กัน

         เธอกลับมาเจอกับฉันอีกครั้งวันนี้น้ำเสียงขี้เล่นที่บอกเบอร์โทรกับฉัน นึกถึงแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ตัวฉันเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่ามิยูกิต้องหาทางแกล้งเข้ามาใกล้ชิดเหมือนที่ชอบทำในสมัยก่อน
         ฉันน่ะไม่ได้กำลังดีใจมากอยู่ใช่มั้ย?
         …
         ฉันดีใจมากขนาดที่ว่าหุบยิ้มไม่ได้และนั่งมองเบอร์โทรเข้าของซายากะเมื่อตอนบ่ายอยู่บนที่นอน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเล่นเอาฉันสะดุ้ง
         “ว่าไงคะ?” เสียดายที่เจ้าของเบอร์ไม่ได้โทรเข้ามา
         “พรุ่งนี้ฉันว่างนะ ไปเที่ยวกัน นาน ๆ แกจะกลับมา”
         “มารับดิ ฉันยอมแกตลอด เคยปฏิเสธที่ไหน”
         “ยอมอะไรของแก คุณมิยูกิ นี่แกไม่ได้แฝงอะไรใช่ปะ” ผู้หญิงปลายสายหัวเราะ เธอนัดเวลาที่จะมาวันพรุ่งนี้ก่อนทิ้งท้ายว่าให้เลิกกวนประสาทด้วยคำพูดกำกวมด้วย

         วันรุ่งขึ้นชิมาซากิ ฮารุกะนางแบบสาว เพื่อนที่รู้จักกันเพราะพี่ชายของเธอเป็นนักแข่งรถแบบเดียวกับฉัน พาไปตระเวนกินของกินอร่อย ๆ สาเหตุเพราะฉันที่ต้องเดินทางไปทางประเทศบ่อยเพื่อเข้าแข่งขันรถมอเตอร์ไซค์วิบากทำให้ไม่ค่อยมีเวลาไปไหนมาไหนอย่างคนทั่วไป ดังนั้นกลับมาทีไรก็ได้เธอนี่แหละที่พาไปเพิ่มปริมาณไขมันของร่างกาย ฉันเคยเรียกเธอว่า ‘ฮ่าจัง’ แต่โดนด่าเละ เธอบอกอย่ามาตีเสมอเรียกเหมือนที่แม่ของเธอเรียก สุดท้ายเลยเรียกเธอว่าพารุแทน

         ที่จริงฉันเป็นนักแข่งรถได้ก็เพราะเจ้าของเบอร์โทรที่ได้มาวันนี้ สมัยเรียนมัธยมปลายฉันชอบขี่จักรยานไปทำเท่กับซายากะหวังว่าเธอจะสนใจฉันบ้าง ก่อนหน้านั้นตัวฉันรู้จักกับซายากะตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว

         เธอเป็นคนใจดีกว่าตอนมัธยมปลาย ฉันอยากสนิทกับเธอแต่ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากสนิทมากขนาดนั้น อยากสนิทให้มากกว่าช่วงมัธยมต้น ยิ่งตอนมัธยมปลายใคร ๆ ก็ชอบซายากะ ใคร ๆ ก็หลงเธอ รุ่นน้อง เพื่อนหรือจะรุ่นพี่

         ซายากะสนิทกับทุกคนแต่กับฉันแค่คนเดียวที่เธอไม่ค่อยสนิทด้วย ฉันรู้สึกแบบนั้นและคิดน้อยใจอยู่บ้างเหมือนกัน ก็เราเคยสนิทกันมาก่อนแต่กลับกลายเป็นว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนถดถอยลงไป ฉันอาจจะอยากสนิทกับเธอมากเกินไปจนทำให้เธออึดอัดหรือเปล่า
         รู้สึกหวงที่ซายากะไปสนิทกับคนอื่นมากกว่า
         “เธอจะทำแบบนี้ทำไม มันอันตรายนะมิยูกิ” ฉันที่นั่งอยู่กับพื้นเพราะการโชว์ล้มเหลวในวันหนึ่ง
         “ฉันก็แค่อยากให้เธอสนใจฉันบ้าง แบบเมื่อก่อน” ซายากะเดินมานั่งตรงหน้า เธอพูดเตือนสติฉัน ฉันก็เข้าใจเธอนะ แต่ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างที่เธอเปลี่ยนไป ถึงเธอจะไม่พูดหรือพยายามทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่มันไม่เหมือนเดิม ฉันถึงเลือกจะเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับเธอแบบนี้ เผื่ออะไรที่มันกั้นพวกเราเอาไว้จะพังลงบ้าง
         “ถ้าเธอหาเงินได้จากสิ่งที่เธอยอมเสี่ยงอันตราย ทำอะไรบ้า ๆ อย่างการมาขี่จักรยานโดดไปโดดมาอะไรของเธอนั่นน่ะ…ถ้าเธอทำได้ ฉันจะยอมจูบเธอด้วยความเต็มใจเอามั้ยล่ะ จะเรียกร้องความสนใจอะไรกับฉันนัก…” หลังจากนั้นฉันก็ไม่ได้ฟังเธอว่าพูดอะไร ฉันรู้แค่ถ้าฉันทำได้…ซายากะจะจูบฉัน

         ฉันคนที่คิดอะไรตื้น ๆ ดูไม่สมเหตุสมผล ดูไม่มีอะไรน่าสนใจ ดูไม่มีอะไรที่พิเศษ  แต่นั่นแหละคือฉัน
         วาตานาเบะ มิยูกิ
         ฉันที่มุ่งมั่นกับสิ่งไหนแล้วก็จะไม่ยอมแพ้อย่างเด็ดขาด เธอก็ด้วยซายากะ

         ตั้งแต่นั้นฉันก็ไม่โชว์ผาดโผนอะไรต่อหน้าซายากะอีกแต่เปลี่ยนไปมุ่งมั่นหาทางเข้าแข่งเก็บประสบการณ์ในการแข่งขันจักรยานวิบาก มันไม่ง่ายที่จะเข้าแข่งจนกระทั่งจบมัธยมปลาย กลับกลายเป็นฉันได้กระโจนเข้าสู่วงการรถมอเตอร์ไซค์วิบากแทน

         “มิลกี้ เฮ้ย!” ฉันสะดุ้ง และกลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้งเมื่อพารุเข้ามาเขย่าตัว เพื่อนต้องการจะถามว่าอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่า
         “แกกินเถอะ ฉันอิ่มแล้ว”
         โทรศัพท์ดังในระหว่างนั้นหน้าจอโทรศัพท์คนโทรเข้า แสดงชื่อที่ทำให้หัวใจฉันต้องเต้นรัว
         “ซายากะ”
         “อะไรนะ?” พารุหันมาถาม
         “แก เดี๋ยวฉันมา” พรวดออกจากโต๊ะไปหามุมเงียบเพื่อรับสายนี้ทันที

         ซายากะนัดให้ฉันไปเจอกับเธอที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ฉันจึงบอกให้พารุพาไป ฉันมาถึงเร็วเพราะอยู่ค่อนข้างใกล้กับสวนสาธารณะ
         “หน้าฟินเกินไปล่ะมั้งไอ้นี่ ธุระอะไรของแก” พารุทำหน้าสงสัยจนฉันยังขำ ไม่บอกก็รู้ว่าอยากให้เล่าให้ฟัง แต่ฉันยังไม่เคยเล่าอะไรเกี่ยวกับซายากะให้เพื่อนฟังเลยสักอย่าง คิดว่าสักวันคงจะมีโอกาส
         “ธุระก็คือธุระแหละ เดี๋ยวมานะเพื่อน” ฉันรีบเดินหาจุดที่ซายากะนัดเอาไว้ รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกันที่จะได้คุยกับซายากะอีกครั้ง
         …
         วันนี้ก็รบกวนพี่ยุยให้มาด้วยกัน โชคดีพารุขอลาพัก ไม่อย่างนั้นพี่ยุยคงจะไม่มาด้วยกันแน่ ถึงจะบ่นน้ำไหลไฟดับว่าพารุอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ฉันรู้ว่าพี่ยุยห่วงพารุที่สุด บอกพี่ยุยว่าไปคุยไม่นานเดี๋ยวจะกลับมาให้เร็วที่สุด

         มิยูกิยืนรออยู่ตรงนั้นแล้ว แม้จะสลัวมากแต่ก็มั่นใจว่านั่นคือมิยูกิแน่นอน ทั้งที่ฉันเองก็มาตรงเวลา มิยูกิมารออยู่นานแค่ไหนแล้ว ฉันเดินเข้าไปจนกระทั่งใกล้พอและขอโทษที่ให้อีกคนต้องรอ
         “ไม่เป็นไรค่ะ” มิยูกิเดินยิ้มเข้ามาใกล้ ๆ ผู้หญิงคนนี้เผลอไม่ได้เลย
         “กับสิ่งที่คุ้มค่าให้รอ นานแค่ไหนฉันก็รอได้” เธอมาใกล้จนฉันต้องขยับถอยออกมา รู้สึกกลัวใจตัวเอง
         “เอาล่ะเรื่องสัญญานั่น เธอก็ทำมันจนได้ ยินดีกับเธอด้วยที่ได้แชมป์มา และเป็นนักแข่งรถในตอนนี้” มิยูกิยิ้มจนตาหยี ฉันก็ยังทำตัวไม่ถูกกับมิยูกิอยู่ดี
         “ขอบคุณนะ ตอนนี้ฉันเก่งแล้วใช่มั้ย?”
         “เธอจะช่วย…หลับตาได้มั้ย” ฉันตัดบทไม่อยากสนทนาอะไรกับมิยูกิมากไปกว่าหัวข้อสำคัญที่เรียกเธอมาในวันนี้
         “ไม่ตอบเรื่องที่ฉันถามก่อนเหรอ?”
         “นี่…ฉันแค่จะมาทำตามสัญญา เรื่องอื่นนอกเหนือจากนั้นคงต้องขอเสียมารยาทไม่ตอบ”
         “ใจร้าย…ถ้าต้องหลับตา อดเห็นหน้าซายากะใกล้ ๆ น่ะสิแบบนี้”
         “บอกให้ทำก็ทำไปเถอะ” มิยูกิยกมือยอมแพ้และหลับตาไป ทำให้ฉันโล่งใจขึ้นมานิดหน่อย ฉันไม่อยากจะสบตากับเธอนักหรอก เพราะมันอันตรายกับสภาพจิตใจของฉันเอง

         มิยูกิไม่ได้อยู่ห่างมาก ความรู้สึกแต่ละก้าวที่ฉันเดินไปหาเธออย่างช้า ๆ มันช่างชวนประหม่า ใบหน้าของมิยูกิชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งฉันไม่เห็นหน้าเธอแล้วแต่สัมผัสได้ถึงริมฝีปากที่เหมือนเดิม อย่างที่คุ้นเคย มันไม่ได้เกิดขึ้นนานเท่ากับระยะเวลาที่มิยูกิหายไปตั้งแต่เรียนจบมัธยมปลาย

         มิยูกิคือคนที่ทำให้ฉันคิดกับเธอมากกว่าเพื่อนแต่ก็ต้องเก็บความรู้สึกเอาไว้และพยายามรักษาระยะห่างมากกว่าคนอื่น ๆ ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันคิดอะไร หรือว่ากำลังรู้สึกยังไง พวกเราเคยจูบกันด้วยความบังเอิญและมันก็เกินเลยความบังเอิญ จนกลายเป็นจูบที่ฉันจำได้ไม่ลืมจนทุกวันนี้

         ฉันยอมถอยออกมาจากความคิดอาวรณ์ ความคิดวุ่นวายในหัวมากมายและตัวมิยูกิ แต่เธอไม่ยอมปล่อยมือฉันซึ่งวางอยู่ตรงไหล่ พร้อมทั้งเลื่อนมือฉันลงมาวางที่ตำแหน่งหัวใจของเธอแทน
วูบหนึ่งเข้ามาในหัวฉัน รู้สึกไม่อยากปล่อยคนตรงหน้าไปอีก ไม่อยากต้องทนคิดถึงเธอแบบที่ผ่านมา แต่เธอเล่นหายไปแบบนั้นฉันก็โมโหอยู่เหมือนกัน

         “ฉันก็ทำตามสัญญาอย่างที่ตกลงกันไว้แล้ว เธอยังต้องการอะไรอีก”
         “เสียดายนึกว่าจะดุเดือดกว่านี้ ฉันแอบหวังไว้นะซายากะ จูบแบบตอนนั้นไง”
         “ไม่ต้องมาต่อรองอะไรเพิ่ม ฉันจะกลับแล้ว” ฉันยกมือข้างที่ยังโดนจับไว้ขึ้นมา ทำหน้าให้มิยูกิรู้ว่าปล่อยมือฉันสักที แต่เธอไม่สนใจและจับอยู่แบบนั้น เรื่องดื้อไม่แพ้ใครเห็นทีก็จะเป็นผู้หญิงคนนี้ด้วยเหมือนกัน

         “ตัวบอกว่าจะเต็มใจจูบกันนี่ แต่เมื่อกี้ดูไม่ค่อยเต็มใจหรือว่า…งอนฉันอยู่ใช่มั้ย?”
         “อย่ามโนได้มั้ยมิยูกิ” ฉันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปากบอกว่าจะกลับแต่ก็ยังยอมอยู่กับมิยูกิอยู่ดี บ้าจริง

         มิยูกิอาศัยจังหวะที่ฉันเผลอเข้าประชิดตัวอีกครั้งทันที ใบหน้าเธออยู่ห่างกับฉันนิดเดียวเท่านั้น ฉันต้องอดทนกับคนแบบนี้ให้ได้ ไม่หวั่นไหวต่อสายตาขี้อ้อนของมิยูกิเด็ดขาด
         “เอาเป็นว่าจูบที่ไม่เต็มใจของตัว ครั้งนี้ฉันไม่นับ ขอเป็นอย่างอื่นปลอบใจละกัน” โดนมิยูกิขโมยหอมแก้มไปหนึ่งที เธอเข้ามากอดฉันไว้แน่นและพูดเบา ๆ ที่ข้างหู

         แต่มันกลับก้องกังวาน อบอุ่นเข้าไปถึงหัวใจ

         “คิดถึงตัวทุกวันเลยนะ…ตัวไม่คิดถึงกันบ้างเหรอ?” รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นถ่านที่รอให้มีลมพัดมาก็พร้อมจะลุกไหม้อีกครั้ง มิยูกิคือลมนั้น เป็นลมเย็นสบายที่ทำให้ฉัน
อบอุ่นได้
         “ทำไมฉันต้องคิดถึงเธอ ปล่อย…ฉันจะกลับ” ก่อนที่ฉันจะเผลอยกมือขึ้นมาสัมผัสกับเนื้อตัวของมิยูกิหลังคำพูดนั้น ก็เรียกสติตัวเองแล้วดันอีกคนออกห่าง ฉันก้าวขาเร็วเท่าที่จะทำได้เพื่อเลี่ยงออกมา

         เดินไปยิ้มไปเอามือจับแก้มตลอดทาง ไม่อยากให้ใครรู้ ไม่อยากให้ใครเห็น ฉันว่าฉันคงหน้าแดงแน่ ๆ ตอนนี้ เธอจะกลับมาทำให้ฉันหวั่นไหวทำไม
เธอกำลังทำให้ฉันแทบบ้า ฉันคิดอยู่ในใจไปเรื่อยเปื่อยเพราะฟุ้งซ่านกับสิ่งที่มิยูกิทำ
         *เสียงข้อความเข้า*
         “จูบคราวหน้า ขอนัดที่ห้องฉันนะ…มิยูกิ”
         …

         จากสีหน้าท่าทางของซายากะ ถ้าฟอร์มเยอะโอเวอร์ขนาดนี้ยังไงฉันก็ว่าเธอยังคิดถึงฉันอยู่แน่ ต่อให้ปากจะพูดว่าไม่หรือทำท่าไม่สนใจก็ตาม
         “ถ้าคิดถึงเหมือนกันก็พูดมาสิ น่าแกล้งให้หนัก จะซึนไปถึงไหน” เดินบ่นมาตลอดทาง ยิ้มแย้มมีความสุข ดีใจที่ได้เจอกับซายากะใกล้ ๆ อีกครั้ง ซายากะยังน่าหยอกเสมอเพราะเธอมักจะทำหน้าเหวอเวลาไม่ทันตั้งตัว

         ฉันมาถึงรถแต่ต้องหยุดและเปลี่ยนแผนฉุกเฉินเมื่อพารุกำลังคุยกับใครอยู่ด้วยสีหน้าจริงจังจนฉันรู้สึกว่าควรรอก่อนดีกว่า
         “มองหน้าอีกคนไม่ชัดเลย โธ่เอ๊ย” ฉันค่อย ๆ ขยับหามุมที่เหมาะสำหรับการซุ่มดูโดยอาศัยต้นไม้บังสายตาจากเป้าหมาย คนแบบไหนที่สามารถดึงหน้าจริงจังแบบนั้นของพารุออกมาได้ พารุไม่เคยจริงจังกับอะไรถ้าไม่สำคัญจริง ๆ สักครั้งตั้งแต่รู้จักกันมา

         “ถ้าอยากรู้ขนาดนั้น ไม่เดินเข้าไปถามตรง ๆ ล่ะ” ซายากะเดินมาจากอีกมุมอย่างเงียบเชียบ
         “นี่ตัวอย่าบอกนะว่า…คิดถึงฉันจนต้องมาหา” ซายากะถอนหายใจ
         “ยังไม่เลิกมโนอีกหรือไงเธอ”
         “เชอะ วางมาดอยู่ได้แล้วตัวจะเข้ามาดูด้วยทำไมไม่ทราบ” ฉันแหย่กลับไปด้วยความหมั่นไส้ เห็นว่าซายากะทำท่าคิดตามแว๊บหนึ่ง
         “นั่นพี่ยุย ผู้จัดการฉัน เขาไม่อยู่ที่รถ ฉันเลยตามหา พอดีเห็นเธอทำลับ ๆ ล่อ ๆ ก็เข้ามาดูเท่านั้นเอง”
         “ทำไมไม่โทรหาผู้จัดการล่ะ ไม่เอาสิถ้าอยากมาหาฉันขนาดนั้น ตัวยอมรับมาก็ได้ ไม่ต้องอ้างไปเรื่อย”
         “โทรแล้วแต่เขาไม่รับ” ซายากะหันหลังจะกลับ ฉันรีบถลาไปคว้าตัวเอาไว้
         “เดี๋ยวสิตัว มาแล้วก็อยู่ด้วยกันก่อน” ฉันไม่สนที่ซายากะพยายามฝืนตัวเอง เข้าไปล็อกเธอแล้วลากมาแอบดูด้วยกันต่อ
         “นี่มิยูกิ เอามือออกไปได้แล้ว” ซายากะพยายามแงะมือฉันจนหลุด รู้หรอกว่าเธอชอบแต่แกล้งทำ ฉันมัวแต่เล่นกับซายากะ พอหันไปอีกที สถานการณ์ข้างหน้าก็ทำให้ฉันและคนข้าง ๆ ต้องเอามืออุดปากตัวเองกันพัลวัน
         “พี่ยุย! / ไอ้พารุ!” ฉันคนหนึ่งเหมือนโดนอะไรฟาดหน้าที่เห็นภาพนั้น
         “ซายากะ ตัวว่าเขาจะเห็นที่เราจูบกันมั้ย” ฉันหันไปเขย่าถามอย่างลืมตัว จนซายากะต้องรีบหยุดฉันไว้
         “เขาจูบกันไม่เกี่ยวอะไรกับที่ฉันจูบกับเธอ ถามอะไรของเธอ แล้วเขย่าซะแรง ทำเป็นร้อนตัว”
         “ขนาดเรายังมาซุ่มดูเขาได้เลย ทำไมเขาจะไม่ทำ”
         “พี่ยุยไม่ใช่คนแบบนั้น แล้วก็ฉันจูบกับเธอเพราะสัญญา คงไม่ลืมหรอกนะ ไม่ได้ว่าฉันมีความรู้สึกอยากจะจูบอะไรสักหน่อย มันเป็นคนละกรณีกันกับเรื่องของพี่ยุยและพารุ”
         “…”
         “มองแบบนั้นทำไม เรากำลังคุยเรื่องพี่ยุยกับพารุกันอยู่นะ” ฉันหันไปเห็นว่ามิยูกิยิ้ม ความรู้สึกถึงอันตรายก็พุ่งขึ้นมาทันที
         “ตัวไม่ได้รู้สึก…อยากจูบกับฉันจริงเหรอ ย้ำอยู่หลายรอบจนชักสงสัยละน้า…”
         “มันก็ต้องแบบนั้นอยู่แล้วสิ”
         “ถ้าอย่างนั้นต้องพิสูจน์”
         “พิสูจน์อะไ…”
         เกิดเรื่องที่ฉันกลัวขึ้นมาจริง ๆ มิยูกิทำให้ฉันใจเต้นไม่เป็นจังหวะอีกครั้ง เธอเข้ามาจูบฉัน…ฉันก็พยายามปฏิเสธริมฝีปากนั้นแล้ว ฉันพยายามแล้ว
         “อยู่เฉย ๆ ก่อน” มิยูกิบอกยิ้ม ๆ เธอทำน้ำเสียงกึ่งบังคับกึ่งอ้อนใส่ฉันอีกแล้ว เมื่อถอนริมฝีปากออกมา ฉันได้เห็นดวงตาเจ้าเล่ห์แต่อ่อนโยนของคนข้างหน้า ดวงตาสดใสที่บางทีก็ร้ายกาจ ดวงตาคู่นี้แน่นอนที่มักจะสะกดฉัน ทำให้ฉันเสียการควบคุมตัวเองไปแทบทุกครั้ง ทั้งเมื่อก่อนและตอนนี้
         มิยูกิเหมือนเดิมทุกอย่าง และฉันก็เหมือนจะกลับไปเหมือนเดิมเช่นกัน

         สมัยก่อนฉันมักยอมเธอบ่อย ๆ ถึงจะแสดงออกว่าไม่ชอบและตวาดเธออย่างนั้นอย่างนี้ แต่ฉันก็ชอบไม่น้อยที่ได้โดนเธอแกล้ง
         ฉันอยากให้เธอแกล้งฉันแบบนี้ตั้งแต่ตอนไหน?

         ในที่สุดฉันก็หลับตาตามสัญชาติญาณเมื่อมิยูกิเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ แต่สัมผัสจากริมฝีปากที่มักทำให้ฉันหลงใหลนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
         “ฉันมาคิดดูแล้ว ถ้าตัวไม่อยากจูบฉันก็ปฏิเสธกันได้เลย ซายากะ…ใช้ใจตัดสินใจอีกทีจะได้มั้ย”

         ฉันโถมตัวกอดมิยูกิไว้แน่น หวงคนที่กำลังกอดอยู่ตอนนี้สุดหัวใจ เธอก็รู้ใช่มั้ยว่าฉันเป็นคนยังไง แต่ก็ยังชอบแกล้ง ทำไมต้องทำให้คิดถึงด้วย…
         “ขอโทษที่หายไป”
         “ฉันคิดถึงเธอจนจะบ้าอยู่แล้ว มิยูกิ” ฉันรู้ว่ามิยูกิก็รู้สึกเหมือนกัน ฉันถอยออกมา มองหน้ามิยูกิชัด ๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจับแก้มป่อง ๆ เพื่อประคองหน้าของเธอไว้
         ฉันจูบเธอ เธอจูบฉัน
         เราต่างก็คิดถึงกันและกัน
         เป็นแค่จูบธรรมดาของคนที่คิดถึงกันมาก
         แต่มันมีความหมายกับฉันมากจริง ๆ
         ฉันยังคงเอาหน้าแนบกับแก้มมิยูกิไว้ อยากเก็บความรู้สึกแบบนี้เอาไว้นาน ๆ
         แต่สุดท้ายก็ต้องยอม…
         “มิยูกิ…ฉันต้องไปโทรหาพี่ยุย…ฉัน ปะ…ไปก่อนนะ” ฉันก้มหน้าพยายามไม่มองมิยูกิ รู้สึกเขินที่บอกว่าไม่อยากจูบกับเธอ ซึ่งมันตรงข้ามกับความรู้สึกข้างใน สุดท้ายเป็นฉันเองที่กดริมฝีปากของตัวเองลงไปบนริมฝีปากของมิยูกิ โดนลูกเล่นออดอ้อนของเธอเข้าจนได้
         มิยูกิยอมปล่อยให้ฉันเดินออกมาแต่โดยดีหลังจากฉันได้สติกับการจูบเมื่อกี้ มิยูกิยิ้มเจ้าเล่ห์อีกแล้วและทำให้ฉันรู้สึกว่าเธอจะกลับมาทวงบางอย่างอีกครั้ง ฉันอยากให้ตัวเองคิดผิดเหลือเกิน แต่ส่วนใหญ่เรื่องที่เกี่ยวกับมิยูกิมักจะถูกเสมอ
         อาจจะเป็น
         บางสิ่งที่พวกเราสองคนเริ่มต้นเอาไว้สมัยเรียน…

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – Race (SayaMilky)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s