[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP02 (SayaMilky)

Posted on Updated on

fic - twoshot - 2E

         SP02
         ต่อให้โมโหซายากะแค่ไหน แต่ใจก็ห่วงแค่เธอ หากมีปัญหา ฉันแทบกระโจนเข้าไปหาซายากะอย่างลืมตัวทุกครั้ง กับผู้หญิงปากแข็งแบบนั้น ฉันไม่เข้าใจเหมือนกัน
         ฉันไปช่วยเรื่องเอกสารของมัตสึอิ เรนะในศาล โดยไม่รู้มาก่อนว่าซายากะเองก็เข้ามานั่งฟังอยู่ด้วยจนกระทั่งเห็นเธอออกไปพร้อมกับผู้หญิงอีกสองคน
         จนกว่าจะมีการพิจารณาคดีครั้งใหม่ มัตสึอิ เรนะเข้ามาหยอกฉันว่าคงจะไม่ค่อยมีงานให้ทำ ผลจากการที่บริษัทเธอมีคดีความและอนุญาตกลาย ๆ ให้ฉันไม่ต้องมาทำงานทุกวันก็ได้ ซึ่งฉันปฏิเสธเรื่องนั้นไป อย่างน้อยได้พยายามแสดงให้เห็นว่าฉันบ้างาน ทั้งที่ความจริงคือฉันไม่ได้คิดแบบนั้นกับบริษัทของมัตสึอิ เรนะ อันที่จริงฉันแค่พยายามตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดเพื่อแก้ไขในสิ่งที่ฉันทำผิดพลาดไป
         ด้วยความคิดถึงทำให้ฉันตั้งใจจะตามดูว่าซายากะเป็นยังไงบ้าง เธอขี้งอนมากและไม่ยอมติดต่อมาเลยตลอดสองอาทิตย์หลังจากที่เราทะเลาะกันวันนั้น ไม่รู้ว่าจะมีใครคิดน้อยใจเพิ่มขึ้นอีกหรือเปล่า ถ้าเห็นสิ่งที่ฉันทำในวันนี้กับมัตสึอิ เรนะ
         ซายากะแยกกับเพื่อนแล้วนั่งรถไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งฉันเคยมากับพารุบ่อยสมัยก่อน เป็นย่านที่มีของกินให้เลือกมากจนลายตาและผู้คนจำนวนมาก ซึ่งความได้เปรียบข้อนี้ทำให้ฉันแอบตามซายากะไปเรื่อย ๆ จนถึงโซนที่คนเริ่มน้อยลงและเลือกนั่งในร้านที่ไม่มีลูกค้า
         ฉันตามเข้าไปบ้างแต่ทำเป็นเดินมาจากอีกฝั่ง คิดว่าเธอคงจะไม่ได้สังเกต ฉันสั่งของกินโดยไม่สนใจซายากะที่กำลังชะงักมือเมื่อเห็นฉันตอนเธอกำลังยกเบียร์ขึ้นดื่ม และหลังจากนั้นฉันก็คุยกับเจ้าของร้านอย่างสนุกสนาน การได้แกล้งซายากะเพื่อจะดูเมื่อเธอทำหน้าอีกอย่างแต่ข้างในรู้สึกอีกอย่าง ซายากะคงไม่รู้หรอกว่าเธอน่ารักขนาดไหนและฉันก็ไม่เคยบอกเธอเรื่องนี้เหมือนกัน
         ซายากะดวลเบียร์แข่งกับฉันอยู่พักใหญ่ สาเหตุเพราะคงหมั่นไส้ที่ฉันไปแหย่เธอก่อนตอนที่โดนอีกฝ่ายตอกกลับมามันทำให้ฉันจุกไป ฉันรู้สึกเจ็บ ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องที่ผ่านมา สองอาทิตย์มันไม่ง่ายกับฉันเท่าไรนัก
         แน่นอนว่าคนที่เมาต้องเป็นซายากะ แต่หากฉันยังดื้อเล่นเกมนี้กับเธอ คงได้มีคนน็อกอยู่ที่ร้านแน่ นั่นทำให้ฉันเลือกเดินออกไปนั่งข้างนอกร้านเพื่อยุติการแข่งของเรา
         ฉันได้เบียร์จากผู้ชายที่เข้ามาจีบ เขาชื่อนาริตะ เรียว ทำงานไม่ไกลจากย่านนี้ ระหว่างคุยกันอยู่ดี ๆ ซายากะเดินเซออกไปอย่างอึกทึก รู้ว่าไม่ได้ตั้งใจทำลายข้าวข้อง แต่เมามากจนจะเดินไม่ไหวแล้วต่างหาก ซึ่งเธอจะไม่ยอมรับมันด้วยซ้ำว่าเธอไม่ไหว
         ฉันรีบตามเธอไปบ้าง ก่อนไปก็รีบบอกลาชายหนุ่มคนนั้นก่อน แอบเห็นว่าเขาทำหน้าเสียดายเล็กน้อย ฉันตามไปเจอซายากะยืนโงนเงนอยู่ริมถนนเลยเข้าไปก่อนที่เธอจะไปยืนกลางถนนให้รถชนเล่นและรีบพาเธอกลับที่พัก ถึงจะหงุดหงิดที่เธอทำอะไรไม่ดูตัวเอง แต่ตอนที่หลับก็น่ารักดี เพราะเธอพึมพำแต่ชื่อฉัน จู่ ๆ มันก็อารมณ์ดีขึ้นมา
         ซายากะตอนเมาค่อนข้างสร้างความลำบากให้ฉัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาไปนอน สุดท้ายฉันเลือกผลักเธอแทนการพาไปนอนอย่างนุ่มนวล
         ผู้หญิงบนเตียงหลับสนิท เธอก็ยังคงสามารถดึงดูดให้ฉันเข้ามานั่งจ้องหน้าแม้แต่ตอนหลับ ผมสั้นนุ่มไม่เป็นทรงที่ฉันสัมผัสชวนให้คิดถึงช่วงเวลาที่ฉันชอบนอนลูบหัวเธอแบบนี้
         “มิยูกิ”
         “เรียกฉันเหรอ” ฉันพยายามดูว่าซายากะแกล้งหลับหรือเปล่า แต่ดูแล้วคิดว่าน่าจะหลับจริง
         “ฉันดันชอบคนใจร้าย ฉันมันบ้า”
         “ชอบฉันเหรอ” คราวนี้ฉันถามอย่างอารมณ์ดี ขณะลูบแก้มคนบนที่นอนด้วยความเอ็นดู
         “ใครจะไปสนคนแบบนั้น” ตามใจ ฉันยิ้มกับความปากแข็งของผู้หญิงคนนี้และปล่อยให้ซายากะนอนพูดงึมงำต่อไป ฉันอยากพักเต็มทีแล้ว คิดว่าน่าจะมีฝันดีมาก ๆ รออยู่คืนนี้ ก่อนจะก้มลงไปจุมพิตที่แก้มนิ่มเบา ๆ
         “แต่ฉันชอบซายากะนะ”

         รุ่งเช้าฉันตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นแม้จะไม่ได้ฝันอะไรเหมือนอย่างที่คิดเอาไว้ หลังจากไปอาบน้ำกลับมา ซายากะก็ยังคงหลับอยู่ ตอนนี้มีกลิ่นที่ฉันไม่รู้สึกเมื่อคืนโชยจนแทบจะทนไม่ไหว ซายากะลืมตาท่าทางงุนงงเมื่อฉันเข้าไปปลุก
         “มิยูกิ”
         “ใช่ คิดว่าจะใครเหรอ”
         “ไม่…คือฉัน” ฉันนึกขำ ฤทธิ์ของเบียร์จำนวนมากที่อยู่ในตัวซายากะ ทำให้มีผลข้างเคียงยาวมาจนถึงเช้านี้ เธอยังดูเมาค้างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพยายามมองไปรอบห้อง หน้าตาเหมือนกำลังคิดว่าเธอทำอะไรไปบ้างเมื่อคืน
         “พาคนอื่นมานอนที่ห้องใช่มั้ยถึงได้ทำหน้าแปลกใจตอนเห็นฉัน” เอากำปั้นชนแก้มเธออย่างเอ็นดู ถึงต่อให้เธอพาใครมานอนด้วยจริง ๆ ฉันก็ไม่สนใจเรื่องนั้นเท่าไร แต่อย่าให้บ่อยจะดีกว่า
         “ไม่มีใครสักคน จะมีใครสนใจคนที่พูดไม่รู้เรื่องแบบฉัน” แววตาน้อยใจเด่นชัดจนไม่ต้องถาม ตอนที่ซายากะเอากำปั้นฉันออกจากแก้มตัวเอง
         “ทำหน้าเครียดแบบนี้ก็น่ารักดีแต่ซายากะควรลุกออกจากที่นอนได้แล้ว”
         “ฉันยังไม่อยากลุกตอนนี้ และนี่ก็ที่นอนฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น” ซายากะพูดประหนึ่งว่าเธอได้เปรียบและตะแคงตัวหลบไปอีกทาง
         “น้อย ๆ หน่อย นี่มันห้องฉัน…” ซายากะเด้งตัวขึ้นมาจากที่นอนแล้วมองไปรอบ ๆ
         “ไม่จริงน่า ขอโทษด้วยละกัน ที่มารบกวน…โอ๊ย!” ซายากะหงายหลังไปนอนบนที่นอนอีกรอบเมื่อเธอพยายามจะลุกเดิน สงสัยจะเกิดหน้ามืด
         “ฉันยกให้ เชิญนอนตามใจ”
         “ขอเจ้าของห้องคืนด้วยได้มั้ย” ตั้งใจว่าจะปล่อยให้ซายากะยึดที่นอน เพราะคิดว่าเธอคงเมาค้างอยู่ แต่ซายากะกลับคว้าฉันลงมานอนด้วยอีกคน แถมยังทำเสียงขอร้องนิด ๆ ให้ฉันตกใจเล่น ไม่คิดว่าเธอจะกล้าอ้อน
         “ขอกันง่าย ๆ อย่างนี้เหรอซายากะ” ฉันแอบยิ้มอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
         “ฉันไม่รู้จะทำยังไงนี่ เมื่อคืนแค่เห็นเธอยิ้มให้ผู้ชายคนนั้น ฉันก็หงุดหงิดจนแทบจะทนไม่ไหว”
         “ซายากะหึงฉันกับคุณลุงคนขายเหรอ”
         “ไม่ใช่สักหน่อย”
         “เหรอ เมื่อคืนจำอะไรได้อีกมั้ย” ฉันปล่อยให้ซายากะซุกหน้าอยู่อย่างนั้น อ้อน ๆ แบบนี้ฉันเต็มใจให้อภัย
         “จำไม่ค่อยได้”
         “เมื่อคืนซายากะบอกชอบฉันนะ”
         “ไม่มีทางหรอก ฉันเมาแต่ฉันไม่พูดอะไรแบบนั้นแน่”
         “ฉันน่าจะอัดวีดีโอไว้ เสียดายจัง ตอนนอนก็เอาแต่เรียกฉันอย่างนั้น อย่างนี้”
         “ฉันไม่เชื่อมิยูกิหรอก อำกันเล่นใช่มั้ยล่ะ”
         “อย่าเมาอีกก็แล้วกัน ฉันจะอัดวีดีโอแน่คราวนี้” ซายากะหัวเราะชอบใจ ถ้าได้เห็นตัวเองตอนเมา สงสัยว่าเธอจะซึนต่อไปได้อีกมั้ย
         เป็นอันว่าพวกเราปรับความเข้าใจกันแล้ว ซายากะพูดอ้อม ๆ เป็นเชิงให้ฉันไปหาเธอเย็นนี้ แต่ฉันมีนัดกับพารุอยู่ก่อนจึงปฏิเสธเธอ แม้ว่าจะอยากไป ซายากะหน้าหงอยอยู่ตรงประตูห้องฉัน แต่ก็บอกว่าไม่เป็นไร เธอไม่ได้อยากให้ฉันไปหาอะไรขนาดนั้นหรอก ซึ่งฉันไม่เชื่อที่ซายากะพูดเท่าไร
         “เดี๋ยวซายากะ” เธอปิดประตูหันกลับมาอย่างสงสัย สีหน้าดูมีความหวังขึ้นมา
         “เธอมาทำให้ห้องฉันเหม็น ไม่คิดจะตอบแทนอะไรบ้างเลยเหรอ” คนตัวเหม็นที่ฉันแซวเดินกลับมาหอมแก้มกันหน้าตาเฉย ซายากะบอกว่ายังไม่รู้จะตอบแทนอะไรเลยหอมมัดจำไว้ก่อน ฉันบ่นว่ามันไม่เห็นจะเกี่ยวกันสักนิด และซายากะก็ขำ ฉันว่าเธอดูเจ้าเล่ห์พิกล
         “รู้ว่ามิยูกิชอบที่ฉันทำแบบนี้” ซายากะทิ้งคำพูดที่รู้ใจกันเป็นอย่างดี เธอพูดถูกฉันชอบที่เธอทำแบบนั้น ไม่ว่าเธอจะอ้อน จะทำเจ้าเล่ห์กับฉัน ตอนนี้เราคืนดีกันแล้วอะไร ๆ ก็คงออกมาในทางที่ดีไปหมด

         พารุนั่งกินอาหารที่สั่งมาอย่างมีความสุขระหว่างฟังเรื่องซึ่งฉันมาขอคำปรึกษา ถึงจะไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าตั้งใจกินแต่คนอย่างพารุ ฉันรู้ว่าเพื่อนฟังทุกคำ
         “ฉันเข้าใจแกนะ แต่ก็พูดยาก” พารุมองฉันสายตาเป็นกังวล
         “ฉันก็เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้ ซายากะอาจจะกำลังตรวจสอบอยู่ลับ ๆ ฉันรู้สึกสับสนนิดหน่อยยังไงไม่รู้สิ”
         “ฉันไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นแกเป็นสาวน้อยในห้วงรัก”
         “อย่าแซวสิ ไว้แกเจอบ้างละกัน จะพูดไม่ออก”
         “มิลกี้ ขอถามตรง ๆ นะ ถ้าเด็กแกรู้ความจริง แกจะจัดการยังไง”
         “ฉันกลัวที่ซายากะจะรู้ความจริง แต่ใจก็ยอมรับได้ถ้าความจริงเปิดเผย แปลกดีนะฉัน”
         “สมมติว่ามีคำสั่งให้เก็บเด็กแก”
         “ไม่ต้องห่วง คงไม่ได้มีแค่คำสั่งเก็บฉันคนเดียวหรอก” พารุนิ่งไปและฉันก็ด้วย ความหมายที่พารุถาม ไม่ได้เดายากอะไร ในวันข้างหน้า แน่นอนว่าเมื่อไรที่สถานการณ์ควบคุมไม่อยู่ อย่างเช่นว่าซายากะสืบจนรู้ความจริงขององค์กร เวลาของฉันก็คงหมดลง
         “ไม่ใช่ว่ามีคนของเราอยู่ในหน่วยนั้นหรอกใช่มั้ย” พารุคีบชิ้นเนื้อคำโตเข้าปาก ทำหน้าคิดอะไรสักอย่าง
         “ตั้งแต่เกิดเรื่อง ฉันตอบแกไม่ได้เหมือนกัน ไม่รู้นะอาจจะส่งใครเข้าไปตั้งนานแล้วก็ได้ นานพอที่จะทำธุรกิจนี้มาจนถึงปัจจุบัน”
         “ถ้ามีคำสั่งเก็บฉันเมื่อไร แกบอกฉันหน่อยได้มั้ย ฉันอยากตายสวย ๆ ไม่ใช่โดนเก็บไม่รู้ตัว ท่าตายก็ทุเรศจนอยากร้องไห้”
         “ฉันจะบอกแก แต่พวกนั้นจะยอมให้คำสั่งมาถึงหูฉันหรือเปล่าเถอะ ดีไม่ดีเราคงโดนเก็บเรียบกันหมด ชีวิตดาราดาวรุ่งของฉันเป็นอันจบเห่” พารุทำให้ฉันต้องหัวเราะ
         “ถ้าตายตอนนี้ฉันก็ไม่เสียดายอะไรแล้ว”
         “พร้อมแล้วสิ แกเจอคนที่ชอบแล้วนี่”
         “ไม่ใช่แค่คนที่ชอบ แต่รวมถึงเพื่อนแบบแกด้วย”
         “ทำเป็นซึ้งไป ฉันอาจจะเก็บแกตอนนี้ก็ได้ ฉันขี้ขลาด”
         “หัวหน้าที่ขี้ขลาดของฉัน ไม่เคยทำให้ฉันผิดหวังเลยสักครั้ง ขอบใจแกนะพารุ”
         “พอเถอะเรื่องงาน พูดแล้วเครียด แค่เรื่องทำหน้าสดชื่นต่อหน้าสื่อฉันก็จะอาเจียนละ งวดนี้แกจ่ายนะ”
         “อะไรคะแก บ่นเรื่องงานแต่วกมาเรื่องจ่ายเงินค่าอาหาร ไม่ช่วยกันออกบ้าง นี่ฉันเพิ่งได้งานนะคะ แม่คุณดาราดาวรุ่ง”
         “ค่าที่ปรึกษา”
         “ทำไมแกเขี้ยวขนาดนี้” พารุทำหน้ากวนประสาทได้น่าหมั่นไส้ที่สุดแล้ว ฉันไม่แปลกใจเลยถ้าเธอจะขึ้นชื่อว่าหยิ่งในวงการ เพราะมันกวนประสาทขนาดนี้ยังไงล่ะ คนอื่นเขาถึงเข้าใจผิด จะมีใครได้เห็นความน่ารักของเพื่อนฉันบ้างมั้ย จะมีใครที่สามารถพังเกราะนี้เข้ามาได้
         ส่วนฉัน การพร้อมรับกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือทางที่ดีที่สุดของฉันในตอนนี้ เพราะฉันอาจจะตายเมื่อไรก็ได้
         ฉันจะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อคนสำคัญที่สุดของฉัน…

         “ซายากะ ช่วงนี้อารมณ์ดีไปปะ” นั่นคือประโยคที่ยุยชอบถามอย่างมีเลศนัยทุกครั้งเมื่อเจอหน้ากันตอนเช้า ฉันไม่ได้บอกเรื่องของมิยูกิกับเพื่อนร่วมงาน รู้ดีว่ายุยต้องแซวไม่เลิก
         “นี่อีกเรื่อง ช่วงนี้ถ้าเข้าห้องเอกสารลับของคดี ก็ช่วยเก็บให้มันเข้าที่เข้าทางหน่อยนะคะ ฉันจำตำแหน่งของแฟ้มได้ทุกแฟ้มนะ ขอบอก”
         “ฉันไม่ได้เข้าไปนะยุย อย่ามาจับเป็นแพะสิ”
         “เงียบไปเลย ใครจะจับเป็นแพะแบบนั้น” ยุยหัวเราะก๊ากแล้วเดินไปบ่นกับพวกในหน่วยต่อ คิดว่าต้องเจอตัวการไม่นานนี้ คิซากินั่งนิ่งไม่ขำกับความเฮฮาของทุกคน สงสัยว่าอาจจะเป็นเธอที่เก็บแฟ้มไม่ตรงที่ เด็กใหม่ใครจะไปรู้ล่ะ ฉันที่เจอยุยช่วงแรก ๆ ยังทึ่ง ยุยจำตำแหน่งได้ทุกแฟ้มจริง ๆ
         เย็นนี้ฉันมีนัดกับมิยูกิ มันช่วยไม่ได้ที่จะอารมณ์เป็นพิเศษ นั่นทำให้ฉันโดนยุยมองอย่างจับผิดตลอดทั้งวัน แถมยังชวนให้คนอื่นในหน่วยมาสังเกต อย่าให้ถึงตาฉันบ้างจะล้อไม่ให้ได้เกิด
         หลังจากเอาตัวรอดจากสายตาจับผิดของยุยและคนในหน่วยมาได้วันนี้ ตอนเย็นก็รีบไปที่ที่นัดมิยูกิเอาไว้ทันที แค่คิดก็มีความสุขแล้ว จะได้เจอมิยูกิแล้ว
         “เอาจริงเหรอเนี่ย” ฉันพยักหน้าเมื่อมิยูกิถามตอนที่เจอกันไม่ไกลจากห้องพักของฉัน
         “ฉันอยากอยู่ด้วย อยากคุยด้วย”
         “นี่ไม่ได้คิดตอบแทนเรื่องห้องฉันเลยนะซายากะ อันนี้ตอบแทนความต้องการของซายากะคนเดียวทั้งนั้นเลย” มิยูกิส่ายหัวไม่เห็นด้วยแล้วก็ขำ ขณะที่ฉันพาเธอเดินเล่นริมถนน
         มิยูกิเดินไปบ่นไปเรื่องที่ยังไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่กลางวัน ฉันเลยพาไปกินบะหมี่ยืนกินแถวนั้น
         “ขอบคุณนะสำหรับ…” ฉันแย่งถ้วยบะหมี่มาในจังหวะที่มิยูกิกำลังเม้งแตก
         “อร่อยออก” ยืนกินแบบนี้ได้บรรยากาศดี ร้านนี้ก็อร่อยใช้ได้เลยด้วย
         “ก็อร่อยสิ ฉันไม่ได้บอกว่าไม่อร่อยนี่ เอาคืนมา” มิยูกิพยายามจะแย่งคืนแต่ฉันไม่ให้
         “อย่าบ่นเลย อ้าปาก”
         มิยูกิยอมให้ป้อนและกินจนหมด พวกเราเดินออกมาหาม้านั่งแถวนั้นหลังจากเสร็จธุระเรื่องกิน บ่อยครั้งที่ระหว่างคุยมิยูกิต้องเรียกชื่อฉันเพื่อถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ฉันเงียบเพราะมัวแต่มองหน้าเธอ ฉันอยากมองหน้าเธอนาน ๆ เพื่อทดแทนช่วงเวลาที่หายไป
         “ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง ซายากะจะนั่งจ้องหน้าฉันอยู่อย่างนี้กลางอากาศเย็น ๆ แบบนี้ใช่มั้ย”
         “ต้องทำอย่างอื่นด้วยเหรอ”
         “ฉันจะไปรู้เหรอเรื่องนั้นน่ะ” มิยูกิลุกขึ้น เธอขยี้ผมฉันจนเสียทรง ถึงแม้ผมฉันจะไม่เคยเป็นทรงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก่อนจะเดินไปและทิ้งฉันไว้ มิยูกิหันมายิ้มให้ระหว่างทางที่พวกเราเดินกลับห้องพักของฉัน แผ่นหลังของมิยูกิทำให้ฉันมีความสุขที่ได้แอบมอง ฉันเร่งความเร็วขึ้นไปเดินข้างเธอ ฉันอยู่ตรงนี้ อยู่ข้างเธอเสมอ
         มิยูกิโดดไปนอนดูทีวีตอนที่ฉันอาบน้ำ เพราะเธออาบน้ำเสร็จก่อนแล้ว เมื่อฉันออกมาจากห้องน้ำเลยตามไปนอนข้าง ๆ มิยูกิเลยใช้ฉันเป็นหมอนอีกใบ
         “เบื่อห้องเล็ก ๆ ของฉันมั้ย” มิยูกิขยับหยุกหยิกอยู่ในอ้อมกอด เธอเงยหน้าหันมามองเมื่อฉันถาม แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร มิยูกิยกเบียร์ขึ้นดื่มแล้วก็นิ่งไปอีก
         “ถามแล้วไม่ตอบ”มิยูกิเงยหน้ามองฉันอีกครั้ง ฉันก็รอว่าเธอจะพูดอะไร แต่เธอกลับหัวเราะลั่น
         “ซายากะเอาเบียร์หน่อยมั้ย” ฉันส่ายหัวไม่ค่อยอยากได้เบียร์เท่าไร และอาจจะส่ายหัวเพราะไม่เข้าใจมิยูกิด้วย
         “ทำไมต้องเบียร์ล่ะ” มิยูกิเรียกให้เข้าไปหาใกล้ ๆ เธอจับคางฉันและดึงเข้าไปจูบแล้วก็ปล่อย
         “ถ้าซายากะมึนจากเบียร์สักหน่อย ฉันต้องโดนจูบไปนานแล้ว จริง ๆ ก็ไม่อยากพูดหรอกนะ แต่เจ้าของห้องเล็ก ๆ ห้องนี้ซื่อบื้อน่ะ” มิยูกิตาเยิ้มและเย้ายวนมาก ฉันไม่ได้เมา แต่เมื่อกี้ริมฝีปากเธอทำให้ฉันเกิดวูบวาบขึ้นมา
         “ขออีกรอบได้มั้ย”
         “ทำไมซายากะไม่จูบฉันซะเองล่ะ”
         “อยากโดนมิยูกิจูบแบบเมื่อกี้อีก”
         “ทำไมล่ะ” ฉันคว้าเบียร์จากมือมิยูกิมาดื่มจนหมดกระป๋องเพื่อเรียกขวัญกำลังใจก่อนรวบรวมความกล้าพูดในสิ่งที่ไม่ค่อยพูดบ่อยเท่าไร
         “อยากโดนยั่ว”
         “กล้าพูด…ใครยั่วใครกันคะ” มิยูกิมองฉันอย่างคาดคั้น ฉันมองตาเธอตรง ๆ ดวงตาเป็นประกาย ใบหน้ากึ่ม ๆ ไม่ได้หมายถึงว่าเธอเมา เธอกำลังต้องการอะไรบางอย่าง มันทำให้น่าเข้าไปมองใกล้ ๆ มิยูกิบอกว่าไม่ได้ยั่ว แต่ฉันรู้สึกว่าโดนยั่ว
         “ขอแบบเมื่อกี้อีกทีได้มั้ย” มิยูกิขยับเข้ามาและจูบอย่างที่ฉันต้องการ คราวนี้เธอไม่มีโอกาสเอาปากตัวเองออกไป เพราะฉันไม่ยอมปล่อย ริมฝีปากชมพูของมิยูกิโดนฉันครอบครองไว้หมด
         “เมื่อกี้ฉันยังไม่ได้ตอบซายากะเรื่องห้องเลย” ฉันอยากลงโทษมิยูกิที่ขัดจังหวะแบบนี้ แต่เธอน่าจะตั้งใจยั่วฉันมากกว่าถึงได้ทำเป็นขัดการจูบ
         “เรื่องนั้นไว้ก่อนก็ได้ ฉันมีอย่างอื่นอยากคุยกับเธอ” มิยูกิคว้ารีโมททีวีมาปิดยิ้ม ๆ ก่อนที่จะโดนฉันลากมาห้องนอน
         ถึงจะบอกว่าคุยธุระ แต่ปากฉันแทบไม่ได้ออกเสียง ขณะที่มือก็ง่วนอยู่กับการปลดเสื้อผ้าของคนที่นอนอยู่บนเตียง ขอบคุณที่มิยูกิเองก็ช่วยฉันปลดเปลื้องเสื้อผ้าด้วย ฉันล้มตัวลงไปคลอเคลียกับมิยูกิที่นอนอยู่ทันที เธอรั้งคอฉันเข้าไปจูบดูดดุนลิ้นกันพัลวัน
         ฉันไล่มือไปตามความโค้งเว้าของร่างกายมิยูกิและไล่ริมฝีปากจากหูกาง ๆ ที่กำลังแดงของเธอลงมาที่คอ ความนุ่มที่ฝ่ามือสัมผัสเคล้นคลึงกับหน้าอกกระชับเหมาะมือ บางอย่างชูชันขึ้นมาให้ขยี้ และเปลี่ยนใจฉันให้เอาปลายลิ้นมาแทนฝ่ามือซึ่งลากลงไปตามเรียวขาของมิยูกิแทน ฉันรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ของผู้หญิงที่หันหน้าไปซุกกับหมอน มิยูกิครางอยู่ในลำคอตอนที่ฉันลากลิ้นไปตามหน้าท้อง กล้ามเนื้อหน้าท้องเล็ก ๆ ยิ่งทำให้เธอเซ็กซี่ถึงจะมีไม่มากเท่าฉันก็ตาม มิยูกิหายใจแรงมาก เมื่อฉันลากลิ้นลงไปเรื่อย ๆ
         เธอจับมือข้างหนึ่งของฉันไว้แน่นจนแดงไม่ต่างกับหู เมื่อฉันกดมือของเธอไว้กับที่นอนเพื่อเป็นหลัก และปล่อยให้จังหวะของร่างกายดำเนินไปอย่างที่ต้องการ แค่นึกภาพว่าถ้าใครคนอื่นได้เห็นสายตาเว้าวอน เคลิบเคลิ้มของมิยูกิ ปากชมพูที่ขบเม้ม หรือจะมือเรียวที่ลากป่ายปัดไปตามท่อนแขนของฉัน ฉันต้องคลั่งแน่ ฉันยอมไม่ได้
         เลิกคิดเรื่องไม่เป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกไม่ปลื้ม แล้วตั้งใจเคลียร์ธุระส่วนตัวกับมิยูกิให้เสร็จ…

         “ฉันเห็นหน้าซายากะกำลังคิดอะไรอยู่ตอนนั้น บอกได้มั้ย” ฉันนอนซบไหล่ของมิยูกิอยู่บนที่นอนตอนที่เธอถาม หลังจากที่ธุระของเราสองคนเสร็จสิ้น รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าอ้อนเธอเกินไปหรือเปล่า เธออาจจะได้ใจ
         “ชอบเวลาได้มองตามิยูกิ”
         “หน้าซายากะที่ชอบมองตาฉันมันเครียดเกินไปหรือเปล่า เวลามีอะไรกันใครเขาทำหน้าเครียดขนาดนั้น ฉันเสียเซลฟ์นะ ฉันอยากให้ซายากะมีความสุข” มิยูกิรู้ได้ยังไงว่าฉันกำลังคิดอะไร ตอนที่กำลังโยกสะโพกอยู่กับเธออย่างนั้น
         “ก็ได้ ฉันแค่คิดว่าถ้าเธอมองคนอื่นแบบนี้ มันแบบ…”
         “หวงมั้ย” หวงสิ ฉันไม่ได้ตอบเธอ แต่มิยูกิคงรู้ดี เมื่อเธอบีบมือฉันแน่นขึ้นกว่าเดิม
         “มาจูบที”
         “ไม่รอฉันตอบก่อนรึไง” มิยูกิก้มลงมาจูบหน้าผากฉันอย่างอ่อนโยนและนุ่มนวลเมื่อเงยหน้าไปหาเธอ
         “คำพูดซายากะเชื่อถือไม่ค่อยได้”
         “เห็นฉันเป็นคนแบบนั้นได้ยังไง”
         “ก็เห็นกันอยู่โต้ง ๆ ซายากะน่ะตลอดแหละ…นี่เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องที่คุยกันล่ะ เรื่องเบื่อห้อง”
         “ว่าจะชวนไปเที่ยว”
         “เอ๊ะ? จริงเหรอ มีวันว่างกับชาวบ้านเขาเหมือนกันเหรอ” มิยูกิตัวสั่นและขำไม่หยุด
         “จะไปมั้ย กวนประสาท”
         “ไปค่ะไป” มิยูกิจะพยายามหยุดหัวเราะ แต่สุดท้ายก็หยุดไม่ได้ ผู้หญิงคนนี้ชอบกวนประสาท แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้สึกคืออ้อมกอดของเธอ อ้อมกอดที่ฉันรู้ว่าเธอจะไม่มีวันไปไหน ความอบอุ่นของเธอที่เข้ามาถึงหัวใจอันว่างเปล่าของฉัน

         “สุดสัปดาห์นี้ไม่ว่างเหรอ เสียดายจังอยากชวนมิลกี้ไปด้วยหน่อย…อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้นค่ะ ฉันไม่ได้คิดอะไรเท่าเมื่อก่อนแล้วนะ อยากชวนไปพักผ่อน แบบหาอะไรกินเฉย ๆ” มัตสึอิ เรนะยิ้มเขิน ๆ ตอนที่พูดอธิบายหลังจากออกมากจากห้องประชุม เราต่างรู้กันดีว่ามันมีความหมายยังไง เมื่อเธอบอกว่าไม่คิดอะไรเท่าเมื่อก่อน เธออาจจะยังคิดอะไรกับฉันอยู่ แต่เข้าใจดีว่าทำไมถึงได้แค่คิดแต่ไม่สามารถเป็นแบบเมื่อก่อนได้
         “อยากขอบคุณด้วยที่มิลกี้กลับมา เธอช่วยฉันได้เยอะเลย” มัตสึอิ เรนะก็ยังคงเป็นเธอ รู้สึกว่าช่วงนี้ให้ความสนใจร้านอาหารเปิดใหม่ที่กำลังเป็นข่าว ส่วนสาเหตุที่เป็นข่าวอันนี้ฉันพอจะรู้เรื่องอยู่บ้าง เพราะมีดาราสาวไปทะเลาะวิวาทกันในร้านและคนหนึ่งคือดาราสาวที่มัตสึอิ เระนะกำลังให้ความสนใจ ส่วนคู่กรณีคือชิมาซากิ ฮารุกะ เพื่อนของฉันเอง
         นึกไม่ออกเลยว่าคนแบบพารุจะไปมีเรื่องกับใครได้เพราะแทบจะไม่สนใจกับอะไรรอบตัว แต่เมื่อฉันโทรไปหาเมื่อไม่กี่วันก่อน พารุบอกเสียงเรียบว่าอยู่ที่สถานีตำรวจ กำลังเคลียร์ปัญหา นั่นทำให้ฉันตกใจมาก พารุอธิบายเพิ่มอย่างเซ็ง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น
         พารุบอกว่าไม่ถูกกับดาราสาวคู่กรณี แน่นอนเธอไม่สนใจอยู่แล้วแต่โดนหาเรื่องไม่เลิกเลยซัดไปหนึ่งยกกลางงานที่ได้รับเชิญมาเป็นสีสันเรียกลูกค้าเข้าร้าน ระหว่างที่นัวกันอยู่ก็ดันไปต่อยโดนตำรวจที่เข้ามาระงับเหตุด้วยอีกคน
         “ฉันเจอตำรวจคนนี้แล้วซวยทุกที” ไม่ต้องบอกว่าหงุดหงิดฉันก็เข้าใจได้ หลาย ๆ เรื่องคงทำให้พารุสุดจะทน จนต้องโทรกลับมาหาฉัน
         “เคยเจอกันมาก่อนเหรอ ทำไมแกจำเขาได้ล่ะ”
         “ฉันเจอแมวของผู้หญิงคนนี้ก่อนแล้วจากนั้นมันก็เป็นมหันตภัย”
         “แกก็พูดไป” ฉันคิดว่าพารุคงแค่บ่นอะไรเพื่อคลายเครียด
         “ตอนที่แยกกับแกที่ร้านอาหาร ฉันนั่งรอให้ผู้จัดการมารับอยู่ดี ๆ แมวตัวอย่างอ้วนก็โดดใส่ ไม่แค่นั้นมันยังข่วนฉันอีกต่างหากแล้วทำหน้าเหวี่ยงเหมือนฉันเป็นคนผิด ทั้งที่ฉันก็เลือดซิบจนแสบอยู่ที่หลัง”
         “แล้วเจ้าของเขาไม่ได้ใส่กรงไว้เหรอ”
         “เห็นว่าพามาตรวจร่างกาย แต่ฉันโมโหเลยไม่ฟังอะไร ตอนนั้นฉันยังไม่รู้หรอกว่าเป็นตำรวจ ฉันก็บ่น ๆ ไป เขาบอกจะชดใช้ค่าเสียหายให้ แต่คงนานหน่อยเพราะเขาเป็นแค่ตำรวจ ไม่ได้มีเงินเหลือใช้เหมือนดาราแบบฉัน”
         “ตอนนี้ต่างหากล่ะมั้งที่น่าจะเป็นมหันตภัย”
         “ก็ใช่น่ะสิ ทำหน้านิ่งเก็บอารมณ์แต่กวนประสาท ฉันรู้สึกได้เลยว่าไม่ถูกชะตา”
         “คงต้องอดทนอีกนานล่ะ เพราะว่ากว่าเขาจะใช้ค่าเสื้อให้แกจนหมด”

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP02 (SayaMilky)✏️

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s