[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (4) (SayaMilky)

Posted on Updated on

รูปภาพ ต้นฉบับ

         ฉันได้แต่นั่งมองยามาโมโตะคุยกับชิมาซากิ ฮารุกะ คนที่กำลังมีความสุขเสียเหลือเกิน ลักยิ้มที่แก้มแสดงให้เห็นว่าเธอยิ้มด้วยความปลื้มขนาดไหนเมื่อได้นั่งใกล้ชิดกับเลขาของฉันอยู่ฝั่งเดียวกันสองคน ในขณะที่ฉันนั่งอยู่ฝั่งนี้คนเดียว
         ถ้าพิจารณาดูให้ถี่ถ้วนแล้วนั่นมันต้องเป็นฉันสิที่ทำ ฉันต้องมีความสุขกับการกิน นั่นคือฉัน และถ้าจะให้ดีคือฉันควรได้นั่งข้างยามาโมโตะด้วย ถ้าเลิกคิดเรื่องพวกนี้ได้ฉันอาจเจริญอาหารมากกว่านี้
         รสชาติเนื้อย่างแสนล้ำค่าที่สัมผัสกับลิ้น กลิ่นซอสรสเด็ดที่โชยเข้ามาทางรูจมูกทั้งสองข้าง สิ่งเหล่านั้นไม่สร้างความสุขให้ฉันในตอนนี้แม้สักอย่าง ถึงฉันจะกินไปหลายชิ้นแล้วก็ตาม
         ความเร็วในการกินเนื้อย่างลดลงอย่างน่าตกใจ ขนาดฉันยังสังเกตตัวเองได้ เนื้อย่างวันนี้ไม่อร่อยเอาซะเลย แต่เพราะเห็นว่าเลขาถึงกับไปหาโปรโมชั่นมาด้วยตัวเอง จึงได้แต่ทนนั่งอยู่ตรงนี้
         “ยังคุยกับยามาโมโตะอยู่เลยว่า ทำไมมิลกี้ถึงได้มาช้า ปกติคนแบบวาตานาเบะ มิยูกิ ไม่มีทางหรอก ที่จะทิ้งให้โปรโมชั่นนาทีทองต้องหลุดลอยไป”
         “ฉันน่ะใช่ แต่คนอย่างคุณพารุ ชอบกินเนื้อย่างกับเขาด้วยเหรอ” พารุมองค้อน ก่อนจะตักผักหลายอย่างให้ยามาโมโตะ
         “นี่ค่ะ ยามาโมโตะน่าจะชอบทานผักมากกว่าเนื้อ”
         “ขอบคุณนะคะคุณชิมาซากิ ปกติฉันทานพวกเนื้อสัตว์ได้นะคะ แต่ไม่ได้ทานเยอะเหมือนเจ้านายของฉันหรอกค่ะ” ยามาโมโตะกินผักนั้นทันทีอย่างเต็มใจ ทีฉันตักเนื้อให้เห็นทำอิดออดกว่าจะยอมกิน
         “รู้ใจกันจังนะ เพิ่งรู้จักกันไม่เท่าไรเอง”
         “คนเขาคุยกันถูกคอ นี่ยามาโมโตะรู้มั้ย มิลกี้คือสาวสวาปามไม่รู้จบ”
         “ฉันรู้แค่ว่าเจ้านายของฉันชอบเนื้อย่างเป็นพิเศษ”
         “ของเขามีให้กิน แกจะให้ฉันเอาเนื้อย่างคล้องคอไปทำงานเหรอ”
         “ปากร้ายนะวันนี้ งานหนัก อกหักหรืออกเล็ก” พารุยิ้มเยาะกับคำถามเหล่านั้น ฉันได้แต่เก็บความแค้นนี้ไว้รอวันชำระ
         “แต่ไม่เคยคบใครจบสวยงามสักราย”
         “หยุดเลย เลิกเผาฉันได้แล้ว นี่มันเรื่องคุยกันในร้านเนื้อย่างหรือไง วันนี้ฉันมากินเนื้อย่าง สิ่งที่ควรเผาคือนั่น เนื้อพวกนั้น” พารุคีบเนื้อไปย่างต่อ ส่วนยามาโมโตะ ดูท่าทางทำตัวไม่ถูกกับมุกคลายเครียดของพารุ ถึงมุกนั้นจะเป็นเรื่องจริงของฉันก็เถอะ
         “ทำงานกับมิลกี้ ต้องระวังนะ” ก็รู้ว่าเตือนเพื่อนอย่างพารุไปไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไร เหมือนยิ่งทำให้เพื่อนสาวชอบใจด้วยซ้ำ
         “ระวังอะไรเหรอคะ” ฉันเงยหน้าจากการคีบเนื้อ และยามาโมโตะกำลังยิ้มแย้มกับอารมณ์ขันของพารุ อะไรที่พารุพูด ดูจะดีไปหมด เพียงไม่กี่ครั้งที่สองคนนี้เจอกัน ทำไมถึงได้สนิทยิ่งกว่าฉันที่อยู่กับยามาโมโตะแทบทุกวัน
         “มิลกี้เป็นคนขี้เหงา ระวังจะโดนอ้อนให้ทำนั่นทำนี่”
         “เป็นคนเอาแต่ใจอยู่เหมือนกันค่ะ”
         “เจอมาแล้วล่ะสิใช่มั้ย เรื่องโดนอ้อน แกก็นะมิลกี้ หาแฟนให้อ้อนสักคนก็ไม่ต้องมาลำบากเลขาเขาแบบนี้หรอก” ยามาโมโตะพยักหน้าเห็นด้วยกับพารุ
         “ถ้าฉันมีแฟนแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้คะ”
         “คนมีแฟนมักจะอารมณ์ดี มันอาจช่วยแกได้นะ”
         “เหมือนแกที่กำลังอารมณ์ดีตอนนี้ใช่มั้ย”
         “ฉันยังไม่ได้มีแฟน”
         “ฉันก็ไม่ได้ว่าอะไร อย่าบอกนะว่าแก…”
         “วิธีนั้นใช้กับฉันไม่ได้หรอกนะ เลิกมองฉันแบบนั้นได้แล้ว คนแบบฉันน่ะเหรอจะมีแฟน” ฉันว่าฉันเห็นพารุดูลุกลี้ลุกลน ถ้าไม่เพราะซ่อนความรู้สึกเก่งมาก ก็คงจะไม่มีอะไรในกอไผ่อย่างที่ฉันคิด

         ก่อนหน้านั้น…ที่ออฟฟิศ
         ฉันค่อย ๆ เปิดซองขาวที่ยามาโมโตะให้ฉันมาและคิดแง่ดีว่า อย่างน้อยก็ให้กล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่กลัว เหมือนอย่างที่เคยเผชิญหน้ากับปัญหาสมัยก่อน
         แต่ในซองขาวกลับเป็นเพียงจดหมายที่เขียนไว้ด้วยลายมืออ่านง่ายของยามาโมโตะ พร้อมใบปลิวรายละเอียดโปรโมชั่น บอกให้ไปที่ร้านเนื้อย่างตามแผนที่หลังใบปลิว ซึ่งไม่ใช่จดหมายลาออกอะไรทั้งสิ้น ฉันโล่งใจที่ได้เอาเรื่องหนักอึ้งออกจากอก นึกขำตัวเองอยู่เหมือนกันที่เป็นกังวลกับเลขาของตัวเองจนหลุดเสียอาการเกินไป บางทีฉันควรปล่อยวาง
         สุดท้ายรีบให้คนขับรถพามาส่งตามแผนที่ ซึ่งเลยเวลานัดไปแล้วเกือบสี่สิบนาที ยามาโมโตะนั่งรออยู่ในร้าน ฉันเห็นว่ามีของกินมากมายเต็มโต๊ะตอนที่กำลังจะเดินเข้าไปหา จะกินคนเดียวหมดได้ยังไงกับปริมาณของเนื้อสัตว์และเครื่องต่าง ๆ ที่วางจนไม่เห็นโต๊ะแบบนั้น ยามาโมโตะไม่ใช่คนกินเก่งแบบฉัน
         ฉันคิดไปต่าง ๆ นานา และนึกอยากขอโทษเลขาที่ทำให้ต้องคอยนาน เธอจะรู้สึกยังไงที่ฉันมาสายขนาดนี้ จะมองว่าฉันเป็นคนไม่รักษาเวลาหรือเปล่า แต่ฉันก็คงดูไม่ดีเท่าไรอยู่แล้วในสายตาเลขา เป็นคนที่ทำให้เธอยุ่งยากเสมอมา
         แล้วตอนนั้นเองที่พารุเดินเข้าไปนั่งข้างเลขาของฉัน ยามาโมโตะเปลี่ยนเป็นสดชื่นขึ้นมาทันทีเหมือนมีใครมากดสวิตช์ นี่เธอไปติดต่อพารุมาได้ยังไง

         “คุณไม่เป็นไรใช่มั้ย เมาหรือเปล่าคะ” ยามาโมโตะเดินเข้ามาถามฉันที่กำลังยืนงงอยู่หน้ากระจกจนลืมว่าต้องกลับไปกินเนื้อย่าง หลังจากขอตัวออกมาที่ห้องน้ำ จำไม่ได้ว่านานเท่าไร ที่ฉันวกมาคิดเรื่องพวกนี้ในหัว คงมีอะไรรกไปหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนักถ้าพูดกันตามตรง ยิ่งได้เห็นหน้าคนที่เข้ามาถามด้วย…ฉันไม่คิดว่าเธอจะเข้ามาดุ เมื่อเห็นสายตาแบบนั้น
         ทำไมจะต้องกังวลว่าอาจโดนเลขาดุ…ฉันเป็นเจ้านายเธอนะ
         “ถ้าฉันเมาฉันจะซบเธอคนแรกเลยยามาโมโตะ เสียดายพารุอยู่ด้วย ขืนทำอะไรแบบนั้นคงดูประเจิดประเจ้อน่าดู” อย่างน้อยตอนนี้ก็พูดเพราะมีสติ แม้ยามาโมโตะจะยิ้มทำนองว่าฉันคงเมา หน้าเธอแสดงออกมาชัดเจน
         “แค่ซบอย่างเดียวจะกลัวคุณชิมาซากิทำไมคะ คุณก็พูดเล่นไปได้”
         “แสดงว่าฉันทำแบบนั้นได้เหรอ เรื่องซ…”
         “ฉันยังไม่ได้พูดว่าให้คุณทำแบบนั้นได้นะคะ ฉันแค่อยากบอกว่าไม่เกี่ยวกับคุณชิมาซากิเขาเท่านั้นเอง คุณไม่ได้เมาแน่นะ ทำไมตีความคำพูดฉันไปอย่างนั้นซะล่ะ”
         “ฉันไม่รู้นี่ เห็นถามแบบนั้น ก็เลยเข้าใจว่าหมายความแบบนี้” พอไม่มีพารุอยู่ด้วย ทำให้ฉันโล่งใจอย่างประหลาด และรู้สึกว่าสามารถคุยกับยามาโมโตะได้เหมือนเดิม
         “คุณนี่กวนเอาเรื่องเหมือนกันนะคะเนี่ย เห็นคุณยืนอยู่หน้าอ่างล้างหน้าตั้งนาน นึกว่าคุณเมา ดูสติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเลยวันนี้ ไม่ได้มีเรื่องอะไรใช่มั้ย” ฉันไม่ได้สังเกตเลยว่าเลขาตามฉันมาที่ห้องน้ำตั้งแต่เมื่อไร
         “สติฉันคงไปอยู่กับเนื้อย่างเหมือนเคยนั่นแหละ ฝากพารุด้วยนะ ฉันว่าจะกลับก่อน” ยามาโมโตะเงียบไปพักหนึ่งเหมือนชั่งใจอะไรสักอย่าง
         “ค่ะท่านประธาน ถ้านั่นเป็นคำสั่ง”
         “นั่นเป็นคำไหว้วานค่ะ ฉันไม่ได้สั่งคุณ” ยามาโมโตะหลีกให้ฉันออกมาจากห้องน้ำ ก่อนเดินตามออกมาอีกคน พารุมองฉันแปลก ๆ แล้วหันไปยิ้มให้ยามาโมโตะทันทีที่เห็นหน้า หมั่นไส้อาการดี๊ด๊าหน้าตายของเพื่อน ไม่รู้ทำไมยิ่งทำให้พารุดูกวนประสาทเข้าไปใหญ่ ฉันไม่ได้อคติกับเพื่อนและเข้าใจนิสัยนั้นดี แค่รู้สึกว่ากวนประสาทมากกว่าปกติ
         “สองคนนี้อะไรกัน หายไปห้องน้ำตั้งนาน แอบนัดไปคุยอะไรกันหรือไง แล้วทำไมยามาโมโตะถึงหน้าหงอยมาแบบนั้น มิลกี้แกทำอะไร” ถ้าฉันทำได้ล่ะก็ อยากอยู่กับยามาโมโตะแค่สองคน แต่นี่ฉันเปล่าสักอย่าง
         “ฉันเปล่านะ ทำไมแกเข้าข้างเลขาของฉัน มากกว่าฉันที่เป็นเพื่อนแกล่ะ พามาคืนแล้วนี่ไง โวยวายซะเวอร์” ฉันหยอกพารุกลับ พยายามส่งยิ้มกลบเกลื่อนให้เพื่อน
         “นั่นแกจะไปไหน”
         “กลับบ้าน” พารุถึงกับชะงักเมื่อฉันบอกเธอแบบนั้นขณะหยิบกระเป๋า
         “เฮ้ยไปจริงเหรอ ไม่ไปต่อกันก่อน นาน ๆ ฉันจะว่างมา ฉันอยากพายามาโมโตะไปด้วย” ยามาโมโตะหันมามองฉันและหันไปมองพารุ
         “ถึงฉันไม่ไป แกก็พาเลขาฉันไปได้ แล้วรักษาน้ำใจฉันบ้าง อะไรของแกพูดโต้ง ๆ ว่าอยากพาเลขาฉันไปด้วย ใจร้าย”
         “นี่ไงชวนอยู่เนี่ย ทำไมไม่ไปด้วยกัน หรือมีนัดกับใคร”
         ฉันยิ้มให้เพื่อนเมื่อคิดว่าถ้าอยากมีนัด ก็อยากนัดเลขาบางคนแถวนี้มากกว่า เพียงแค่ฉันไม่ได้พูดอะไรและบอกลาคนทั้งสองออกมาที่นอกร้านเนื้อย่าง
         ฉันโทรไปเรียกให้คนขับรถมารับ แต่เป้าหมายต่อจากนั้นไม่ใช่บ้านของตัวเอง ฉันแวะนั่งดื่มในบาร์แห่งหนึ่ง โดยไม่ลืมบอกคนขับให้ช่วยพาฉันกลับบ้านด้วยถ้าเกิดอะไรขึ้น เผื่อว่าฉันจะเมาจนขาดสติ
         ฉันต้องพยายามไม่ทบทวนถึงเลขาหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ ๆ ฉันต้องไม่คิดถึงเรื่องที่กำลังรกเต็มหัวไปหมด แต่ก็ต้องยอมรับอยู่ดี หน้าของยามาโมโตะเอาแต่วนเวียนอยู่ในหัว เมื่อฉันยังมีสติอยู่ แก้วแล้วแก้วเล่าที่น้ำเมาสีทองผ่านลำคอลงไป นั่นอาจช่วยทำให้ฉันผ่านคืนนี้ไปได้ ฉันหวังเอาไว้แบบนั้น ก็แค่หวัง
         ทำไมฉันจะไม่รู้ว่ายังไงเรื่องนี้คงไม่จบง่าย ๆ
         …

         เสียงไม้หนักแน่นสะท้อนกลับมา เมื่อฉันออกแรงทุบประตูอยู่หลายครั้งกว่าคนผมสั้นที่คุ้นตาจะออกมาเปิดประตูให้
         “นึกว่าจะไปต่อกับพารุซะอีก”
         “คุณ…” ยามาโมโตะดูแปลกใจเมื่อฉันเป็นคนที่มาเคาะประตู
         “ก็เกือบจะได้ไปค่ะ พอดีคุณชิมาซากิมีธุระด่วน ขอตัวกลับ ทำหน้าเครียด ๆ … นี่คุณ ถ้าฉันไปกับเพื่อนคุณจริง ๆ คุณจะทำยังไง มาทุบแบบเมื่อกี้ก็ไม่มีคนเปิดให้หรอกนะ”
         “ฉันเหรอ คงนอนรออยู่แถวนี้” ฉันมองตามยามาโมโตะซึ่งกำลังสอดส่องอะไรสักอย่าง ข้างหลังของฉันเองอย่างไม่เข้าใจเท่าไรนัก จนกระทั่งเธอถาม
         “ไหนคนขับรถล่ะคะ”
         “กลับไปแล้ว”
         “กลับไปแล้ว!”
         “ใช่ ไม่ต้องทำหน้าถมึงทึงขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวฉันก็กลับแท็กซี่น่ะ” จริง ๆ คนขับรถไม่ได้มาส่งฉัน เพราะฉันแอบนั่งแท็กซี่มาเอง
         “ดึก ๆ เป็นผู้หญิงคนเดียวไปไหนมาไหนก็ควรระวังตัวเอาไว้ คุณมีพนักงานที่ต้องดูแล ถ้าเป็นอะไรไปขึ้นมา แล้วบริษัทล่ะ”
         “ถ้าให้ฉันค้างบ้านยามาโมโตะได้ใช่มั้ย”
         “มันไม่เหมาะเท่าไรมั้งคะ”
         “ไอ้นั่นก็ไม่ดี ไอ้นี่ก็ไม่ได้ ยามาโมโตะอย่าคิดมากไปเลย เดี๋ยวฉันก็กลับของฉันเอง ที่ฉันมานี่ มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย” ยามาโมโตะถอนหายใจแต่ก็ยอมให้ฉันเข้าไปในบ้านของเธอ
         น้ำเมาในบาร์นั่น ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นอย่างที่คิด แต่มันทำให้ฉันกล้ามาที่บ้านยามาโมโตะ ทั้ง ๆ ที่ก็รู้ว่าสิ่งที่ทำไม่สมควร
         “คุณคงมีเรื่องสำคัญมากถึงได้มาหาฉันถึงนี่” ยามาโมโตะเชิญให้ฉันนั่งที่โต๊ะกินข้าวเล็ก ๆ
         “ถ้ามันไม่สำคัญ เธอจะว่ายังไงยามาโมโตะ”
         “กาแฟมั้ยคะ”
         “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะอยากกินกาแฟตอนนี้ นี่มันจะตีหนึ่งอยู่แล้ว”
         “คราวก่อนเห็นคุณโวยวายเรื่องกาแฟ วันนี้ฉันก็เลยถาม คุณเมานี่ เผื่อจะอยากได้กาแฟ”
         “เธอตั้งใจกวนฉันเหรอยามาโมโตะ” เจ้าของบ้านเดินหายไปไม่สนใจที่ถามไปเมื่อกี้ และกลับมาพร้อมกับยื่นแก้วในมือเธอให้ฉัน
         “นี่มันโกโก้…”
         “ใช่ค่ะ โกโก้ คุณคงไม่คิดว่าฉันจะเอากาแฟมาให้คุณจริง ๆ หรอกใช่มั้ย ถ้ากินตอนนี้ไม่ตาค้างไปถึงเช้าหรอกเหรอ” ตอนแรกฉันคิดแบบนั้น เพราะโดนถามนี่ ยังไงก็คงต้องได้กาแฟจากเลขาแน่ ฉันมองเธอที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามกัน
         “แล้วคุณก็ไม่ได้บอกฉันนี่ว่าอยากได้กาแฟ ตอนที่ถามเมื่อกี้ ฉันไม่ได้ยินคุณพูดอะไรนี่คะ อดทนกินซะหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวค่อยมาคุยธุระของคุณ” พยายามจะบอกว่าเธอนั่นแหละที่ไม่ยอมรอฉันก่อน ฉันจำได้ว่าเหตุการณ์เป็นแบบนั้น นี่ฉันเข้าใจอะไรตรงไหนพลาดไปหรือเปล่า แต่เอาเถอะอย่างน้อยโกโก้นั่นก็ช่วยทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมาบ้างระหว่างที่นั่งมองแก้วร้อน ๆ ในมือ
         หรืออาจจะดีขึ้นไม่ใช่เพราะโกโก้…แต่เป็นเพราะบางคนแถวนี้

         “เนื้อย่างไม่อร่อยเหรอคะ ถึงกลับไปดื่มคนเดียว” ฉันละสายตาจากแก้ว เมื่อยามาโมโตะชวนคุยก่อน
         “ไม่รู้สิ จู่ ๆ ก็ไม่อยากกินอะไร” ก็ใครที่มีความสุขกับเพื่อนฉันออกหน้าขนาดนั้น แถมพารุยังเล่นด้วยอีกต่างหาก นิสัยเพื่อนฉัน มันเคยคุยแบบนี้สักกี่คน แทบจะนับนิ้วมือข้างเดียวได้เลย
         “คุณมาสายมาก เป็นถึงประธานบริษัททำอย่างนี้ได้ไงคะ ให้ฉันรอ”
         “ให้เธอรอ…เป็นเลขาพูดแบบนี้กับเจ้านายได้เหรอ ยามาโมโตะ”
         “ขอโทษค่ะ แต่คุณเป็นประธานก็ไม่ควรมาสายแบบนั้น”
         “ไว้จะทำความดีแก้ตัว คราวหน้า… ทำไมเธอไม่บอกฉันล่ะ ว่าจะชวนไปกินเนื้อย่าง” ยามาโมโตะคงไม่รู้ว่าฉันเอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องอยู่จนเปิดซองขาวนั่น
         “มันไม่เหมาะสม คุณนึกภาพนะคะ ฉันเดินเข้าไปอยู่หน้าคุณ พร้อมกับพูดว่า ‘คุณวาตานาเบะคะ เห็นมั้ยนี่อะไร’ จากนั้นฉันโชว์ใบปลิวเพื่อทำให้คุณสนใจแล้วก็ ‘ฉันมีโปรโมชั่นเนื้อย่างมา คุณจะไปกับฉันมั้ย’ นี่…ฉันไม่เห็นด้วยเลยสักนิดเรื่องที่คุณไปกินเนื้อย่าง แต่คุณเป็นเจ้านายฉัน ฉันจะว่าอะไรคุณมากก็ไม่ได้อีก” ตอนนี้เหมือนฉันกำลังโดนโวยอ้อม ๆ แต่โดนกวนประสาทแบบนี้ ก็ดีเหมือนกัน
         “แค่ฉันเป็นเจ้านายมันไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรเลยกับการชวนไปกินเนื้อย่าง ที่มันไม่เหมาะสมแค่เพราะฉันเป็นเจ้านายของเธอ เรื่องเดียวเหรอ ฉันยอมรับ ฉันแอบคิดไว้ ว่ายามาโมโตะอาจเห็นฉันเป็นเพื่อนบ้าง ไม่ต้องเป็นเจ้านายลูกน้องตลอดเวลาก็ได้”
         “เรื่องบางอย่างเราคงทำอะไรตามใจตลอดไปไม่ได้หรอกนะคะ คุณเองก็น่าจะรู้”
         “ฉันรู้ ยามาโมโตะ” กล้าเข้มงวดกับฉัน มีไม่กี่คนที่ทำได้ และยามาโมโตะมาเป็นอันดับต้น ๆ ฉันอยากเอาแต่ใจ อยากให้มีคนเอาใจบ้าง เพียงแค่นิดหน่อยก็ได้ และถ้าคน ๆ นั้นเป็นยามาโมโตะด้วยแล้วล่ะก็ คงจะทำให้ฉันมีความสุขมาก
         “นี่คุณไปทำอะไรตรงนั้นคะ” ยามาโมโตะร้องถาม เมื่อฉันลุกไปทิ้งตัวนอนตรงโซฟาดื้อ ๆ ฉันไม่อยากคุยกับเธอต่อแล้ว
         “ขอนอนหน่อยละกัน ฉันเวียนหัว”
         “ที่นี่ไม่ใช่ห้องทำงานของคุณนะคะที่จะมานอนตามใจชอบ”
         “หรือจะให้ฉันไปนอนที่ห้องนอนของเธอล่ะ”
         “นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่”

         “ขอเดาว่าคงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอีกล่ะสิ”
         “คุณกำลังนอนที่โซฟา ในบ้านฉัน ทำไมคุณไม่กลับไปนอนที่บ้าน” ฉันจะใช้โอกาสนี้หาเรื่องนอนบ้านเธอนี่แหละยามาโมโตะ
         “นี่ก็ดึกมากแล้ว ฉันนอนนี่ดีกว่า ขอผ้าห่มให้ฉันด้วยสิ” ฉันวางท่าสั่งเลขาแต่เธอก็ยอมทำตาม ถึงจะไม่ค่อยพอใจเท่าไรนัก
         “นี่ค่ะผ้าห่ม”
         “ขอบใจนะ ยามาโมโตะเป็นเลขาที่ดีจริง ๆ”
         “คุณเป็นคนจ่ายเงินให้ฉันนี่”
         “พูดแบบนี้แสดงว่าฉันสั่งอะไรเธอก็จะทำใช่มั้ย” ฉันพยายามเก็บความโมโหที่จี๊ดอยู่ภายในไว้ เมื่อโดนยามาโมโตะปฏิบัติต่อฉันอย่างสุภาพ ทั้งที่ฉันตั้งใจยั่วโมโหขั้นนี้แล้ว ทุกอย่างเพราะเงินที่ฉันจ่ายอย่างนั้นสิ
         “ท่านประธานอยากได้อะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ”
         “ผ้าห่มบางเกินไป ฉันต้องการที่มันหนากว่านี้หน่อย”
         “ฉันไม่มีที่หนากว่านี้หรอกค่ะ แต่จะเอามาเพิ่มให้คุณแทน รอสักครู่” ยามาโมโตะไปเอาผ้ามาอีกสามผืน เธอรู้ว่าฉันตั้งใจแกล้งเธอ ถึงได้หยิบเอามาเผื่อแบบนั้น
         “ถ้าฉันบอกว่าไม่ถูกใจผ้าห่มทั้งสามผืนที่เธอเอามา เธอจะทำยังไง”
         “ฉันไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ช่วยให้คุณอุ่นมากไปกว่าโยนคุณเข้ากองไฟแล้วล่ะค่ะ”ฉันเกือบหลุดขำ แต่ยังกลั้นไว้ได้ทัน
         “เธอเคยได้ยินมั้ยว่าการกอดกัน มันเป็นการให้ความอบอุ่นอย่างหนึ่ง”
         “คุณล้อฉันเล่นใช่มั้ยคะ” เลขาทำหน้าไม่เต็มใจตอนที่เดินเข้ามาใกล้ ๆ แต่ก็ยอมนอนอยู่บนโซฟาเดียวกันกับฉัน หลังจากที่ฉันตบมือลงบนโซฟาเป็นการเรียก และทำหน้าว่า ฉันพูดจริงเรื่องให้นอนตรงนี้ด้วยกัน
         “ขยับเข้ามาใกล้ ๆ หน่อย” ฉันแอบยิ้มอยู่หลังผมสั้นนุ่มตรงหน้า ใช้โทนเสียงนิ่งเพื่อสร้างบรรยากาศว่าฉันจริงจังเรื่องกอดให้ความอบอุ่น แม้จะอยากขำเต็มทีแล้ว ยามาโมโตะนอนหันหลังให้ แต่นอนอยู่ริมจนแทบจะตกโซฟา
         “คุณจะให้ฉันเข้าไปสิงคุณหรือไงคะ แค่นี้ก็ชิดจนแทบนอนไม่พอ โซฟาเขาให้นอนคนเดียว”
         “ฉันเป็นห่วงว่าเธอจะตกต่างหาก ฉันทำในฐานะที่เป็นเจ้านาย ขยับเข้ามา”
         สุดท้ายยามาโมโตะก็ยอมขยับเข้ามาจนตัวชิดติดกับฉัน
         “ยามาโมโตะ”
         “…”
         “ฉันเรียกเธอได้ยินมั้ย”
         “คิดซะว่าฉันหลับก็แล้วกันค่ะ”
         “หลับเหรอ ก็ได้”
         เพราะยามาโมโตะพูดเองว่าเธอหลับ ไม่สิเธอบอกให้ฉันคิดว่าเธอหลับ ฉันเลยกอดร่างอุ่นข้างตัวคนนี้ไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนจะกุมมือไว้ไม่ให้ลุกหนีไปไหนได้ในคืนนี้ แล้วซุกหน้าลงไปตรงคอของเธอ ก็ถ้าเธอหลับคงไม่ว่าอะไรอยู่แล้วคนหลับจะไปรู้อะไร ที่ฉันทำอยู่อาจดูไม่เหมาะสม ในความคิดของยามาโมโตะ อย่างที่เธอชอบพูดชอบโวยฉันบ่อย ๆ แต่ฉันไม่สนใจแล้ว บ้านนี้ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยสักหน่อย
         “เธอน่ารักดีนะยามาโมโตะ ฉันชอบ”
         “คุณชอบแบบไหน”
         “รู้กันสองคนนะ ชอบแบบที่มันไม่เหมาะสมเท่าไรน่ะ”
         “ฉันยังไม่ลืม เรื่องสำคัญที่คุณบอกว่าจะคุยด้วยนะ นี่คือเรื่องสำคัญเรื่องนั้นหรือเปล่า” ยามาโมโตะทวงเรื่องที่ฉันลืมไปแล้วว่าอ้างอะไรไว้ตอนที่มาหาเธอถึงบ้าน ไม่เป็นไรถ้ากับยามาโมโตะการสารภาพคงไม่ทำให้โดนเธอบ่นมากกว่าที่เป็นอยู่ตามปกติหรอก
         “ฉันจะพูดลอย ๆ เผื่อไปถึงคนที่กำลังหลับ เรื่องสำคัญอะไรนั่นน่ะ ไม่มีหรอกแค่อยากอยู่ด้วย อยากอยู่แบบนี้กับเธอ”
         “ฉันยังหลับอยู่ คุณอย่าลืมสิ จะมีใครได้ยินที่คุณพูดเมื่อกี้ล่ะคะ”

         โยนฉันเข้ากองไฟเหรอ เรื่องนั้นไม่ต้องทำหรอก แค่ได้สัมผัสและรับรู้ถึงแรงกระเพื่อมของการหายใจอย่างเป็นจังหวะตอนนี้ ฉันก็อุ่นพอแล้ว…

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (4) (SayaMilky)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s