[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP03 (SayaMilky)

Posted on Updated on

fic - twoshot - 2E

         SP03
         วันเวลามักผ่านไปอย่างรวดเร็วถ้าในทุกวันของชีวิตมีอะไรให้ทำ นัดของฉันกับซายากะก็มาถึงเราสองคนพูดคุยกันอยู่ตลอดว่าไปที่ไหนเน้นใช้เวลาไม่นานจะดีกว่า แค่ขอให้ได้เที่ยวด้วยกันก็พอแล้ว
         เราสองคนเดินทางออกมาไม่ไกลจากตัวเมืองมากนักเพื่อมาออนเซ็น ซายากะจัดแจงจองห้องพักเป็นอย่างดี ฉันเองก็รู้สึกตื่นเต้นกับการมาเที่ยวกับเธอไม่น้อย ซายากะยิ้มบ่อยมากตั้งแต่มาถึงออนเซ็น มันทำให้เธอดูน่ารักเข้าไปใหญ่จนมีผู้หญิงบางคนมองไม่วางตาและเข้ามาคุยด้วย ฉันดูไม่ผิดแน่และรู้ว่าผู้หญิงที่เข้ามาคุยกับซายากะกำลังคิดอะไร
         “ตอนเที่ยงนี้เราต้องไปหาอะไรกินกันเองนะ อาหารจะเริ่มจัดไว้ให้ตั้งแต่เย็น หนึ่งทุ่มเราก็ลงมากินได้เลย” ซายากะเดินยิ้มเข้ามาหลังจากคุยอะไรบางอย่างกับผู้หญิงคนนั้นเสร็จ
         “คุยกันนานเชียวนะ กับเจ้าหน้าที่ของโรงแรมคนนั้น”
         “คุณฟุจิเอะน่ะเหรอ ก็เขาแจ้งรายละเอียดให้ฉันนี่ มีอะไรหรือเปล่า”
         “ไม่มีอะไรหรอก แต่วันนี้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มากเกินไปนะ ซายากะน่ะ”
         “ไม่ดียังไงล่ะ” ซายากะยังไม่เข้าใจว่าอีกคนคิดอะไร
         “เพราะเธอน่ารักมาก และมีบางคนกำลังสนใจซายากะอยู่” ซายากะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้และกุลีกุจอชวนฉันไปแช่น้ำ นิสัยอย่างกับเด็กเอาแต่ใจ
         “ขอโทษนะครับ” ฉันละสายตาที่กำลังชื่นชมความขี้อ้อนของซายากะไปหาคนที่เข้ามาทักทาย ก่อนจะนึกออกในที่สุดว่า ชายผู้นี้คือคนที่เคยเลี้ยงเบียร์ฉันวันที่ดวลกับซายากะ และนี่อาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีเท่าไรเพราะซายากะอาจจะ…
         “ฉันไปรอด้านในนะมิยูกิ” ซายากะเปิดฉากงอนใส่ฉันเข้าแล้ว เธอจ้ำอ้าวเข้าไปยังบ่อของผู้หญิงทั้ง ๆ ที่ตอนแรกเห็นว่าจะลองไปแช่ที่บ่อรวม
         “คนเมื่อกี้…คุณมากันสองคนเหรอครับ”
         “ใช่ค่ะ เพื่อนฉันเอง แล้วคุณมาคนเดียวเหรอคะ”
         “ผมพาลูกค้ามาเลี้ยงรับรองครับ ไม่นึกว่าจะโชคดีได้เจอคุณ” ฉันหัวเราะพอเป็นมารยาท โชคไม่ดีของฉันที่เจอเขา ฉันอยู่คุยต่อไม่นานและขอตัวชิ่งจากนาริตะ ไปหาซายากะ ถ้าขืนอยู่นานไปกว่านี้คงไม่ดีแน่
         ซายากะยืนดักรอฉันอยู่ที่หน้าประตูข้างใน และคว้าข้อมือไว้โดยไม่ระวังเมื่อเดินเข้ามาด้วยความเร่งรีบ ทั้งฉันและตัวซายากะเองต่างตะโกนร้องด้วยความตกใจ
         “ซายากะ ! / เฮ้ย !”

         1 ชั่วโมงต่อมา…
         “รู้สึกมึนหัวอยู่มั้ยครับ” ฉันนั่งคุยกับคุณหมอหลังจากทำการรักษาเสร็จเรียบร้อย โดยมีซายากะนั่งอยู่ข้าง ๆ เพียงไม่กี่ชั่วโมง วันหยุดที่แสนหายากยิ่งระหว่างฉันกับซายากะก็หายวับไปกับตา
         “ไม่ค่ะ แค่รู้สึกเจ็บที่แผลอยู่บ้าง”
         ซายากะมีรอยถลอกบางส่วนตามร่างกาย ส่วนฉันเอาหัวลงพื้นไปเต็ม ๆ ทำให้หัวแตกเพราะลื่นตอนที่ซายากะมาคว้าข้อมือ ถึงเธอจะพยายามช่วยดึงฉันจังหวะที่กำลังจะล้มแล้วก็ตาม
         ซายากะดูจะโทษตัวเองอยู่กับเรื่องที่เกิดขึ้น ฉันไม่โกรธเธอ แต่ยอมรับว่าฉันเสียดายโอกาสที่จะเที่ยวอย่างมีความสุขกับคนที่ยืนซึม ๆ อยู่ไม่ห่าง ทางโรงแรมเตรียมอาหารเย็นไว้ให้ อย่างที่ซายากะเคยบอก นาริตะเข้ามาถามอาการทันทีที่เขาเห็นฉันก้าวเข้ามาในห้องอาหาร สีหน้าดูเป็นห่วงมากและทำให้ซายากะแยกตัวไปอีกทาง
         ฉันเห็นฟุจิเอะคนเดิมรีบเดินตามซายากะไปทันที ดูจากไกล ๆ ระหว่างที่ฉันตอบคำถามของนาริตะ สองคนทางนั้นคงพูดคุยกันถึงเรื่องบาดแผลที่ข้อมือของซายากะ
         หลังจากทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ฉันขอตัวไปนอนทันที เพราะไม่ชอบสายตาของฟุจิเอะที่มองซายากะด้วยความห่วงหาอยู่ตลอดเวลา และไม่ชอบที่นาริตะก็มองฉันแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ถ้าไม่คิดมากไปซายากะคงรู้สึกไม่ดีแน่
         ซายากะเดินกลับมาพร้อมกัน ไม่มีการพูดคุยอะไรจนกระทั่งถึงห้องพัก เธอปูที่นอนให้พยายามจะเอาใจแต่ทำหน้านิ่ง ไม่รู้ว่าอยากเอาใจจริงหรือเปล่า พนันกันได้เลยว่าซายากะคงแทบอยากโวยเรื่องที่นาริตะมองฉัน ฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ
         “นี่ไล่ให้ฉันนอนทางอ้อมใช่มั้ย จะไปคุยกับเจ้าหน้าที่โรงแรมคนนั้นต่อล่ะสิ” ซายากะมองที่นอนแล้วรีบอธิบายท่าทางตื่น ๆ แต่ยังเก็บสีหน้าไว้
         “ไม่ใช่แบบนั้น ยังไม่ต้องนอนก็ได้ถ้ามิยูกิยังไม่ง่วง”
         “เลิกทำหน้าอมทุกข์แบบนั้นได้แล้วนะ”
         “ขอโทษ…”
         “หยุดเลยเลิกคิดว่าเพราะเธอได้แล้วฉันถึงมีแผล ต่อให้มันจริงก็เถอะ” ฉันหอมแก้มแหย่ซายากะขำ ๆ แต่อีกฝ่ายนิ่งไป สงสัยว่าแซวแรงไปหน่อย
         “เสียมารยาท คนเขาหอมแก้ม ทำเป็นไร้ความรู้สึกไปได้” ซายากะเดินเข้ามากอดฉันและกอดอยู่แบบนั้นจนรู้สึกเป็นห่วง
         “เป็นอะไรหรือเปล่าซายากะ”
         “รู้สึกว่าเรากำลังดีกันทีไร มักมีเรื่องทุกที…ขำอะไรฉันคิดมากนะเรื่องนี้” ฉันขำและคิดว่าซายากะคงรู้สึกเฟล จากนั้นต้องแสดงมันออกมาทางสีหน้าอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ที่ฉันจะไม่เห็นหน้าเธอ เข้าใจว่าคงอยากให้ทริปครั้งนี้ของเราเป็นไปด้วยดี แต่ตอนนี้พังไปไม่เป็นท่า
         “มีอะไรก็พูดมาเถอะ” ฉันซุกหน้ากับไหล่ของซายากะและกอดเธอแน่นกว่าเดิม
         “ฉันไม่ชอบผู้ชายคนนั้น”
         “ก็ลองชอบดูสิ ถ้าเธอชอบนาริตะ มีเรื่องกับฉันแน่ และถ้าซายากะคิดอะไรกับฟุจิเอะคนนั้น ก็มีเรื่องกับฉันด้วยเหมือนกัน” ซายากะหัวเราะ
         “ไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ นะ ฉันไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลย”
         “ฉันเชื่อซายากะ เอาเป็นว่าเราเข้าใจกันแล้วนะ ฉันนอนก่อน”
         ซายากะไม่ยอมปล่อยให้ฉันซุกตัวกับที่นอนและเธอก็ทำสำเร็จเมื่อฉันต้องวุ่นวายอยู่กับริมฝีปากของอีกฝ่าย
         “ฉันจะได้นอนมั้ย ถ้าซายากะยังจูบไม่เลิกแบบนี้” ซายากะยิ้มเมื่อฉันถามเธอและมองด้วยสายตาสงสัย
         “ก็แล้วแต่ว่ามิยูกิจะนอนแบบไหน” ซายากะตอบหน้าตาย เธอหมายถึงเรื่องไหนกันแน่
         “อยากนอนกับฉันใช่มั้ยล่ะ ถึงได้ปูที่นอนแค่อันเดียว” ซายากะพยักหน้ารับยิ้ม ๆ ตอนที่ฉันจูบคางเธอ ดวงตาหวานของเธอยิ่งน่ามองเวลาเขิน ทำไมฉันถึงได้ชอบเธอมากมายขนาดนี้
         เมื่อคืนฉันหลับอย่างมีความสุขดี ซายากะไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่ากอดและนอนซุกฉันทั้งคืน พวกเราตัดสินใจเดินทางกลับกันไวกว่าที่วางแผนเอาไว้ ซึ่งฉันไม่มีปัญหาอะไรในการเปลี่ยนแปลงตารางเวลา โดยเฉพาะเมื่อมีบาดแผลที่ปวดตุ้บ ๆ อยู่บนหัวแบบนี้
         พอเล่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นให้เพื่อนสนิทฟัง พารุถึงกับสำลัก เพราะขำจนเบรกไม่อยู่ เธอปลอบฉันว่า คงมีไม่กี่คนหรอกที่ไปเดทกันจนหัวแตก เธอว่ามันเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่ฉันคงไม่ลืมไปตลอดชีวิตและน่าจดจำกว่าเจอแมวข่วนแบบที่ฝั่งนั้นไปเจอมา
         ความวุ่นวายไม่รู้จบที่ทำให้ฉันกับซายากะได้เรียนรู้กันและกัน
         หวังว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีกับฉันในสักทาง…


         “ขอประทานโทษค่ะ” ฉันรีบเก็บโทรศัพท์และกำลังจะพาตัวเองออกมาจากจุดที่มัตสึอิ เรนะ กำลังคุยด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกับมัตสึอิ จูรินะ หัวข้อความกดดันในการสนทนานี้คงไม่พ้นเรื่องเด็ก ๆ ของมัตสึอิ เรนะตามเคย ได้แต่บอกขอโทษในใจ ซายากะฉันไม่สะดวกจะรับสายตอนนี้ เมื่ออุปกรณ์สื่อสารของฉันยังคงสั่นไม่หยุด
         “เดี๋ยวมิลกี้ เอ่อ…วาตานาเบะ ขอเวลาสักครู่” มัตสึอิ จูรินะคงรู้สึกไม่ดีเมื่อมัตสึอิ เรนะเรียกฉันด้วยชื่อเล่นอย่างสนิทสนม ฉันเห็นเธอทำหน้าไม่สบายใจก่อนจะรีบปรับสีหน้าใหม่ให้เป็นปกติ
         “ว่าแต่หัวไปโดนอะไรมาคะ”
         “ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ ยังไงเรื่องนั้นไว้ก่อนดีกว่า คุณมัตสึอิมีอะไรต้องการจะให้ดิฉันช่วยหรือเปล่าคะ” การเออออห่อหมกไปเรื่องอื่นกับมัตสึอิ เรนะ น่าจะดีกว่ามัวแต่สนใจว่ามัตสึอิ จูรินะกำลังคิดอะไร
         “คือฉันกำลังปรึกษากับจูรินะเกี่ยวกับคดี ทางทีมทนายแจ้งฉันว่าหลักฐานที่จะแก้ต่างยังน้อยอยู่มากซึ่งเราอาจจะแพ้คดี อย่างที่คุณก็ทราบว่า หลักฐานที่มัดบริษัทมันชี้ชัดมาก ดังนั้นฉันอยากให้คุณรวบรวมเอกสารเท่าที่พอจะทำได้ เอกสารที่เราส่งของ เอกสารที่อาจมีประโยชน์ ฉันขอรบกวนหน่อยนะคะ” ฉันรับคำอย่างแข็งขันจากมัตสึอิ เรนะ ที่แท้ก็เรื่องคดี นึกว่าสองคนนี้มีปัญหาเรื่องส่วนตัวกัน
         เมื่อออกมาก็รีบสำรวจอุปกรณ์สื่อสารของตัวเองทันที ซายากะไม่ได้โทรมาอีกแต่ส่งข้อความแทน เธอบอกว่าอย่าลืมกินยาและข้อความก็มีแค่นั้น ฉันเบ้ปากหมั่นไส้ ถ้าผู้หญิงแสนซึนบางคนลงท้ายประโยคว่าเป็นห่วงกันสักหน่อย ฉันคงได้ยิ้มแก้มแตกทั้งวัน ซายากะบ้า
         ฉันจะทำยังไงดีกับเอกสารที่มัตสึอิ เรนะต้องการ ทำยังไงถึงจะทำให้บริษัทนี้ดิ้นไม่หลุด มัตสึอิ เรนะเองก็ดูจะไม่ยอมง่าย ๆ ยังไงก็ตามส่งข่าวบอกเพื่อนก่อน ฉันติดต่อและเล่าเรื่องนี้ให้พารุฟัง


         2 เดือนต่อมา…
         มิยูกิดูเครียดกับผลการพิจารณาคดีของมัตสึอิ เรนะมากผิดสังเกตตอนที่เจอกันล่าสุด จริง ๆ มันค่อนข้างแปลกอยู่ที่การพิจารณาคดีจบลงอย่างง่ายดายจนเกินไป มัตสึอิ เรนะต้องชดใช้ค่าเสียหายและต้องปิดบริษัทไปอย่างไม่มีกำหนด ซึ่งฉันก็ไม่คิดว่าเธอจะเดือดร้อนอะไรนัก เพราะมีบริษัทที่ใช้ชื่ออื่นโดยไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทนี้อีกมาก ขาดทุนสักนิดก็คงจะไม่ด้วยซ้ำ พอถามเรื่องงานมิยูกิก็บอกเพียงแค่ว่ายังไม่มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติม เธอจึงยังไม่ทราบว่าจะเอายังไงต่อไป
         “ซายากะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ยุยเข้ามาเงียบ ๆ ระหว่างที่ฉันกำลังครุ่นคิดถึงมิยูกิระหว่างเวลาทำงาน เธอนัดให้ไปพบในที่ปลอดคนและทำหน้าเครียดชนิดที่ฉันก็เพิ่งเคยเห็น
         “ยุย…มีอะไรรึเปล่า” ยุยมองซ้ายมองขวาเพื่อเช็คว่าจะไม่มีคนเข้ามาก่อนจะพูดอย่างเบาที่สุด ถึงแม้เราจะอยู่ในที่ปลอดคน
         “จำได้มั้ยที่ฉันบอกว่ามีคนวางแฟ้มไม่ตรง”
         “นึกว่าเรื่องอะไรซะเรียก เรียกมาคุยซะเครียดเชียว”
         “เดี๋ยวสิ ฟังฉันก่อน” ยุยเอ็ดฉันจนต้องตั้งใจฟังเพื่อนโดยไม่ขัดเธอ
         “คิซากิเป็นคนเข้าไปอ่านแฟ้มเอกสารลับพวกนั้น”
         “ในมุมมองของฉันนะ คิซากิอาจจะแค่ศึกษางานก็ได้ยุย” ยุยพยักหน้า
         “ฉันก็คิดแบบนั้น แต่ซายากะ แฟ้มที่คิซากิเข้าไปอ่านมันเป็นแฟ้มข่าวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หน่วยทยอยรวบรวมเพื่อใช้ติดตามพวกใหญ่ ๆ อีกที”
         “หมายถึงยังไงกัน ฉันเริ่มงงแล้วยุย”
         “สังเกตว่าช่วงหลัง ๆ กลุ่มส่งของผิดกฎหมายรายย่อย ไม่ค่อยมีใครดำเนินกิจกรรมอะไรเลย มันจะบังเอิญไปหรือเปล่า ที่กลุ่มพวกนั้นมีรายชื่ออยู่ในแฟ้มทั้งหมด”
         “ยุยฉันเข้าใจยุยนะ ว่าต้องหาข้อมูลมาเป็นอย่างดีแล้วถึงได้กล้าพูด แต่ฉันจะยังไม่ตัดสินใจอะไรในตอนนี้ ถ้ายุยมีปัญหาอะไรยุยบอกฉันได้ตลอดและฉันจะคอยช่วยดูคิซากิให้อีกทาง”
         “ขอบใจมาก ทางฉันน่ะไม่เป็นไรหรอกเพราะฉันมันฝ่ายข้อมูล ซายากะต่างหากล่ะที่ออกลุยกับคิซากิ รู้ใช่มั้ยว่าฉันหมายความว่ายังไง”
         คิซากิเป็นคนฉลาด แม้เธอจะไม่ได้แสดงโฉ่งฉ่างว่าเธอมีความสามารถขนาดไหน แต่ฉันดูออกครั้นพอสังเกตคิซากิดี ๆ ก็พบว่าเธอกำลังสืบบางอย่างอยู่จริง ๆ ฉันบอกเรื่องนี้กับยุยทำให้เพื่อนแสดงอาการวิตกกังวลอย่างชัดเจน เธอเตือนฉันให้ระวังตัว พร้อมกับเอ่ยปากขอโทษที่ไม่สามารถหาข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับคิซากิได้เลย
         ยุยยังตั้งข้อสังเกตว่าการที่ส่งเด็กใหม่เข้ามาทำให้ข้อมูลที่จะสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลังเป็นไปได้ยาก ซึ่งวิธีนี้จะเสี่ยงน้อยกว่าส่งพวกมืออาชีพเข้ามาโดยตรง ฉันรู้สึกไม่ชอบมาพากลมากขึ้นเรื่อย ๆ หลายอย่างกัดกินอยู่ในความคิดและมิยูกิเองก็มองฉันออก เธอเข้ามาถามไถ่ด้วยความเป็นห่วง ทั้งที่เธอเองก็คงเครียดเรื่องงานไม่น้อยไปกว่าฉัน
         “ซายากะไม่เป็นไรใช่มั้ย ช่วงนี้เครียด ๆ เหรอ” ฉันขยับเข้าไปกอดมิยูกิที่นอนอยู่ข้างกันอย่างหาที่พึ่ง ถอนหายใจเฮือกใหญ่กับเธอ
         “ฉันกำลังสงสัยว่าคนในอาจมีเอี่ยวเกี่ยวกับคดีของมัตสึอิ เรนะ” มิยูกิฟังอยู่เงียบ ๆ เมื่อฉันเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ที่เกี่ยวกับเจ้านายของเธอให้ฟัง
         “มันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอที่จะส่งใครสักคนเข้าไปในหน่วยของซายากะ ฉันว่ามันไม่น่าจะเป็นแบบนั้นนะ”
         “ฉันก็ไม่ได้อยากเชื่อเท่าไร แต่หลัง ๆ มานี้เรื่องราวมันไม่ค่อยสมเหตุสมผล ฉันก็เลยระแวง”
         “ซายากะต้องระวังตัวนะ ฉันใจคอไม่ดีแล้ว”
         “ฉันคงยังไม่โดนเก็บเร็ว ๆ นี้หรอกมั้ง” มิยูกิไม่ขำกับสิ่งที่ฉันพยายามจะทำให้เธอผ่อนคลาย ก็เลยต้องขอโทษกันยกใหญ่ กว่าจะหายโมโห

         สองเดือนกว่า ๆ หลังจากที่ยุยเข้ามาเตือนฉันเรื่องคิซากิ หน่วยของเราได้รับคำสั่งให้เข้าตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งหลังจากสายส่งข่าวว่าจะมีการขนย้ายของผิดกฎหมายไปเก็บที่อื่น นานมากกว่าจะมีการเคลื่อนไหวสืบเนื่องจากการตรวจตราที่เข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผลจากคดีของมัตสึอิ เรนะ
         น่าแปลกที่คิซากิมีธุระในวันที่จะเข้าตรวจค้นซึ่งทำให้เธอไม่ได้ไปปฏิบัติหน้าที่ร่วมกันกับฉัน
         ยุยเข้ามาหาฉันก่อนวันที่จะออกปฏิบัติหน้าที่และเล่าบางอย่างให้ฟังอย่างหัวเสีย ยุยไม่เคยหัวเสียขนาดนี้มาก่อนเลยตั้งแต่รู้จักกันมา เธอเล่าว่ามันไม่ธรรมดาแล้วกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในหน่วย เช่นเรื่องที่เธอโดนเรียกไปช่วยงานหน่วยอื่นอย่างกะทันหัน เธอย้ำให้ฉันระวังตัวให้มากเท่าที่จะทำได้ในวันที่เข้าตรวจค้นโรงงาน ยุยมั่นใจมากว่าคิซากิต้องอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
         วันรุ่งขึ้นฉันและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องพร้อมอาวุธครบมือได้นำกำลังเข้าตรวจค้นโรงงานตามที่สายแจ้งข่าว ที่โรงงานนั่นรถบรรทุกหลายคันกำลังทยอยขับออกไปอีกทาง การปิดล้อมเริ่มขึ้นเพื่อให้เหลือหลักฐานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ง่ายเลยเมื่อต้องทำไปพร้อม ๆ กับหลบลูกกระสุนจำนวนมาก
         หลายสิบนาทีที่เกิดการปะทะกันท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียด ฉันลอบเข้ามาหลังรถบรรทุกคันหนึ่งได้ เมื่อกำลังจะเปิดดูว่าด้านในมีอะไร
         ร่างกายต้องชะงักเมื่อวัตถุบางอย่างจ่ออยู่ที่หัวทางด้านหลัง
         “มาด้วยกันหน่อยดีมั้ยคะคุณซายากะ ฉันมีเรื่องจะคุยด้วย” ฉันเป่าปากขณะกำลังคิดหาทาง จะทำยังไงต่อไปเมื่อตอนนี้ก็รู้แล้วว่าธุระของคิซากิคืออะไร
         “นึกว่ามีธุระซะอีก เปลี่ยนใจมาทำงานเหรอ หรือว่ามีธุระแถวนี้”
         “เรื่องบางอย่างเราไปคาดการณ์มันไม่ได้หรอกค่ะ อะไร ๆ ก็ไม่ค่อยเป็นดังใจด้วย” คิซากิตอบอย่างอารมณ์ดี เธอปลดอุปกรณ์สื่อสารของฉันออกและทำให้ฉันไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป…


         “มิลกี้แกโอเคนะ” ฉันแทบไม่เหลือน้ำตาให้ไหลหลังจากรู้ข่าวของซายากะ กับโรงงานที่อยู่ในเครือขององค์กร เห็นได้ชัดว่านี่เป็นคำสั่งจากใคร โรงงานเล็กเทียบไม่ได้กับโรงงานใหญ่ ๆ ทำไมตำรวจถึงต้องบุกไปที่นั่น ยังดีที่พารุคอยอยู่เป็นเพื่อนฉันเท่าที่เวลาว่างของอาชีพดาราแบบเธอจะอำนวย
         “ฉันถามแกตรง ๆ แกรู้มั้ยว่าใครเป็นคนที่สั่งการเรื่องทุกอย่างนี่”
         “ฉันไม่รู้”
         “ฉันอยากเจอเขาสักหน่อย” ฉันไม่ได้บอกว่าคิดจะทำอะไร แต่การไปพบคนระดับนี้ พูดตรง ๆ ฉันคงทำอะไรไม่ได้นอกจากเข้าไปตาย
         “แกได้ยินมั้ยว่าฉันบอกไม่รู้”
         “ได้ยิน แต่ฉันรู้ว่าแกต้องรู้อะไรบ้าง พารุแกโกหกฉันไม่ได้หรอก”
         “เพื่ออะไรวะ แกอยากตายขนาดนั้นเลยเหรอมิลกี้”
         “ไม่รู้สิ แต่ฉันอยากทำอะไรสักอย่างมากกว่านั่งอยู่เฉย ๆ ให้เวลาผ่านไปแบบนี้”
         “ถ้าแกต้องการ ได้…ฉันจะช่วยเองเพื่อน แต่ไม่รับปากนะ ฉันก็ไม่เคยเจอเขาเหมือนกัน”
         ช่วงระหว่างที่รอพารุ ฉันตัดสินใจไปหามัตสึอิ เรนะ อย่างน้อยก็อยากจะพูดคุยเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้มีประโยชน์อะไร ซึ่งฉันต้องแปลกใจที่มัตสึอิ เรนะและมัตสึอิ จูรินะฟังเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ตกใจอะไรสักนิด
         “ที่จริงฉันก็พอจะรู้ว่ามิลกี้เป็นคนทำนะคะ”
         “คุณไม่คิดว่าฉันแกล้งเข้ามาบอกว่าฉันเป็นคนทำหรือแสดงละครอะไรตบตาอีกเหรอคะ”
         “มิลกี้แสดงละครเก่งน่ะใช่ ฉันเคยหลงเชื่อ แต่ตอนหลัง ๆ ฉันคิดว่ามันไม่เป็นอย่างนั้น ตามิลกี้เศร้ามากแม้จะยิ้มอยู่ ฉันยังรู้สึกได้เลย”
         “เศร้าขนาดนั้นเลยเหรอคะ คนแบบฉันไม่มีด้านนั้นหรอก ว่าแต่คุณก็ยังยอมให้ฉันกลับเข้ามาทำงาน เพื่อจะสังเกตฉันเหรอคะ” มัตสึอิ เรนะทำหน้าคิดจนคางบุ๋มของเธอเด่นขึ้นมา ก่อนจะหันหน้าไปหามัตสึอิ จูรินะ
         “ก็ประมาณนั้น ฉันอยากดูว่ามิลกี้จะทำยังไงต่อในกรณีแบบบริษัทนี้ และเปรียบเทียบหารูปแบบการดำเนินการขององค์กรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด”
         “อันนี้เอกสารที่พวกเรากำลังพยายามรวบรวมอย่างลับ ๆ” มัตสึอิ จูรินะยื่นเอกสารบางอย่างให้ ด้านในเป็นรายละเอียดการซื้อขายของหลาย ๆ บริษัท ซึ่งฉันเคยได้ยินว่าเป็นส่วนหนึ่งที่โดนองค์กรของเราหลอกใช้
         “พวกเราอยากสาวให้ถึงตัวการใหญ่และเริ่มวางแผนอย่างรอบคอบ” มัตสึอิ จูรินะเสริมขณะที่มัตสึอิ เรนะเพิ่มเติมในส่วนที่ฉันคิดไม่ถึงมาก่อน
         “ฉันทำเรื่องขอคุยกับผู้ใหญ่ในกรมตำรวจ คุยกันตรง ๆ ว่าบริษัทฉันโดนใส่ร้ายโดยไม่สามารถจะหาหลักฐานมายืนยันได้ในเวลาอันสั้น และเสนอข้อแลกเปลี่ยนให้ทางเรารวบรวมเอกสารเพื่อพิสูจน์ว่า มีใครบางคนใส่ร้าย ข้อตกลงสรุปได้ดังนี้ คือให้แกล้งทำเป็นแพ้คดี อย่างไม่เป็นธรรมชาติในสายตาของคนที่อยู่เบื้องหลัง และหลอกเพื่อให้ฝ่ายนั้นค่อย ๆ แสดงอาการออกมา”
         “คุณจะบอกว่าพวกตำรวจรู้เรื่องนี้อยู่แล้วอย่างนั้นเหรอคะ แล้วเรื่องคนในมีเอี่ยวล่ะ ฉันเหมือนจะเคยได้ยินมา”
         “ฉันได้ยินว่าเขาจะจัดการเรื่องทางนั้นเองนะคะ”
         “ขอให้คุณโชคดีนะคะ ขอโทษด้วย สิ่งที่ฉันทำกับบริษัทลงไปทั้งหมด หลังจากนี้ฉันจะไปคุยกับคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ทั้งหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทันได้คุยหรือเปล่า ฉันอาจจะตายซะก่อน”
         “ทำไมถึงรักผู้หญิงคนนั้น” มัตสึอิ เรนะถามสั้น ๆ แต่ฉันกลับหาคำตอบในหัวไม่เจอ
         “ไม่รู้สิคะ ฉันก็แค่รัก”
         “ฉันยังอิจฉาผู้หญิงคนนั้นอยู่ไม่หาย คนที่มิลกี้รักได้ขนาดนี้” มัตสึอิ เรนะถอนหายใจ ทำท่าเสียดาย
         “เรนะเองก็มีอยู่นะ อย่าทิ้งไปซะล่ะ คนที่คอยอยู่เคียงข้างคุณเสมอ” ฉันยิ้มและมองไปที่มัตสึอิ จูรินะ คนที่อดทนเฝ้ารอเวลาว่าสักวันคนที่รักจะเห็นเธอบ้าง

         ฉันรอข่าวจากพารุอยู่ไม่ถึงสัปดาห์เธอติดต่อมาและหอบเอกสารหลายอย่างมาด้วย
         “แกไปเอามาจากไหน”
         “ขโมยมา” พารุตอบสั้น ๆ ขณะเปิดเอกสารและกวาดหาอะไรบางอย่าง
         “เป็นยังไงบ้าง”
         “ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่มีลายเซ็นตรวจรับซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับองค์กร”
         “ถ้ามันไม่เกี่ยวข้องแล้วแกเอามาทำไม” ฉันมองพารุอย่างสงสัยแต่เธอทำหน้าเหมือนได้รู้อะไรบางอย่างที่สำคัญมาก
         “เพราะมันไม่เกี่ยวข้องไง ฉันถึงได้ลองเอามาไล่ดู และพบว่าเวลาในการส่งของส่วนใหญ่จะตรงกับการส่งจากบริษัทที่พวกเรา ระดับฉันกับแกแยกย้ายกันไปทำงาน”
         “แกจะบอกว่า ที่จริงมันคือเอกสารเซ็นรับที่เกี่ยวโดยตรง แค่ทำให้ตรวจสอบแล้วเขวเท่านั้นเองใช่มั้ย”
         “ใช่ดูตรงนี้สิ” พารุเอามือจิ้มไปที่ลายเซ็นหนึ่ง
         “ลายเซ็นที่เหมือนตัววาย ฉันเห็นไม่บ่อยแต่มักจะเป็นคนตรวจสอบคนสุดท้าย ฉันคิดว่านี่แหละ ตัวการของพวกเรา”
         “ฉันเข้าใจแล้ว ทีนี้เราจะไปเจอมิสเตอร์วายคนนี้ได้ยังไง” พารุยักไหล่แบบคนหมดหนทาง นั่นมันหมายความว่ายังไง
         “แกยังไม่รู้ใช่มั้ยว่าเราจะเจอมิสเตอร์วายได้ยังไง”
         “ไม่รู้ ฉันก็เลยจับหัวหน้าตัวเองแล้วบังคับให้เขาติดต่อเพื่อนัดมิสเตอร์วายให้ กว่าจะได้ แต่ตอนนั้นมันกะทันหันก็เลยไม่ได้บอกเรื่องสถานที่ เดี๋ยวค่อยให้หัวหน้าติดต่อไปอีกที”
         “พารุแกพอแค่นี้ก็ได้ แล้วบอกไปว่าฉันบังคับแก”
         “แกยังคิดว่าฉันจะรอดไปได้เหรอ มาถึงขนาดนี้แล้ว” พารุถอนหายใจ ไม่วายมองฉันอย่างกวนประสาทเหมือนทุกครั้ง แต่เพื่อนก็ยิ้มให้
         “ยังไงก็ตายกันแน่ ๆ แต่อย่างน้อยฉันอยากลากมิสเตอร์วาย ให้ตายด้วยกัน แกคิดว่าไง” พารุทำท่านึกอะไรออกแล้วรีบเปิดแผนที่ให้ฉันดู


         เมื่อทุกอย่างพร้อม ฉัน พารุและหัวหน้าของพารุก็มาประจำที่โกดังถ่ายหนัง พารุเคยมาทำงานอยู่ไม่กี่ครั้งและคิดว่าสถานที่นี้น่าจะเป็นประโยชน์กับฝ่ายเรามากกว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามิสเตอร์วายจะระวังตัวขนาดไหน แต่เสียงรถไซเรนตำรวจที่ได้ยินก่อนถึงเวลานัดเพียงห้านาที ก็ทำให้ฉันคนหนึ่งล่ะที่คิดว่าแผนกำลังจะล่มเข้าแล้ว พารุรีบพาหัวหน้าเข้าที่กำบังเพื่อความปลอดภัย ส่วนฉันหามุมหลบไม่ไกลจากเพื่อน
         “โดนเล่นจนได้ บ้าเอ๊ย” พารุสบถขณะมองรอบ ๆ อย่างระวังตัว คงกลัวว่าจะมีใครบุกเข้ามา
         “ก็เข้าใจว่ามิสเตอร์วายไม่อยากเจอหน้าเราเท่าไร แต่แจ้งตำรวจด้วยแบบนี้ น่าโมโห” เราจะพลิกสถานการณ์ได้ยังไง ก่อนอื่นต้องรอดออกไปจากตำรวจให้ได้ก่อน หลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที
         “ชิมาซากิ ฮารุกะ วาตานาเบะ มิยูกิ ยอมมอบตัวซะ” ฉันปล่อยให้เสียงของผู้หญิงที่ตะโกนก้องโกดังเงียบไป ขณะแอบมองว่ามีตำรวจมาทั้งหมดกี่คน
         “ที่จริงน่าจะมีพวกที่กรูเข้ามาล้อมเราได้แล้ว” พารุดันหัวหน้าออกไปจากที่กำบังพร้อมกันเพื่อเป็นโล่ให้ตัวเองหลังจากหันมาตั้งข้อสังเกตกับฉัน ถูกของเธอ ฉันเองก็เห็นว่ามีเพียงแค่รถตำรวจหนึ่งคัน และตำรวจผู้หญิงนอกเครื่องแบบที่กำลังเดินถือปืนสั้นเข้ามาช้า ๆ จากประตูทางเข้าที่รถตำรวจจอดอยู่
         “ทิ้งอาวุธ พวกคุณไปไหนไม่รอดหรอก”
         “คุณนั่นแหละที่ต้องทิ้ง” ฉันเล็งปืนไปทางตำรวจสาวคนนั้น มีแค่เธอคนเดียวที่มา ยังไงฉันกับพารุได้เปรียบกว่า มิสเตอร์วายอาจจะต้องการถ่วงเวลาทำให้ฉันกับพารุระแวง ซึ่งระหว่างนี้อาจลอบกัดเราตอนไหนก็ได้
         “ยุย !”
         “อะไรนะ” ฉันตกใจกับท่าทางตกตะลึงของพารุที่มีต่อตำรวจคนนั้น
         “อย่าเพิ่งยิงนะ นี่คือตำรวจคนที่ติดหนี้ฉันคนนั้น” ฉันเริ่มจะเห็นความเลวร้ายของสถานการณ์ตอนนี้ ตำรวจที่เข้ามาดันเป็นคนรู้จักของพารุ ฉันเริ่มจะเชื่อแล้วว่าตำรวจคนที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกเราช้า ๆ นั้นซวยแค่ไหน
         “พารุ วางปืนลง อย่าให้ฉันต้องยิง” ฉันมองพารุ สลับกับตำรวจสาว นอกจากฉันแล้วจะมีสักกี่คนที่พารุยอมให้เรียกด้วยชื่อเล่นแบบนั้น ตอนนี้ฉันเริ่มไม่มั่นใจว่าสองคนนี้รู้จักกันถึงขั้นไหน ยิ่งหน้าตาเป็นกังวลของพารุที่แสดงชัดเจนในตอนนี้ คงมีบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่เพื่อนไม่ได้เล่าให้ฉันฟัง
         “ยุย ฉันกับเพื่อนมีบางอย่างต้องทำ ขอร้องล่ะ ช่วยเปิดทางให้เราด้วย”
         “ฉันเป็นตำรวจ ฉันทำแบบนั้นไม่ได้”
         ตำรวจสาวลั่นไก ฉันรีบถลาเข้าไปหาเพื่อนทันที ส่วนหัวหน้าของพารุล้มลงไปนอนแน่นิ่งกับพื้น จากนั้นเกิดเสียงปืนขึ้นอีกหนึ่งครั้งและเป็นฉันที่เลือดไหลชุ่มแขนขวา ปืนหลุดออกจากมือ
         “แต่ถ้าฉันไม่ได้เป็นตำรวจก็อีกเรื่องล่ะนะ” พารุช่วยประคองฉันขึ้นมา
         “มิสเตอร์วาย” ตำรวจสาวคนนั้นหัวเราะอย่างสุภาพ ฉันรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มนั่น
         “มิสเตอร์วาย นั่นชื่อที่พวกเธอตั้งให้ฉันเหรอคะ ฉันว่าเป็นดับเบิลวายน่าจะถูกกว่านะ แต่เอาเถอะเรียกชื่อฉันคงจะง่ายสุด โยโกยามะ ยุยค่ะ ส่วนเรื่องที่เพื่อนของเธอ…คุณวาตานาเบะอยากจะคุย เราจะไปคุยกันที่อื่น เชิญค่ะ” โยโกยามะใช้ปืนจ่อพวกเราสองคนให้ขึ้นมาบนรถ และเธอฉลาดพอที่จะไม่ขับเอง บนรถมีคนนั่งประจำที่ตำแหน่งคนขับอยู่แล้ว
         พวกเรารอบคอบแต่ก็แพ้ให้คนที่รอบคอบกว่า รถตำรวจพาเราทั้งหมดมายังบ้านหลังเล็ก ๆ หลังหนึ่งแถวชานเมือง ฉันเดาว่าเป็นบ้านส่วนตัวของโยโกยามะ การที่เธอยอมให้ฉันกับพารุเห็นทางแสดงว่าเราคงไม่ต้องใช้มันเพื่อกลับออกมา
         “อากาศดีใช้ได้เลยล่ะ บ้านฉันเอง” เจ้าของบ้านชวนให้ฉันและเพื่อนนั่งโต๊ะตรงสวนร่มรื่นเมื่อพวกเราเดินเข้ามาถึง ฉันจะรู้สึกดีกับบ้านหลังนี้มาก ถ้าไม่ห่วงว่าจะโดนยิงเมื่อไหร่
         “เคยคิดว่าจะพาเพื่อนมาเที่ยว มาเที่ยวจริง ๆ นะ ไม่ใช่มาเที่ยวแบบพวกคุณสองคน” ฉันเดาใจคนแบบโยโกยามะไม่ออก ฉันไม่รู้เลยว่าตัวตนของเธอคือใคร ด้านไหนที่เป็นของจริง ด้านไหนที่แกล้งแสดงและฉันไม่เข้าใจว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร เธออยากทำให้พวกเราผ่อนคลายหรืออยากจะกดดัน เธอมองไปที่พารุสลับกับมองฉัน
         “เข้าเรื่องเถอะ ฉันไม่อยากรบกวนเวลาที่มีค่ากับธุรกิจของยุย” พารุตัดบทและหันมาพยักหน้าให้ฉัน ในขณะที่ฝั่งของโยโกยามะทำท่าจะสั่งอะไรบางอย่างกับคนขับรถที่ยืนอยู่ไม่ไกล
         “ทำไมคุณถึงต้องจัดการกับยามาโมโตะ ซายากะ”
         “เธออยากรู้แค่นี้เหรอ” โยโกยามะทำท่าเหมือนจะขำ เธอคงคิดว่ามันไร้สาระสิ้นดีที่ฉันทำแบบนี้
         “ที่จริงฉันอยากยิงคุณตอนนี้ แต่เพราะมันทำไม่ได้ ดังนั้น…ใช่ ฉันอยากรู้เหตุผลว่าทำไมถึงสั่งเก็บซายากะ”
         “ซายากะกำลังตามสืบเรื่องคดีของมัตสึอิ เรนะอย่างลับ ๆ ฉันเป็นเพื่อนสนิทก็ลำบากใจที่ต้องทำแบบนี้ แต่มันจำเป็น อีกอย่างถ้าคนที่ซายากะคบหาอยู่ไม่ใช่คุณ ซายากะอาจไม่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ฉันมองว่าสักวันคนอย่างคุณต้องบอกเรื่องทุกอย่างกับซายากะแน่ ยิ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับบริษัทมัตสึอิด้วย ความบ้าดีเดือดของคุณ ช่างน่าเสียดาย ฉันชอบคนกล้าลุยอย่างวาตานาเบะจริง ๆ นะ ไม่น่ามาเจอกับซายากะเลย”
         “น่าเสียใจแทนซายากะที่โดนหักหลังแบบนี้ แต่ก็ขอบคุณที่ยังอุตส่าห์ยอมให้ฉันได้มาคุย” ฉันหันไปยิ้มให้พารุ มันถึงเวลาแล้วที่เรื่องทุกอย่างจะจบลง พยายามมาเท่าไร เพื่อมาตายในที่แบบนี้
         ที่จริงฉันก็คงแค่อยากตายเพราะไม่มีซายากะแล้วมากกว่า การหาข้ออ้างมาคุยกับคนแบบโยโกยามะ ไม่ได้สำคัญอะไรนัก เสียดายก็แต่ฉันดันลากเพื่อนมาตายด้วย
         “เป็นอันว่าเวลาของเธอก็หมดแล้วล่ะนะวาตานาเบะ ไปเจอกับคนที่เธอรักนักหนาในชาติหน้าก็แล้วกัน”
         “มิลกี้ !”
         “ขอบใจนะ” เป็นการกล่าวลากับเพื่อนสนิท พารุพยายามจะวิ่งเข้ามาแต่ไม่ทันเมื่อเสียงปืนดังขึ้นที่สวนอันสงบของบ้านหลังนี้ นกน้อยใหญ่บินว่อนด้วยความตกใจฉันไม่รู้สึกเจ็บปวด คงไม่ต้องเจ็บอีกต่อไป
         จบแล้วสินะ…
         จบได้สักทีความวุ่นวายทั้งหมด

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เสน่หาร้อยมารยา SP03 (SayaMilky)✏️

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s