[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP01 (SayaMilky)

Posted on Updated on

fic - twoshot - 2E

         SP01
         “นั่งหน้าเครียดคิ้วขมวดแบบนั้นทั้ง ๆ ที่ก็ปิดคดีได้แล้ว กลุ้มใจอะไรหรือเปล่า”
         “ยุย ฉันควรจะโล่งใจใช่มั้ยที่ปิดคดีได้” ความรู้สึกบางอย่างในหัวของฉันตรงข้ามกับเหตุการณ์ที่ควรจะเป็นหรืออย่างที่หลายคนในหน่วยเป็นคือได้ปลดปล่อยงานหนักอึ้งไปอีกหนึ่ง
         “คดีของตระกูลมัตสึอิยังคาใจอยู่เหรอ”
         “ไม่รู้สิ ฉันก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง” มันมีบางอย่างที่ทำให้ฉันไม่สบายใจกับเรื่องนี้
         “เหรอ ถ้าอย่างนั้น ฉันพูดอะไรหน่อยแทนซายากะเอง”
         “อะไรเหรอ”
         “รู้สึกเหมือนกันมั้ยว่าบริษัทใหญ่โตของตระกูลมัตสึอิ จู่ ๆ ก็มีหลักฐานเรื่องการค้าของผิดกฎหมายแดงขึ้นมา ทั้งที่พวกเราควานหากันแทบตาย กว่าจะได้มาแต่ละอย่าง”
         “อย่างน้อยฉันก็ไม่ได้คิดมากอยู่คนเดียวแล้วล่ะเรื่องนี้”
         “คงเพราะพวกเราเป็นตำรวจ สัญชาตญาณมันทำให้เราต้องคิดมากกว่าคนอื่น คิดอะไรมากกว่าสิ่งที่ตาเห็นถึงแม้เราจะไม่มีอำนาจทำอะไรกับสิ่งที่เราสงสัยนั้นก็ตาม” ยุยทำสีหน้าหนักใจ ฉันรู้สึกว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ฉันจะเริ่มจากไหนล่ะ จริงที่ว่าคดีปิดและหลักฐานก็บ่งชี้ถึงเรื่องที่ตระกูลมัตสึอิทำ แต่ถ้าเกิดว่าเรื่องนี้ถูกจัดฉากให้เป็นอย่างที่ใครสักคนต้องการ นั่นหมายความว่าคนที่อยู่เบื้องหลังก็ยังลอยนวลต่อไป
         ฉันไม่มีอำนาจที่จะทำอะไรกับเรื่องนี้ได้อย่างเปิดเผย แต่คงพอทำอะไรได้บ้าง นั่นคือสิ่งที่ฉันคิด ถึงจะไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วตัวเองจะทำได้หรือเปล่า
         อยากเอาคนผิดที่แท้จริงมาลงโทษ แต่เรื่องนั้นต้องทำอย่างรอบคอบมาก ๆ ด้วย ถ้าผิดนิดเดียวฉันอาจจะไม่ได้มีโอกาสแก้ตัวอีกเลย
         “เอ้อจริงสิ เกือบลืมบอกซายากะ พรุ่งนี้จะมีเด็กใหม่เข้ามานะ เพิ่งสอบได้หมาด ๆ”
         “ไปเอาข่าวนี้มาจากไหนน่ะ”
         “ฉันอยู่ฝ่ายข้อมูลนะ เรื่องพวกนี้เขาพูดกันจนจะเบื่อแล้ว”
         “ใช่สิ ฉันได้แต่ออกไปลุยนอกสถานที่ เรื่องคุยลึกลับทำนองนี้ฉันขอยอมแพ้พวกยุย ว่าแต่มาบอกฉันทำไม” การมีเจ้าหน้าที่คนใหม่เข้ามาในแผนกมันเป็นเรื่องน่าพูดคุยบอกต่อถึงขนาดนั้นเลยหรือไงกัน
         “ก็พี่เลี้ยงคือซายากะนี่ ฉันเลยมาบอกไว้”
         “อะไรนะ?…” ยุยเดินหัวเราะชอบใจออกไป โดยไม่บอกรายละเอียดอะไรเพิ่มเติมกับฉันเลย และวันนั้นทั้งวันฉันก็โดนคนในหน่วยแซวไม่หยุด

         คิซากิ ยูริอะ แนะนำตัวเองอย่างแข็งขันด้วยรอยยิ้ม เธอดูเด็กมาก ฉันอดทึ่งไม่ได้ที่คนอายุน้อยสอบติดในหน่วยงานระดับนี้ ฉันเคยเป็นคนอายุน้อยคนนั้นที่สอบติดมาก่อน อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็รู้สึกถูกชะตากับน้องใหม่
         “คุณยามาโมโตะสินะคะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”
         “เรียกฉันว่าซายากะก็ได้ ไม่ต้องพิธีมาก” น้องใหม่ยิ้มกว้างทันทีเมื่อได้รับคำตอบแบบนั้น ตอนที่ฉันเพิ่งเข้ามาทำงาน ก็ได้พี่เลี้ยงใจดีที่ช่วยฝึกจนฉันเข็มแข็ง พอคิดถึงเรื่องเก่า ๆ มันน่าเศร้า พี่เลี้ยงของฉันต้องมาเสียชีวิตในหน้าที่ งานของเรามันเสี่ยงอยู่ทุกเวลา ทุกคนรู้เรื่องนั้นดี
         เพื่อลดช่องว่างระหว่างเพื่อนร่วมงาน ฉันพาคิซากิมาเลี้ยงข้าวในตอนเย็น เราสองคนได้คุยกันหลายเรื่อง ถึงเด็กใหม่จะเคอะเขินอยู่บ้างที่ต้องมานั่งพูดคุยกับรุ่นพี่ที่ทำงานอย่างฉัน แต่เธอผ่อนคลายลงกว่าเมื่อตอนกลางวันและนี่อาจเป็นนอกเวลางานด้วย จะพูดอะไรก็ไม่ต้องกังวลมากนัก ทำให้ฉันกับน้องใหม่ได้แลกเปลี่ยนเรื่องส่วนตัวกันอย่างถูกคอ
         นิสัยของคิซากิคล้ายฉันอยู่หลายอย่าง นั่นยิ่งทำให้เราคุยกันอย่างสนุกสนาน จากที่ตอนแรกฉันหนักใจว่าจะรับมือกับน้องใหม่ยังไง ตอนนี้มันตรงข้าม คิซากิทำให้ฉันเริ่มสนุกขึ้นมาและอยากสอนงานให้ไว ๆ
         ระหว่างที่คุยกันอย่างออกรส คิซากิชวนให้หันมองไปอีกทางของร้านที่นั่งกินข้าวกันอยู่ และถามด้วยความสงสัยว่า คนในร้านอีกฝั่งหนึ่งนั้นใช่มัตสึอิ เรนะหรือเปล่า เมื่อฉันมองไปตามทิศทางที่น้องใหม่บอกก็พบว่าเป็นมัตสึอิ เรนะจริง ๆ อย่างที่คิซากิสงสัย แต่ที่ทำให้หัวใจของฉันเต้นโครมครามขึ้นมาก็เพราะคนที่เธอนั่งคุยอยู่ด้วยนั่นเอง
         ฉันสับสนอยู่ในใจคนเดียว มีคำถามมากมายผุดขึ้นมา ทำไมมิยูกิถึงไปคุยกับมัตสึอิ เรนะ ฉันอยากจะโทรหามิยูกิเดี๋ยวนั้นและถามทุกอย่างที่คาใจ แต่เพราะคิซากินั่งอยู่ ที่คิดไว้ก็เลยไม่ได้ทำอย่างที่ต้องการ

         หลังแยกกับคิซากิฉันรีบโทรหามิยูกิทันที โดยแอบมองอยู่ไม่ไกลจากจุดที่จะเห็นการกระทำของปลายสาย มิยูกิเดินออกมาหาที่คุยโทรศัพท์ ซึ่งคงไกลพอที่มัตสึอิ เรนะจะไม่ได้ยิน
         “ว่าไงคะ คุณยามาโมโตะ คิดถึงจนต้องโทรหากันเลยเหรอ” มิยูกิยังคงแหย่ฉันเหมือนอย่างเคย หรือว่าจะไม่มีอะไร เป็นแค่ฉันที่กังวลไปเองคนเดียว
         “คิดถึง…อยากให้มาหา ว่างมั้ย”
         “ซายากะเป็นอะไรหรือเปล่า เสียงเครียดมากเลยนะ” น้ำเสียงของมิยูกิกังวลขึ้นมาทันทีจนทำให้ฉันต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองและทำเหมือนว่าไม่ได้เห็นเรื่องที่เธอคุยอยู่กับมัตสึอิ เรนะ ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันรู้สึกอะไร เป็นห่วงหรือกำลังหวงมิยูกิ ฉันตอบตัวเองไม่ได้ว่าทำไมต้องรู้สึกหงุดหงิด
         “เราไม่ค่อยได้เจอกันเลยช่วงนี้ ฉันแค่อยากโทรมาถามเฉย ๆ ว่ามิยูกิสบายดีหรือเปล่า”
         “พอดีฉันวุ่น ๆ เรื่องงานใหม่ เดี๋ยวไว้อีกสักพักฉันไปหาซายากะนะ”
         “มาหาตอนนี้ได้มั้ย”
         “ขอโทษนะ วันนี้ฉันต้องเคลียร์งาน…” ฉันอือออกับมิยูกิไปโดยไม่แสดงอาการอะไร แต่แอบบ่นอยู่คนเดียว เคลียร์งานเหรอ งานประเภทไหน และทำไมต้องกับมัตสึอิ เรนะ

         …

         พารุเปิดประตูออกมาหลังจากฉันกดกริ่งที่หน้าห้องไม่นาน สีหน้าเพื่อนสาวดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร ตอนที่คุยกันทางโทรศัพท์ก็เอะใจอยู่นิดหน่อยว่าน่าจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น พารุไม่ค่อยเครียดอะไรมากนักตั้งแต่รู้จักกันมา
         “โทษนะที่ต้องเรียกมาหา แต่อยากจะคุยต่อหน้ามากกว่า” พารุเดินไปเอาเบียร์มาให้
         “โดนใครใส่มาหรือไงแกน่ะ” พารุทำหน้าเซ็งและนิ่งไปพักใหญ่ เมื่อเอาเบียร์ยื่นให้ฉัน ในองค์กรของเราถึงแม้ว่าฉันจะเป็นเพื่อนกับเธอ แต่ตามตำแหน่งพารุคือหัวหน้าของฉันอีกที เธอจะคอยรับคำสั่งมาจากเบื้องบนอีกต่อหนึ่ง พารุเคยบอกว่าไม่เคยพบหน้าเบื้องบนมาก่อน
         “ไม่เชิงว่าใส่อะไร เบื้องบน เขาบอกฉันโดยตรงว่าอยากให้แกเก็บหลักฐานให้เนียนมากกว่านี้หน่อย เรื่องมัตสึอิน่ะ”
         “โดยตรงนี่คืออะไร” เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นเพื่อนทำสีหน้างุนงง เธอดูมีอะไรอยู่ในใจ
         “ฉันโดนเรียกให้ไปพบกันที่ลับแห่งหนึ่งของพวกเรา เขานั่งอยู่ตรงหน้าฉันแค่มีผ้ากั้นเอาไว้”
         “แกได้เจอเบื้องบนเหรอ”
         “ใช่ แกก็รู้ว่าปกติหัวหน้าฉันจะไปรับคำสั่งมาอีกที และฉันบอกเลยว่าครั้งนี้มันแปลก ๆ”
         “ทำไมแปลก”
         “ฉันไม่โดนด่าน่ะสิ คิดไว้ว่ายังไงก็ต้องโดนด่าแน่ที่เขาเรียกไปหา แต่มันไม่ใช่ นี่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่”
         “เบื้องบนน่ะ เขาอยากให้ฉันเก็บหลักฐานให้เนียนกว่านี้หน่อย แค่นั้นเหรอ” จากตอนแรกที่พารุรู้สึกแปลกกับเบื้องบนคนนี้ ฉันเริ่มรู้สึกว่าแปลกใจไปกับพารุด้วยอีกคน
         “แค่นั้นแหละ เขาอยากให้แกกลับเข้าไปทำงานกับมัตสึอิ ถ้าเป็นไปได้”
         “ทำงานกับมัตสึอิอีกครั้ง พูดง่ายแต่ทำยาก ที่ยากนี่คือฉันนะ ฉันต้องทำใจหนักเลยล่ะเพื่อน ไม่อยู่กับมัตสึอิ เรนะอีกครั้งไม่ยากยากหรอก ถ้าตามปกติแล้วน่ะ”
         “ฉันรู้ แต่ถ้าแกอยู่ในนั้นมีอะไรเราก็ยังไหวตัวทัน แค่แกกลับไปอ้อนวอนนิดหน่อย มัตสึอิ เรนะก็แทบจะอ้าแขนรอแกอยู่แล้ว หลงแกซะขนาดนั้น ปัญหาคือแม่ตำรวจสาวคนนั้นล่ะสิ เอาจริงเหรอคนนี้”
         “ฉัน…ไม่รู้สิ”
         “ตามใจแกนะ ฉันไม่บังคับ แกอยากทำอะไรก็ทำไป แต่คราวหน้าจะทำอะไรบอกกันก่อนสักหน่อย ตอนนี้คงมีคนเพ่งเล็งแกอยู่ ฉันจะเตือนแกไว้แค่เรื่องนี้”
         “ขอบใจนะ” เธอพยักหน้าให้อย่างรู้กัน

         ถึงไม่เต็มใจจะกลับไปอยู่ใกล้กับคนอย่างมัตสึอิ เรนะอีกแต่เพราะที่ฉันอารมณ์ร้อนจนวู่วามทำอะไรลงไปนั่น เป็นเหตุผลหลักให้ต้องกลับไปอ้อนวอนผู้หญิงคนนั้นอย่างช่วยไม่ได้
         มัตสึอิ เรนะเป็นเจ้านายของฉันในอดีต แม้ว่าเราจะ(เคย)มีความสัมพันธ์กันมากกว่านั้น ฉันไม่เคยสนใจใครก็ตามที่มีความสัมพันธ์กับมัตสึอิ เรนะ ถ้าหากให้ยกตัวอย่างคงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากมัตสึอิ จูรินะ คนที่พร้อมถวายชีวิตให้แก่ผู้หญิงอย่างมัตสิอิ เรนะ สายตาเฝ้าทะนุถนอมที่เธอเฝ้าส่งให้ ความคาดหวังที่อยากให้มัตสึอิ เรนะหันกลับมามองเธอบ้าง ซึ่งแต่ก่อนมัตสึอิ เรนะเคยทำแบบนั้น
         แต่เพราะความเจ้าชู้ของมัตสึอิ เรนะ นั่นส่งผลให้ทั้งคู่มีปัญหากันบ่อย ฉันยังไม่เข้าใจเท่าไรว่าสำหรับมัตสึอิ เรนะ มองมัตสึอิ จูรินะเป็นอะไร ส่วนใหญ่มัตสึอิ จูรินะมักยอมให้กับเจ้านายของฉันเสมอ ฉันคิดนะว่ามันไร้สาระที่ใครสักคนจะทุ่มเทให้กับความรักได้ถึงขนาดนี้
         แต่แล้ว…ทุกอย่างก็สอนฉัน เมื่อวันที่ฉันกล้าทำอะไร ซึ่งไร้สติสุดเหวี่ยงเพื่อใครสักคน
         อันที่จริงก่อนหน้าที่ฉันจะเข้ามาทำงานกับมัตสึอิ เรนะ เธอเองมีนิสัยชอบดูแลเด็กสาวน่ารักและคอยสนับสนุนเงินทุนให้ลับ ๆ พารุบอกฉันอยู่ครั้งหนึ่งว่ามีนักร้องสาวบางคนที่เป็นเด็กในสังกัดของมัตสึอิ เรนะ
ถ้าถามฉันก็คงต้องพูดว่า จะมีอะไรดีไปกว่านี้อีก มีเงินใช้ มีคนคอยเอาอกเอาใจ ซึ่งมัตสึอิ เรนะก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรและเธอน่ารักมากจนสามารถเป็นนางแบบได้เลยด้วยซ้ำ เมื่อเธอเป็นนางฟ้า มัตสึอิ เรนะจะทำให้คุณเคลิบเคลิ้มจนลืมไปว่าอีกด้านที่ซ่อนอยู่คือผู้หญิงเอาแต่ใจและพร้อมทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ต้องการ ข้อนี้ฉันเจอมากับตัว
         พอมานึกถึงมุมน่ารักของมัตสึอิ เรนะแบบนี้ ไม่แปลกใจที่ใครหลายคนจะหลงเธอ เธอน่ารักจริง ๆ ถ้าฉาบด้านมืดเอาไว้ด้วยปูนหนา ๆ คือที่จริงมันก็คงไม่แย่กับฉันถ้าไม่ใช่ว่าสิ่งที่มัตสึอิ เรนะทำลงไป เธอทำร้ายซายากะ
         งานของฉันจะง่ายกว่านี้และมันจะเป็นไปตามแผนที่ควรจะเป็นหากเธอทำตัวน่ารักแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำเมินเฉยเรื่องฉันกับซายากะ แต่มัตสึอิ เรนะไม่เมินเฉยกับเรื่องของฉัน
         ปัญหาทุกอย่างมันมีวิธีแก้ และควรจะแก้ได้ในกรณีปกติ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับฉันนั้นทวีความรุนแรงมากขึ้น เหตุผลคือฉันเกิดมีความรู้สึกให้กับใครบางคน คนที่ทำให้ฉันรู้สึกแตกต่างไปจากที่เคยมี
         คนแบบนั้น
         คนที่เป็นตำรวจ
         คนที่ฉันไม่ควรยุ่งด้วยมากที่สุด…

         จนถึงตอนนี้ ถ้าไม่ได้เจอกับซายากะ มัตสึอิ เรนะ คงเป็นคนที่ฉันพร้อมยอมเล่นด้วยอีกนาน เธอเป็นคนน่ารักและมีเสน่ห์ไม่แพ้ใคร การได้ยั่วคนอย่างมัตสึอิ ค่อนข้างสนุก โดยรวมเมื่อเธออยู่ในโหมดไม่ดื้อ แต่ก็นั่นแหละฉันยังจำภาพซายากะในวันนั้นได้เป็นอย่างดีและฉันยังคงยืนยันคำเดิมว่าขออยู่ให้ไกลจากคนอย่างมัตสึอิ เรนะจะดีกว่า
         ผู้หญิงคางบุ๋มดึงฉันกลับมาที่โต๊ะอีกครั้งเมื่อเธอวางสายจากใครสักคนที่ฉันไม่ได้ฟังเลยแม้แต่น้อย ฉันยอมรับอย่างเต็มปากว่างานนี้ขัดใจชนิดที่ต้องกล้ำกลืนฝืนทน
         “ฉันไม่คิดว่ามิลกี้จะกลับมา” มัตสึอิเรียกฉันออกมาพบในร้านอาหารแห่งหนึ่ง หลังจากฉันทิ้งโน้ตเอาไว้ว่ามีเรื่องจะคุยกับเธอ
         “คุณมัตสึอิตอนนี้ดูวุ่น ๆ นะคะ” แกล้งชวนผู้หญิงคางบุ๋มตรงหน้าคุย พยายามทำให้ตัวเองลืมความอึดอัด
         “เรียกห่างเหินจังนะ เรียกเหมือนเดิมก็ได้ ฉันไม่ถือ ช่วงนี้ฉันเป็นคนมีปัญหานี่คะ เลขาบางคนก็ชิงลาออกเอาตัวรอดไป ต้องจัดการอะไรหลายอย่างเลยไม่ค่อยว่าง”
         “คุณคิดว่าฉันลาออกเพราะเรื่องพวกนั้นเหรอคะ”
         “เปล่า ฉันรู้ดีว่าเธอลาออกเพราะอะไร” สีหน้าท่าทางของมัตสึอิ เรนะบอกให้ฉันเข้าใจว่าเธอรู้ตัว เพราะอะไรทำไมฉันถึงลาออก เธอกำลังดื้ออยู่และคงอยากพูดอะไรสักอย่างให้ฉันรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น มัตสึอิ เรนะ คงคิดไม่ถึง ฉันไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย เพราะฉันเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด
         “ฉันจะพูดกับคุณตรง ๆ นะคะ คือตอนนี้…ฉันไม่มีที่ไปค่ะ”
         “อยากจะกลับมาอย่างนั้นเหรอ” ใช่ฉันอยากกลับมาทำงานกับเธอ แต่เพราะเรื่องงานเท่านั้นจริง ๆ ระหว่างที่คิดก็แสร้งทำหน้าลำบากใจกับเรื่องที่ต้องมารบกวนมัตสึอิ เรนะเพื่อสร้างคะแนนความสงสารให้ตัวเอง
         “ใช่ค่ะ ฉันอยากทำงาน ฉันขอแค่คำตอบ ถ้าคุณรับฉันเข้าทำงานอีกรอบอยากด่าอะไรก็เชิญ แต่ถ้าไม่รับคุณบอกฉันมา ฉันจะได้ไปหาทางอื่นต่อกับชีวิตตัวเอง” มัตสึอิ เรนะหัวเราะอยู่ในลำคอ ฉันเดาไม่ออกเลยว่านั่นหมายถึงอะไร
         “เพราะแบบนี้ฉันถึงได้ชอบมิลกี้ เพราะความมั่นใจของเธอ เธอมีเสน่ห์จริง ๆ”
         “ฉันได้ทำงานใช่มั้ยคะ”
         “ฉันรับเธอเข้าทำงาน แต่ขอบอกเอาไว้ตรงนี้ว่าบริษัทฉันกำลังมีปัญหา บริษัทนี้อาจจะล้มถ้าฉันแพ้คดี”
         “กว่าคดีจะสิ้นสุด คงอีกนานค่ะ และฉันจะทำงานให้เต็มความสามารถ”
         “อิจฉาคนนั้นจังนะ คนที่มิลกี้รักเขาได้ถึงขนาดนี้”
         “ที่จริงคือฉัน…” อุปกรณ์สื่อสารตัวดีดันขัดบทสนทนาที่ฉันกำลังจะปั้นน้ำเพื่อเพิ่มคะแนนความสงสาร หน้าจอแสดงชื่อซายากะไม่ผิดแน่ น้ำที่กำลังคิดว่าจะปั้นกระจายกลางอากาศทันที ฉันรีบออกไปหาที่คุยแบบส่วนตัว
         ซายากะโทรมาบอกว่าคิดถึงแต่น้ำเสียงเธอไม่ดี พอฉันถามกลับไปว่าเป็นอะไรหรือเปล่าฝ่ายนั้นก็ปฏิเสธ เธอยังชวนให้ฉันไปหาที่บ้าน ซึ่งฉันไปไม่ได้จริง ๆ ในตอนนี้ ก่อนจะโกหกว่าเพราะติดงานหลายอย่าง ฉันรู้สึกขอบคุณที่ไม่ได้กำลังอยู่ต่อหน้าซายากะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงอึดอัดใจและซายากะจะต้องรู้ว่าฉันกำลังโกหกเธอ

         ในที่สุดฉันได้กลับมาทำงานให้มัตสึอิ เรนะอีกครั้งตามแผนที่ไม่เต็มใจเท่าไรและเมื่อจัดการทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ฉันนัดเจอกับซายากะที่ห้องของเธอพร้อมหอบของกินไปฝาก
แต่ตลอดเวลาที่นั่งกินข้าวกันสองคนก็เหมือนฉันนั่งอยู่คนเดียว เพราะเจ้าของห้องดูเงียบผิดปกติ ฉันรู้สึกได้ว่ามันต้องมีอะไร
         “อาหารไม่อร่อยก็บอกฉันตรง ๆ มานั่งทำหน้าเครียดอยู่ทำไม ซายากะมีอะไรไม่สบายใจใช่มั้ย” ฉันเห็นเธอสะดุดกึกขณะจะคีบอาหารเข้าปากที่เธอเขี่ยไปมาอยู่นานแล้ว
         “เรื่องงานน่ะ บางครั้งมันก็มีคดีที่ปิดได้แต่จริง ๆ แล้วมันยังไม่จบอย่างสมบูรณ์” ดูท่าซายากะจะจับความผิดปกติของคดีมัตสึอิ เรนะได้ ฉันนึกเสียดายที่ตัวเองทำงานพลาด
         “คดีที่เป็นข่าวน่ะเหรอ แต่สำหรับฉันกลับมองว่าซายากะสามารถปิดงานใหญ่ได้ นั่นดีมากเลยนะ เราจะได้ว่างเจอกันบ่อยขึ้น” อันดับแรกฉันต้องทำเป็นสาวน้อยที่มองอะไรตื้น ๆ เพื่อเบี่ยงเบนซายากะเรื่องที่ฉันรู้อะไรมากกว่าที่ควร แต่กลายเป็นว่าฉันต้องสะอึกกับสิ่งที่ซายากะถาม
         “มิยูกิ…จะยังว่างเจอฉันอีกหรือเปล่า”
         “ทำไมฉันจะไม่ว่างล่ะ” รู้สึกว่ายิ้มได้ไม่เต็มที่เท่าไรนัก
         “ช่างเถอะ ฉันถามไปอย่างนั้นเอง” ซายากะตัดบท นั่นเป็นจุดเริ่มต้นสงครามเงียบที่ทำให้ฉันอึดอัด ซายากะเปิดทีวีดูอะไรไปเรื่อยเปื่อย นั่งแหมะอยู่ตรงนั้น ไม่พูดอะไรสักอย่างจนฉันทนไม่ไหว
         “ฉันไม่ชอบที่ซายากะเงียบไปแบบนี้”
         “ฉันแค่ใช้ความคิดเท่านั้นเอง” เจ้าของห้องเงียบไปอีกครั้ง วันนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับเธอ
         ซายากะยังคงนั่งดูทีวีเมื่อฉันเข้าไปโอบคอเธอแรง ๆ จากทางด้านหลัง ฉันยังไม่รู้เลยว่าซายากะเป็นอะไร เพราะเธอไม่ยอมพูด ดังนั้นคงต้องบีบให้ผู้หญิงปากแข็งคายมันออกมา
         “ฉันทำให้ซายากะเหงาที่ไม่ค่อยได้มาหาหรือเปล่า” ซายากะผงกหัวเล็กน้อยแต่ไม่พูด
         “ฉันทำให้ซายากะน้อยใจใช่หรือ…”
         “ฉันเปล่าสักหน่อย” ซายากะสวนกลับทั้งที่ฉันยังพูดไม่จบประโยคด้วยซ้ำ
         “ซึน ๆ แบบนี้ ให้ทำแต่กับฉันคนเดียว ตกลงนะ”
         “ฉันไม่ได้ซึนนะ”
         “ถ้าไปทำน่ารักแบบนี้กับคนอื่น มีเรื่องแน่” จากที่ตอนแรกซายากะเกือบจะยอมคุยเรื่องที่ไม่สบายใจ ตอนนี้เธอเงียบไปอีกครั้ง
         “มิยูกิอาจจะแค่นึกสนุกกับฉัน ฉันรับได้นะ ฉันเคยคิดแบบนั้น แต่มันไม่ใช่อีกแล้ว” ฉันรอฟังความในใจของซายากะ เป็นสิ่งที่ฉันก็เพิ่งจะเคยได้ยินเหมือนกัน รู้สึกว่ามีความฉุนเฉียวอยู่ในคำพูดเหล่านั้น แค่เธอพยายามไม่แสดงมันออกมา
         “ฉันโมโหตัวเองที่คิดมากกับเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งได้มากมายจนมันล้นหัว หงุดหงิด สับสน ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร”
         “ฉันไม่ได้เล่น ๆ กับซายากะนะ ฉันจริงจัง เธอรับคนอย่างฉันได้เหรอ คนวุ่นวายอย่างฉัน” เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันกอดซายากะแรงขึ้น ฉันอยากส่งความจริงใจของฉันไปให้เธอได้รับรู้ ซายากะไม่รู้ว่าฉันทำอะไรบ้าขนาดไหนเพื่อเธอ
         “ทำไมถึงไม่บอกว่าอยู่กับมัตสึอิ เรนะ ตอนที่ฉันบอกให้มิยูกิมาหาวันนั้น” ฉันเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแทบจะทันที เพราะซายากะเห็นฉันกับมัตสึอิ เรนะ ตอนนั้นฉันอ้างเรื่องงานโดยไม่รู้ว่าเธอเห็นเหตุการณ์ ซายากะคงคิดมากเรื่องนี้แน่
         “ถ้าฉันบอกตรง ๆ ซายากะจะทำยังไง”
         “ฉันจะห้ามไม่ให้เธอไปยุ่งกับคนอย่างนั้น เขาเป็นเจ้านายเก่าของมิยูกิด้วยใช่มั้ย”
         “ทำไมถึงคิดแบบนั้น” ฉันพยายามแสร้งว่าอีกฝ่ายเข้าใจผิดในเรื่องนี้
         “รู้อะไรมั้ย ผู้หญิงเรามีอาวุธที่อันตรายอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการจับความรู้สึกระหว่างใครสักคน”
         “ฉันคุยกับเขาเรื่องงาน คงฟังไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร แต่ฉันก็อยากบอกเอาไว้ นี่คือเรื่องจริง และที่จริงยิ่งกว่าอะไรคือฉันชอบเธอ ฉันอยากเห็นเธอยิ้มแต่มันรู้สึกแย่มากที่เธอมานั่งอมทุกข์อยู่แบบนี้ ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ซายากะต้องไม่ทำให้ฉันเป็นห่วงสิ”
         “ยังไงก็จะทำงานกับเขาใช่มั้ย” ดวงตาของซายากะบอกฉันว่ากำลังเจ็บปวดและฉันก็เสียใจไม่ต่างกันกับเธอ
         “ฉันตัดสินใจไปแล้วค่ะ”
         “ฉันห้ามมิยูกิไม่ได้ใช่มั้ย…”
         “เราจะไม่คุยเรื่องนี้กันอีกจนกว่าซายากะจะเลิกดื้อกับฉัน” ฉันรู้ดีว่าเธอห่วง เธอไม่ฟังฉัน ทั้ง ๆ ที่การไปทำงานกับมัตสึอิ เรนะ ไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากจะทำแม้แต่น้อย
         “มิยูกินั่นแหละที่ดื้อ” เราสองคนควรอยู่ห่างกันสักพักเพื่อให้แต่ละคนได้สงบสติอารมณ์ แน่นอนการขอตัวกลับ เพื่อปล่อยให้ซายากะได้มีเวลาคิดอะไรก็ตาม ซึ่งกวนใจเธออยู่และหวังว่าเธอจะคิดออกพร้อมทั้งเลิกงอนเรื่องฉันกับมัตสึอิ เรนะด้วยจะทำให้ฉันสบายใจมากกว่านี้

         “ซายากะต้องไม่ทำให้ฉันเป็นห่วงสิ” คำพูดของมิยูกิวนเวียนอยู่ในหัวฉันมาสองอาทิตย์แล้ว และเป็นสองอาทิตย์ที่ไม่ได้ติดต่อกับมิยูกิ
         ฉันต่างหากที่ต้องพูดประโยคนั้น ฉันห่วงไม่อยากให้ไปยุ่งกับมัตสึอิ เรนะ เรื่องที่ฉันโดนทำร้ายฉันไม่สนใจ แต่ถ้าวันหนึ่งมัตสึอิ เรนะเกิดบ้าเลือด หันมาเล่นงานมิยูกิล่ะ จะทำยังไง เมื่อเดินมาถึงห้องทำงานก็โยนแฟ้มระบายอารมณ์ด้วยความหงุดหงิด ช่วงนี้มีคำถามทำนองนี้เข้า ๆ ออก ๆ อยู่ในหัวฉันแทบจะทุกวัน
         “เฮ้ย อย่ามาโยนแฟ้มเอกสารเล่นอย่างนี้สิ” ฉันตกใจที่โดนยุยโวยใส่ คนอย่างเธอแทบไม่เคยมาทำงานก่อนฉันได้
         “จะไปรู้ได้ไงว่ายุยจะมาซะเช้าแบบนี้”
         “ถึงจะไม่มีใครอยู่ห้อง ก็ห้ามมาโยนแฟ้มเล่น อีกอย่างคงไม่ลืมหรอกนะว่าวันนี้ต้องไปเข้าฟังคดีของมัตสึอิ” ลืมสนิทว่ามีคำสั่งนี้และเหตุผลว่าทำไมยุยถึงได้มาถึงแต่เช้านัก
         “ว่าแล้วเชียว ลืมแหงทำหน้าแบบนั้น เอ้อนี่พาคิซากิไปด้วย จะได้ไปเรียนรู้งานด้วยกัน” ไม่รู้จะขอบคุณยุยยังไงที่คอยจัดการงานหลาย ๆ อย่างให้ ตั้งแต่ร่วมงานกันมา เป็นหนี้ยุยไม่รู้ต่อกี่ครั้ง
         คิซากิตามเข้ามาที่ห้องไม่นานหลังจากนั้น เมื่อคนครบพวกเราก็ออกเดินทางไปยังจุดหมาย ฉันและคณะมุ่งไปที่ห้องพิจารณาคดี ทุกคนแยกไปนั่งกันตามปกติ ซึ่งฉันควรเป็นแบบนั้น แต่เพราะผู้หญิงบางคนที่นั่งอยู่ข้างมัตสึอิ เรนะ ทำให้ร่างกายฉันช็อตไปชั่วขณะ สมองทำท่าจะไม่ยอมสั่งการ
         ยุยเข้ามาสะกิดเรียกสติ ก่อนจะลากฉันมาประจำที่นั่ง เธอคงแปลกใจที่จู่ ๆ ก็มีคนเหมือนจะกลายเป็นรูปปั้นหินโดยไม่ทราบสาเหตุ แถมยังทำตัวเด่นด้วยการยืนขวางอยู่ตรงทางเดินของที่นั่งฟังการพิจารณาคดี
         “หยุดเดินทำตาละห้อยเหมือนเจอคนถูกใจไปได้ซายากะ”
         “ใครถูกใจใคร ไม่มีสักหน่อย” ฉันส่ายหัวและเพิ่มเสียงพูดมากกว่าปกติ ฉันไม่ได้คิดอะไรกับผู้หญิงในชุดสูทสุภาพสไตล์ลุย ๆ คนนั้นเลยสักนิด แค่บังเอิญว่ามองเห็นพอดีเท่านั้นเอง
         “ฉันแซวเฉย ๆ แต่ท่าทางแบบนี้ อย่าให้ฉันรู้ก็แล้วกัน” ยุยหัวเราะเหมือนจะรู้อะไรบางอย่างจนฉันต้องเก็บอาการของตัวเองเอาไว้
         ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ฉันแทบไม่รู้เรื่องที่ฟังคดีวันนี้ ในขณะที่มิยูกิขยันตั้งใจทำหน้าที่ของเธอ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกโดยเฉพาะมิยูกิ คนที่ฉันจินตนาการภาพเธอตั้งใจทำงานอะไรแบบนี้ไม่ออก
         ถึงจะหงุดหงิดอยู่ไม่ขาดสายเรื่องที่เธออยู่ข้าง ๆ มัตสึอิ เรนะ คอยช่วยเหลืออย่างกระตือรือร้นและคิดว่าอยากให้มิยูกิมาเข้าใจกันบ้างว่า…นั่นสิ…นี่ฉันอยากให้เธอมาเข้าใจอะไร เรื่องไหนล่ะ ไม่เห็นต้องสนใจเธอเลย เธอทำอะไรก็ปล่อยไป
         “บริษัทของมัตสึอิไปไม่ค่อยสวยเท่าไรที่เป็นคดีเข้า แต่เลขาสวยนะ สวยจนฉันอิจฉา คิซากิก็คิดเหมือนฉันใช่มั้ย” ฉันกำลังจะไล่เรื่องเรื่องบ้า ๆ ในหัวที่เกี่ยวกับมิยูกิได้อยู่แล้วแท้ ๆ ยุยก็ดันเปิดประเด็นลากฉันกลับเข้ามาอีกจนได้
         คิซากิเขิน ๆ เมื่อบอกว่ามิยูกิมีเสน่ห์มากและการทำให้ยุยอิจฉาได้ เธอไม่แปลกใจเลย นั่นทำให้ยุยหันมาถามฉันว่าคิดยังไงกับคนเลขาของมัตสึอิ เรนะ ยุยเหมือนจะหาข้อสรุปซึ่งฉันไม่ค่อยอยากร่วมวงสนทนาด้วยเท่าไร
         “หน้าตาก็งั้น ๆ ไม่ได้สวยถึงขั้นต้องมาชมกันแบบนี้สักหน่อย สวย ๆ กว่านี้เยอะแยะ ทั้งคู่เลยคุยเรื่องอะไรกันอยู่น่ะ”
         “อะไรเนี่ยซายากะ เขาสวยจริง ๆ นะ ไปเมาค้างมาอีกหรือเปล่าถึงมองไม่เห็น” คิซากิเข้ามาช่วยพูดแก้ให้ฉันตอนแรกก็ขอบคุณที่เปลี่ยนเรื่องไปได้แต่พอเธอพูดว่าฉันเอาแต่มองไปทางมัตสึอิ เรนะด้วยสีหน้าเป็นกังวล ทำให้ร้อนตัวขึ้นมาว่าเพื่อนร่วมงานจะรู้เรื่องที่มองมิยูกิตลอดเวลา
         ยุยบอกว่าฉันคงกำลังแอบมองเลขาสาวคนนั้นอยู่และฉันต้องกำลังแอบบ่นในใจว่าทำไมเลขาถึงได้สวยขนาดนั้นแค่ไม่กล้าบอกความจริงออกมา
         การหัวเราะแห้ง ๆ ช่วยกลบเกลื่อนได้ ฉันไม่ได้แอบชมใครอยู่ในใจ ที่นั่งมองก็ไม่ได้ว่าคิดถึงอะไรอย่างที่เพื่อนเข้าใจ แต่นึกถึงเรื่องราวของมิยูกิทุก ๆ อย่างซึ่งมันแย่กว่าคิดถึงซะอีก เพราะฉันโหยหาเธอมากเหลือเกิน ภาพของมิยูกิปรากฏขึ้นในหัวซ้ำไปซ้ำมา เหมือนกับความทรงจำที่ไม่สามารถลบออกไปได้
         ช่วงเวลาที่มีแต่ความวุ่นวายเพราะเธอ ฉันมีความสุขมากจริง ๆ …
         บางทีที่ยากที่สุดตอนนี้คือการยอมรับว่าฉันอยากมีมิยูกิอยู่ข้าง ๆ อีกครั้ง
         ความว้าวุ่นในหัวเกาะกินเข้าไปถึงหัวใจจนน่ารำคาญ ฉันเลือกที่จะปลดปล่อย ผ่อนคลายความรู้สึกที่สับสนมากมายอยู่ในหัวไม่รู้จบ ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่ามันช่วยได้ไม่มากนัก แต่มนุษย์ที่จู่ ๆ ก็เกิดไม่มีเหตุผลขึ้นมาคงไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียวในโลกนี้หรอก หลายคนก็คงเคยเป็น
         ฉันมานั่งกินโอโคโนะมิยากิอย่างเงียบเชียบ ข้าง ๆ มีแก้วเบียร์ที่เกือบหมดแล้วอยู่ ถึงตอนแรกคิดว่าอยากไปปลดปล่อยปาร์ตี้ให้สุดแรงเกิด แต่ภาพมิยูกิก็ทำให้ฉันเลือกมาหาอะไรกินและดื่มคนเดียวแทน
         ร้านข้างทางนี้รสชาติดีและคนไม่เยอะ อาจเพราะอยู่ในมุมที่คนไม่พลุกพล่านมาก มีแค่ข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่นั่งที่บริการให้ลูกค้า มันช่วยไม่ได้เมื่อต้องนั่งติดกับลูกค้าคนอื่นที่เข้ามาที่ร้าน
         เจ้าของร้านชวนคุยอย่างสนุกสนาน ฉันพยายามตอบบ้างตามแต่โอกาส ในขณะที่ผู้หญิงข้าง ๆ คุยกับเจ้าของร้านอย่างออกรส
         “เมื่อก่อนชอบพาเพื่อนมากินค่ะ ลองกินทุกร้าน แถวนี้อร่อย ๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ” ฉันยกเบียร์เข้าปากพยายามเก็บความหมั่นไส้ต่อผู้หญิงที่ดันมาเจอกันโดยบังเอิญ เธอยังคงอยู่ในชุดสูททะมัดทะแมงตัวเดียวกับตอนที่อยู่ในศาล
         “ถ้าไม่รังเกียจกรุณาแวะมาที่ร้านผมอีกครั้งด้วยนะครับ”
         “แน่นอนค่ะ”
         “แล้วคุณลูกค้าทางนี้ล่ะครับ โอโคโนะมิยากิของผม พอจะทำให้คุณกลับมาแวะที่ร้านอีกครั้งได้มั้ยครับ” ฉันนิ่งไปพักหนึ่งแต่ก็พยักหน้า ก่อนจะแกล้งทำเป็นว่าตัวเองเริ่มมึนเพราะฤทธิ์เบียร์ที่กินเข้าไป
         “ท่าทางจะเริ่มเมาแล้วหรือเปล่าคะ เขาคงฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรือไม่ก็ไม่เคยตั้งใจฟังใครตั้งแต่แรก”
         สติฉันยังอยู่ครบดีแม้จะกินเบียร์เข้าไปหลายแก้วและรู้ความหมายลึก ๆ ที่มิยูกิพูดกับเจ้าของร้าน
         “คุณก็พูดไป อย่ามาทำเหมือนเรารู้จักกันสิคะ”
         “ฉันน่ะไม่มีทางรู้จักคนนิสัยดี ๆ อย่างคุณหรอกค่ะ ฉันมันพวกปาร์ตี้ในผับ…นิสัยแย่จะตาย…” ฉันหันไปเห็นว่าเธอกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยกเบียร์ขึ้นมาดื่มแทน สีหน้าไม่ได้สนุกเหมือนตอนที่คุยกับเจ้าของร้าน ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกเจ็บขึ้นมา
         “ฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้นค่ะ”
         “ใจเย็น ๆ ครับ ไม่เคยรู้จักกันเราก็เป็นเพื่อนกันได้ มิตรภาพเป็นสิ่งสวยงามนะครับ ผมว่าพวกคุณดูเข้ากันได้ดีด้วยซ้ำ”
         ฉันกระดกเบียร์แข่งกับมิยูกิโดยไม่พูดอะไรกันทั้งคู่ เมื่อผ่านไปไม่นานความเร็วในการยกแก้วของฉันลดลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ ส่วนมิยูกิลุกเดินเหมือนว่าไม่ได้กินเบียร์เข้าไปสักหยดเท่าที่ฉันจำได้และยังพอจะมีสติอยู่แม้จะน้อยมากเต็มที
         “ฉันขอไปนั่งด้านนอกนะคะ อยากดื่มต่ออีกหน่อย ยังไม่อยากกลับ” หางตาเห็นว่าเธอไปนั่งตรงพุ่มไม้ไม่ไกลพร้อมแก้วเบียร์
         สักพักมีผู้ชายเข้ามาสั่งเบียร์ เขาเอาไปยื่นให้มิยูกิ เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พูดคุยอย่างสนิทสนมเหมือนว่ารู้จักกัน นั่นทำให้ฉันได้แต่กระดกเบียร์เข้าปากอย่างเซ็ง ๆ
         ฉันทนไม่ไหวเมื่อเห็นภาพที่ไม่อยากเห็นเวลามิยูกิไปสนิทสนมกับใคร จึงจ่ายเงินกับเจ้าของร้านและลุกจะเดินออกมาเพื่อกลับที่พัก
         “คุณครับ ไหวหรือเปล่า” ฉันตอบเจ้าของร้านว่าไหวทั้งที่ความจริงน่าจะตรงข้าม จากนั้นพยายามอย่างมากในการเดินบนพื้นที่ไม่เท่ากันจนมาถึงจุดที่น่าจะเป็นริมถนน แย่มากที่ฉันรู้สึกว่าจำสถานที่ไม่ค่อยได้ขึ้นมาอีกอย่างแล้วตอนนี้
         “ไม่ไหว ก็คือไม่ไหว จะปากแข็งทำไม” ฉันจับใจความประโยคหลังจากนั้นที่มิยูกิเข้ามาพูดด้วยไม่ได้ แต่เธอน่าจะพูดเรื่องที่ฉันคออ่อน แล้วก็เรื่องฝืนกินเบียร์เข้าไปจำนวนมาก น่าจะใช่ ฉันจึงตอบกลับไปฉุน ๆ
         “ฉันกินเยอะกว่าเธอ คออ่อนที่ไหนล่ะ”
         มิยูกิลากฉันขึ้นมาบนรถสักอย่างมันคงเป็นแท็กซี่ ฉันได้ยินเธอบ่นว่าไม่อยากคุยกับคนไม่รู้เรื่องและอื่น ๆ อีกพักใหญ่แต่ฉันไม่เข้าใจ แล้วฉันก็หลับไปจนมาตื่นเมื่อโดนมิยูกิลากลงจากรถ ฉันเดาว่าคงถึงที่พักสักที
         ฉันโดนผลักจนล้มไปบนที่นอน มิยูกิพูดอะไร…สักอย่างก่อนจะเดินสะบัดออกไปอย่างรวดเร็ว
         “คนใจร้าย” คือสิ่งที่ฉันอยากให้บางคนได้ยิน แต่เธอคงไม่แม้แต่จะมาสนใจ

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP01 (SayaMilky)✏️

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s