[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (6) (SayaMilky)

Posted on Updated on

รูปภาพ ต้นฉบับ

         บทที่ 6
         “โทรศัพท์ค่ะ”
         ฉันงัวเงียยื่นมือไปคว้าโทรศัพท์เมื่อได้ยินเสียงบอกแบบนั้น ด้วยมือข้างที่พันผ้าก๊อซไว้อย่างลืมตัว นั่นเป็นสาเหตุให้วัตถุทรงเหลี่ยมหล่นลงมาเอาขอบกระแทกหน้าอย่างจัง จนต้องเสียเวลาควานหาอุปกรณ์สื่อสารของตัวเองบนที่นอนให้วุ่นวาย พลางนึกตำหนิเพื่อนอยู่ในใจ คนที่โทรมาเช้าแบบนี้จะมีใครซะอีก
         “ไง โทรมาแต่เช้ามีอะไรคะ”
         “มิลกี้แกนั่นแหละ อะไรกันน่ะ ฉันตกอกตกใจคิดว่าโทรผิด นี่ไปต่อไม่ถูกเลย” ฉันอาจงัวเงียมากไปจนไม่เข้าใจเรื่องที่พารุพยายามพูดเท่าไร แล้วเพื่อนจะโทรผิดไปไหนได้ เพราะฉันก็มีโทรศัพท์อยู่แค่เครื่องเดียว ฉันเลยบอกพารุไปว่าตอนนี้นอนอยู่ ในใจอยากรีบวางสาย ฉันไม่สนใจด้วยซ้ำว่ากี่โมง เพราะในหัวหนักอึ้งไปหมด ไม่รวมที่โดนโทรศัพท์หล่นใส่เมื่อกี้ จนกระทั่งโดนถาม
         “มิลกี้แกอยู่ไหน” เหมือนไฟดวงน้อยที่ดับมืดอยู่นาน ฉับพลันสว่างวาบขึ้นมาในหัว ที่รู้สึกง่วงก็หายไป แน่ ๆ หนึ่งเรื่องคือฉันไม่ได้อยู่ที่บ้านตัวเอง
         “อยู่บนที่นอน”
         “กับใคร”
         “ฉันจะไปอยู่กับใคร ก็ต้องคนเดียวน่ะสิ” แล้วทำไมพารุจะต้องถามว่าฉันอยู่กับใคร ถ้าสมมติว่าฉันนอนอยู่บ้าน ฉันไม่ได้โกหกฉันนอนอยู่ที่พื้นข้างเตียงคนเดียวสาบานได้ ถึงจะไม่ใช่บ้านฉัน ส่วนเลขาเจ้าของห้องนอนหลับสบายอยู่บนเตียงโดยลำพัง
         ตอนที่แอบชะโงกไปมองว่าไม่ได้กำลังรบกวนเธอในเช้านี้ แต่ถ้าจะพูดมันไม่ได้เสียหายอะไรนี่ ฉันเมาฉันเลยค้างที่บ้านยามาโมโตะเท่านั้นเอง ถ้าให้เวลาทั้งวันฉันคงมีเหตุผลเป็นร้อยมาอธิบายเพื่อนยกเว้นเรื่องเดียว ‘เรื่องจริง’
         แล้วทำไมฉันต้องทำเหมือนกำลังทำอะไรผิดล่ะ เรื่องนี้ไม่เห็นต้องกลัวพารุรู้เลย จะเว้นก็แต่เรื่องจูบนั่น ยังไม่ควรให้ใครรู้เป็นดีที่สุด ไม่ต้องรู้เลยก็ได้ มันค่อนข้างซับซ้อนที่จะอธิบาย น้ำเสียงปลายสายพยายามมากที่จะจับผิด ถ้าพลาดแค่ก้าวเดียว เรื่องยาวไม่ต้องนอนต่อกันพอดี
         “อ๋อเหรอ แล้วทำไมยามาโมโตะถึงมารับโทรศัพท์แก” ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมจึงต้องเจอกับคำถามนั้น ตัวฉันเองยังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร ยามาโมโตะถึงได้รับโทรศัพท์แทน เอาเถอะ บอกไปบางส่วนคงไม่เป็นไรหรอก จริงบ้างลวงบ้าง
         “เมื่อคืนฉันเมา ก็เลยมาค้างบ้านยามาโมโตะเขา”
         “เอางี้นะ เราพูดกันตรง ๆ ดีกว่ามิลกี้ ที่จริงฉันก็พอจะมองออกแหละว่าแกอะไรยังไงกับยามาโมโตะ เรื่องมันต้องมีรายละเอียดมากกว่านี้หรือเปล่า เป็นต้นว่าแกตั้งใจไปหาเขา เอ๊ะ…แต่แกคงไม่ทำอย่างนั้นหรอกเนอะ” พารุหัวเราะลั่นจนทะลุโทรศัพท์ออกมา เข้าใจว่าเพื่อนเดาอะไรหลาย ๆ อย่างออก
         “หัวเราะมีความสุขที่ได้แกล้งฉันนักหรือไง หัวเราะเข้าไป”
         “เขาเป็นเลขาแกนะ จะทำอะไรอย่าให้มันเอิกเกริก”
         “ฉันยังไม่ได้ทำอะไรเลย ดูแกเป็นห่วงยามาโมโตะจัง ยังไงแน่” พารุหัวเราะ เธอบอกว่ากลัวฉันหักอกยามาโมโตะ ฉันโวยเพื่อนว่าจะนอนต่อแล้ว โดยอ้างเรื่องที่เมาเมื่อคืน แถมตอนนี้ก็ยังง่วงสุด ๆ หลังจากพารุวางสายฉันก็นอนหายใจทิ้งอยู่เฉย ๆ สารภาพกันตามตรงว่าเรื่องง่วง ฉันโกหก ฉันตาสว่าง ต่อให้ปวดหัวมากแค่ไหนก็ตาม

         อะไร ๆ มันก็เกือบจะดีอยู่แล้วเชียว เพราะเมื่อคืนได้จัดการปัญหากับเลขาไปบางส่วน ได้พูดคุยกันถึงความรู้สึกจริง ๆ ที่ไม่ต้องมีสถานะอะไรมันปิดกั้นหัวใจของเราทั้งคู่
         “ซายากะ นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่หรือเปล่า”
         “คุณลองหยิกตัวเองดูสิคะ ฉันคิดว่าช่วยพิสูจน์เรื่องนั้นได้ อีกอย่างถ้าอยู่ที่ทำงานกรุณาเรียกฉันด้วยนามสกุลเหมือนเดิมนะคะ” ฉันพยักหน้าเข้าใจความต้องการนั้นและปีนขึ้นเตียงอย่างอารมณ์ดี ตามเจ้าของห้องที่กำลังจะไปนอนบ้าง
         “คุณ…ทำอะไรคะ” ฉันชะงักเมื่อกำลังจะทิ้งตัวนอน รู้ว่าคำถามนี้หมายถึงอะไรต่อให้ซายากะไม่ได้กำลังยิ้มเย้ยหยันกันอยู่อย่างออกนอกหน้า แต่ฉันเชื่อเต็มอกว่าในใจเป็นอย่างนั้นแน่นอน
         “ไม่ได้ล้อฉันเล่นใช่มั้ย” ซายากะพยักพเยิดไล่ฉัน เธอทำหน้าว่าช่วยไม่ได้ เรื่องนี้ฉันตกลงรับข้อเสนอแล้ว ถึงจะเสียดายแต่ตอนแรกก็ฉันนี่แหละ ยอมจะนอนที่พื้นเอง
         จะทำอะไรได้อีกนอกจากค่อย ๆ กลับลงไปจุดเดิมก่อนหน้าที่จะปีนขึ้นมาบนเตียงเขาอย่างยอมรับในความเขี้ยวของเลขา พลางปลอบใจตัวเอง การนอนพื้นก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอก คืนนั้นฉันต้องนับแกะไปไม่รู้จะกี่ตัวจนหลับในที่สุด
         จริงสิฉันเก็บเรื่องซายากะมาฝันด้วยแต่ในฝันดีกว่าเรื่องจริงจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะฉันได้นอนกอดกับเลขาสุดแสนชื่นมื่น จะว่าไปฉันต้องไม่ให้มันเป็นแค่ฝันก็ได้นี่ อันดับแรกก็คือปีนขึ้นเตียงที่อีกคนกำลังนอน นั่นคือแผนที่คิดได้อย่างฉุกละหุก
         ซายากะนอนไม่รู้เรื่องอะไรอยู่ใต้ผ้าห่ม หลังแอบมองใบหน้านั้น ฉันก็สอดตัวเข้าไปนอนข้าง ๆ พร้อมกับยึดแผ่นหลังของซายากะเป็นของตัวเอง
         “ถึงฉันจะหลับก็ไม่ได้หมายความว่าให้คุณแอบมานอนกอดกันแบบนี้นะคะ” ซายากะพยายามเอนขยับหนี ยิ่งรู้ว่าไม่ได้หลับฉันเลยแกล้งด้วยการเอาตัวไปทับเธอเล่น พอชะโงกหน้าไปดู ซายากะก็กำลังซุกหน้าลงไปกับหมอนเพื่อหลบฉัน
         “กอดนิดกอดหน่อยทำเป็นหวงตัว เมื่อคืนฉันโดนจูบนะ ฉันยังไม่ว่าอะไรซายากะเลยสักคำ” ซายากะเลิกซุกกับหมอนไปแล้วเมื่อฉันตามเอาจมูกไปซุกหน้าเธอบ้าง
         “คุณก็จูบด้วยไม่ใช่หรือไง เล่นโยนความผิดมาแบบนี้ จะหาเรื่องอะไรฉันอีกล่ะ” ซายากะเถียงไม่เต็มเสียงทั้งยังอู้อี้เวลาที่เธอพูด
         “ฉันว่าคนที่สร้างเรื่องใหญ่ตอนนี้คือซายากะนะ มีหวังโดนพารุถามแน่ถ้าเจอกันคราวหน้า”
         “ฉันนึกว่าโทรศัพท์ตัวเอง ก็มันดังอยู่บนหัว คุณก็นอนไม่ตื่น…สักที”
         “ดังบนหัวเหรอ เมื่อคืนฉันว่าฉันวางโทรศัพท์ไว้ไม่ห่างตัวนะ แล้วซายากะนอนตรงไหน” ซายากะไม่ยอมตอบว่าเมื่อคืนเธอนอนที่ไหน แต่นั่นทำให้ฉันรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ฉันจะไม่ลืมความหฤหรรษ์เช้านี้แน่ ไม่ค่อยบ่อยนักที่ซายากะเป็นฝ่ายหมดหนทางโต้แย้ง การที่เธอเงียบไปมันทำให้ฉันคิดมากว่าเธออาจจะไม่ได้นอนอยู่บนเตียงก็ได้ และฝันเมื่อคืนก็ไม่ได้เป็นแค่ฝันให้ฉันจินตนาการไปฝ่ายเดียว
         “ฉันกลับก่อนนะ”
         จริง ๆ อยากอยู่กวนเจ้าของห้องต่อ อยากขลุกอยู่กับเธอทั้งวันนั่นแหละ แต่อย่างว่า ตัวเองดันมาสร้างเรื่องเอาไว้มาก ฉันควรกลับไปหมกตัวอยู่กับบ้านบ้าง เพื่อให้เลขาได้พักน่าจะดีกว่า มาอยู่สร้างความลำบากแก่เธอในวันหยุด
         ก่อนกลับฉันขยี้ผมเธอด้วยความเอ็นดูปนหมั่นไส้ ฉันไม่รู้หรอกว่าทำไมซายากะถึงไม่ค่อยเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองมากขนาดนั้น เธอยังชอบเก็บความรู้สึกเอาไว้กับตัวเอง ฉันก็อยากจะเข้าใจเธอให้มากกว่านี้ อยากจะเป็นคนที่เธอเปิดใจให้มากกว่านี้
         ได้แต่หวังว่าวันนั้นจะมาถึง วันที่เธอกล้าแสดงความรู้สึกออกมาเอง
         โดยไม่ต้องรอให้ฉันบอก…

         สิ่งที่ฉันวาดฝัน พร้อมตั้งเป้าหมายไว้อย่างลับ ๆ ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ต้องการเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงเราทั้งคู่จะยกระดับความสัมพันธ์ที่เข้าใจกันสองคนว่าเป็นมากกว่าแค่เจ้านายกับเลขา และซายากะก็คอยดูแลฉันเธอทำตัวปกติ ทั้งในเรื่องงาน เวลาเราอยู่ด้วยกัน โวยวายเวลาที่ฉันโดดไปกินอะไรต่อมิอะไรเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำ เรื่องเหล่านี้มันช่างเป็นอะไรที่ปกติเหลือเกิน ปกติเกินไป อาทิตย์กว่า ๆ ที่ฉันเฝ้าสังเกตเธอมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ
         ลึก ๆ ฉันคิดว่าเธอมีระยะห่างกับฉันอยู่ ไม่รู้สิ ไม่ว่ามันจะคืออะไร ไม่ว่าจะเพราะเหตุผลมากมายอะไรก็ตามที่ซายากะอาจกำลังคิดอยู่คนเดียว ฉันไม่ได้ไปเข้าใจกับเธอด้วย หรือการที่ฉันไม่พยายามเข้าใจคนอื่นมันคือสาเหตุที่ทำให้ความรักของฉันผิดหวังทุกครั้ง
         เพราะแบบนั้นใช่หรือเปล่า แต่กับคนอื่นฉันไม่ค่อยรู้สึกแบบที่กำลังเกิดกับซายากะ ฉันอยากใกล้ชิดมากจนเกินที่ควรจะเป็นหรือเปล่า นี่มันทำให้ฉันยิ่งรู้สึกเหงาอยู่ข้างใน ทั้ง ๆ ที่ซายากะเองก็มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับฉันแล้ว เรื่องนี้ทุกฝ่ายควรมีความสุข
         หรือฉันคาดหวังกับความสัมพันธ์ของเราทั้งคู่มากเกินไป จนทำให้ฉันเป็นกังวลอยู่คนเดียว
         ซายากะอึดอัดหรือเปล่ากับเรื่องนี้…
         การที่ฉันวุ่นวายกับเธอ มันถูกต้องแล้วใช่มั้ย
         แล้วมันจะผิดอะไรล่ะ ที่ทำไปทุกอย่างเพราะฉันอยากใกล้ชิดกับซายากะ
         ฉันไม่สามารถเข้าไปใกล้กับเธอได้มากกว่านี้อย่างนั้นเหรอ…

         “เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ฉันเห็นคุณทำหน้านิ่งตลอดการประชุม อย่าบอกนะว่าคุณคิดจะโดดไปกินอะไรอีกน่ะ” ซายากะเดินตามมาห่าง ๆ แอบตำหนิ ก่อนที่ฉันจะบอกด้วยซ้ำว่าสาเหตุคืออะไร ถ้าฉันบอกว่าสาเหตุคือตัวเธอเอง ซายากะก็คงไม่พูดอะไรต่ออย่างแน่นอน นี่ในที่ทำงาน เลขาของฉันเห็นเรื่องงานเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าในแง่เจ้านายที่มองลูกน้อง เธอเป็นลูกน้องที่ดีมาก แต่ถ้าในแง่อื่น ในความสัมพันธ์แบบอื่น ฉันจะมองว่าเธอบ้างานเกินไป คิดแบบนี้แล้ว นี่อาจเป็นมุมมองของคนที่ฉันเคยคบหาด้วยหรือเปล่า ฉันคนที่เอาแต่บ้างานจนลืมเห็นค่าความสำคัญของคนข้างกาย
         แต่ก็นั่นแหละแค่คิดภาพว่าฉันบอกเธอแบบนี้ ซายากะคงโวยฉัน และคงจะบอกว่าฉันเป็นถึงประธานบริษัท ให้ตั้งใจทำงานแทนที่จะเอาเวลาไปคิดเรื่องอะไรจุกจิก
         “คิดถึง” ซายากะหน้ากระตุกไปเมื่อโดนหยอกเอินไม่ทันตั้งตัว เธอคงเหวอที่ฉันแกล้ง แต่เลขาปรับอารมณ์ได้เก่งมากในสถานการณ์แบบนี้
         “ถ้าท่านประธานยังแกล้งฉันไม่เลิกแบบนี้ ฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะคะ”
         แค่เห็นหน้าก็เหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่มาทำให้ความคิดวุ่นวายในหัวนั้นเร่งปฏิกิริยาอีก แต่ซายากะก็น่ารักเหลือเกินเวลาถามไถ่ให้ความรู้สึกแอบห่วงกันแบบนั้น เป็นสีหน้าที่ทำให้หายเหนื่อย แต่เธอชอบทำเป็นไม่ใส่ใจ มันน่าหมั่นไส้ตรงนี้แค่นั้นเอง ห่วงก็บอกว่าห่วงสิ ไม่เห็นยากเลย
         “คุณยามาโมโตะ อาทิตย์หน้าฉันไม่อยู่ทั้งอาทิตย์นะคะ ฝากคุณจัดการเรื่องนัดหมายของฉันให้หน่อย แจ้งเขาว่าฉันจะเข้าไปขอโทษด้วยตัวเองทีหลังที่ผิดนัดแบบนี้”
         “ฉันไม่เห็นทราบตารางงานนี้ของคุณเลย”
         “พอดีเป็นงานด่วนเข้ามา ทางฉันเองก็เพิ่งทราบ เลยไม่ได้แจ้งยามาโมโตะก่อนหน้านี้ ยังไงก็ฝากบริษัทไว้หนึ่งอาทิตย์นะ”
         “ฉันไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบนี้ได้หรอกค่ะ แต่ถ้ามีอะไรด่วนฉันจะประสานงานให้คุณก็แล้วกันค่ะ ไม่ต้องเป็นห่วง”
         “ก็เป็นห่วงอยู่ดี” ฉันชะงักเกือบจะเอื้อมมือไปแตะแขนอีกฝ่าย แล้วฉุกคิดว่าซายากะคงไม่ชอบให้ทำแบบนี้ในที่ทำงาน จึงเหลือเพียงแค่ยิ้มให้แล้วเดินแยกออกมาก่อน
         ซายากะอาจจะสบายใจขึ้นก็ได้ และฉันหวังว่าเธอจะผ่อนคลายกับเรื่องของเรามากกว่านี้
         ถึงแม้ว่าฉันจะเป็นคนที่อึดอัดเองก็ตาม แต่ฉันจะเรียนรู้เพื่อเข้าใจความรู้สึกของคนอื่นให้มากกว่าเอาแต่ใจตัวเอง

         แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ฉันก็อัดอั้นตันใจ กลาย ๆ ว่าหมดความอดทน จนต้องนัดพารุมาหาข้าวกินกัน ฉันอยากคุยกับเพื่อน อยากรู้ว่าในมุมมองของคนอื่น สิ่งที่ฉันทำอยู่มันไม่ได้ผิดปกติใช่มั้ย แล้วฉันควรต้องทำยังไง แน่นอนว่าฉันพร้อมให้เธอซักได้ทุกคำถาม
         “จะกินอย่างเดียวใช่มั้ยมิลกี้ ไหนว่ามีเรื่องจะคุย” ฉันถอนหายใจก่อนจะวางอุปกรณ์การกินลงและยกเบียร์ขึ้นดื่ม เป็นการสร้างขวัญกำลังใจ
         “พารุ แกเคยอยากอยู่ใกล้ใครสักคนทุกเวลามั้ย ฉันรู้ว่ามันงี่เง่านะ แต่แกเคยรู้สึกอะไรแบบนี้บ้างมั้ย” ฉันต้องหักห้ามใจไม่คิดว่าเป็นสุขแค่ไหนตอนที่ได้กอด ตอนที่ได้อยู่ใกล้ ๆ กับซายากะ
         “สำหรับฉัน ฉันไม่ได้อยากตัวติดกับเขาทุกเวลา ฉันค่อนข้างมีโลกส่วนตัว แล้วไหนจะงานฉันอีก ฉันก็ไม่ค่อยจะว่างเหมือนแกที่งานล้นห้องอยู่ทุกวันนี้ แต่จุดสำคัญคือเวลาฉันต้องการเขา เขาก็อยู่ข้าง ๆ ฉันตลอด เขาเป็นที่ปรึกษาให้ฉันได้ ว่าแต่…แกมีปัญหาอะไรกับยามาโมโตะเหรอ” ฉันส่ายหัวยิ้ม ๆ แน่นอนเราไม่ได้มีปัญหากัน ไม่ได้ทะเลาะกัน ฉันอดคิดไม่ได้อีกแล้วว่าอาจเป็นฉันที่สร้างปัญหาขึ้นมาเสียเอง
         “แกแอบไปมีแฟนจริง ๆ ด้วย พารุ” พารุรีบปัดมือฉันขำ ๆ ตอนที่พยายามซักไซ้เธอ อยากรู้เหมือนกันว่าคนแบบไหนที่รับมือกับพารุได้อยู่หมัดแบบนี้ ฉันสังเกตเห็นว่าพารุพูดถึงแฟนคนนี้ทีไร เธอจะมีความสุขมาก เหมือนที่ฉันรู้สึกกับซายากะ
         “ตอนนี้เขาคือแฟนฉัน แต่แกเถอะ ตอนนี้เป็นอะไรกับยามาโมโตะ” ฉันคงหน้าเจื่อนไปหน่อยจนพารุต้องแกล้งแซวเรื่องอื่น ขอบใจที่ยังอุตส่าห์สังเกตเห็น
         “ฉันก็อยากรู้ ว่าตอนนี้ฉันกับยามาโมโตะเป็นอะไรกัน”
         “แล้วแกบอกยามาโมโตะเขายังไง ใครเป็นคนขอคบกันก่อนหรือว่า” ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าฉันเองก็ยังไม่เคยบอกขอคบอย่างเป็นทางการ มิหนำซ้ำยังไปบังคับเขาให้มานอนกอดกันอีกต่างหาก
         “คือฉันก็บอกชอบ บางครั้งก็ไปกวนเขาบ้าง แต่ขอคบนี่ ฉันยังไม่เคยเลย” ท้ายประโยคเกือบหายลงไปในลำคอ มันคงดูเหมือนการเล่นสนุกมากกว่าจริงจัง
         “แล้วอย่างอื่นล่ะ”
         “แกหมายถึงอะไร พารุ” ฉันตีหน้าซื่อ แต่คิดว่ารู้
         “จับเนื้อต้องตัวกันบ้างหรือเปล่า” พารุยิ้ม แต่เธอก็ใช้คำถามที่เบากว่าคำที่ฉันนึกไว้
         “ทำไมต้องจับเนื้อต้องตัว แกอยากจะบอกอะไรฉัน”
         “ดูยามาโมโตะเขาไม่ค่อยแสดงออก ฉันคิดว่าแกควรรุกหนัก ๆ เขาอาจจะยอมคายความรู้สึกออกมา” ฉันพยายามไม่คิดมากกับท่าทีมีเลศนัยของเพื่อน เธอยิ้มและจ้องจนฉันเริ่มรู้สึกเคอะเขิน
         “ต้องถึงขั้นนั้นเลยเหรอ ฉันไม่คิดว่าแกเป็นคนแบบนี้นะพารุ” ฉันเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องธรรมชาติกับความสัมพันธ์ในเรื่องนั้น แต่ทำไมฉันต้องเขินด้วย
         “แกคิดไปถึงไหน ไม่ต้องมาทำเป็นเขิน อะไรของแกมิลกี้ แกเป็นไรมากหรือเปล่า” กว่าจะรู้ตัวว่าโดนเพื่อนแกล้งก็เสียท่าแสดงอาการไม่สมควรไปชุดใหญ่
         “ขอบใจนะ ที่ให้คำแนะนำ”
         “ฉันว่าแกน่ะ หลงยามาโมโตะมากเลยนะ ฉันก็เพิ่งเคยเห็นแกเป็นแบบนี้ ตลกดี”
         “อย่ามาซ้ำเติมจะได้มั้ย”

         ใช่สิผู้หญิงวัยใกล้สามสิบคนหนึ่งที่ดันหลงเลขาของตัวเองหัวปักหัวปำ ซายากะเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ เป็นคนใจดี แต่ไม่ชอบแสดงออกว่าเป็นคนใจดี ชอบทำมาดเข้มเก๊กขรึม เพื่อให้สามารถรับมือกับคนที่อายุมากกว่าได้ ต้องพยายามขนาดไหนกันนะ สำหรับทุก ๆ เรื่องที่ฉันสร้างปัญหาให้

         ฉันคิดว่าหลายคนอาจรู้สึกดีเมื่อเจ้านายไม่อยู่ บางคนทำงานง่ายขึ้นไม่ต้องเครียดที่มีเจ้านายนั่งกดดัน บางคนอาจหัวปั่นเพราะไม่มีคนเซ็นเอกสารให้ สำหรับฉันตอนนี้มันต่างไป มันไม่ใช่แค่เรื่องงานอย่างที่ฉันควรรู้สึก การที่เจ้านายไม่อยู่ ทำให้รู้สึกว่าขาดอะไรบางอย่างไป อาจจะเพราะฉันโดนเจ้านายแกล้งด้วยบ่อย ๆ ถึงได้เป็นแบบนี้ คิดถึงเวลาที่เห็นประธานบริษัทจงใจแกล้งกันอย่างเปิดเผย
         เจ้านายแจ้งกับฉันระหว่างที่ถามเธอ เพราะฉันกังวลว่าเธออาจจะไม่สบาย เห็นเธอทำหน้านิ่วคิ้วขมวดตลอดในห้องประชุม เธอจะไม่อยู่หนึ่งอาทิตย์ ฉันจัดแจงแจ้งเรื่องที่คุณวาตานาเบะสั่งไว้แก่ทุกคนที่มีนัดกับเธอในช่วงที่ไปงานด่วน ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี
         ฉันโทรรายงานกับเธอในค่ำวันหนึ่ง คุณวาตานาเบะรับสายด้วยความแปลกใจ น้ำเสียงที่ดูเหนื่อยล้าของเธอทำให้ฉันถามเผื่อว่าเธอจะมีปัญหาอะไร แต่เธอก็บอกแค่ว่าสบายดีก่อนจะวางสายไป
         ในอาทิตย์ต่อต่อมาคุณวาตานาเบะก็ให้คนที่บ้านโทรมาแจ้งว่าขอลาป่วยเพราะเธอรู้สึกไม่สบาย ถ้าหากว่ามีเอกสารด่วนให้ฉันโทรไปหาคนขับรถ เขาจะมารับเอกสารไป อย่างน้อยฉันเชื่อว่าเธอคงป่วยจริง เพราะถ้าไม่ป่านนี้คงเงียบหายไปในกลีบเมฆ และฉันจะเจอเธอที่ร้านอาหารสักร้านแถวนี้
         ฉันโทรไปหาคุณวาตานาเบะสองครั้งในช่วงที่เธอลา แต่เธอไม่รับสาย ยังคิดว่าจะเอาเรื่องเอกสารเป็นข้ออ้างไปดูอาการเธอที่บ้าน แต่เจ้ากรรมก็ดันไม่มีเอกสารอะไรที่จำเป็นต้องมีลายเซ็นของประธานสักอย่าง ฉันจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากมาทำงานอย่างว้าวุ่น บางทีก็หันไปบ่นกับเป็ดตัวเหลืองในห้องนอน นี่มันนานเกินไปหรือเปล่าที่ฉันไม่เห็นหน้าเธอ
         ตอนที่คุณวาตานาเบะชอบเข้ามาแกล้ง ฉันมักจะโน่นนี่นั่นห้ามทำที่ทำงาน และอีกมากมายล้านแปดกับเธอ ฉันรู้สึกแปลก ๆ กับการแสดงออกของตัวเอง แต่วันนี้เพิ่งเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วฉันอยากให้เธอแกล้งขนาดไหน ก็ตอนที่เธอไม่อยู่ให้ฉันบ่นนี่เอง
         ฉันเหงาได้มากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไร…

         ฉันดีใจมากที่อีกวันต่อมาคุณวาตานาเบะมาทำงาน แต่ความดีใจนั้นหายไปในพริบตาเมื่อเธอสั่งฉันเสียงเข้ม ห้ามทุกคนเข้าไปรบกวน เธอเดินผ่านไปห้องตัวเองสีหน้าเคร่งเครียดขณะคุยโทรศัพท์ โดยไม่มองฉันเลยแม้แต่นิดเดียว ฉันไม่มีสมาธิตลอดเช้านั้น ในใจยังคิดอยู่ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับเจ้านายหรือเปล่า หรือมีอะไรที่ฉันจะพอช่วยได้บ้าง แต่แล้วมันก็วนกลับมาที่ เลขาอย่างฉันจะช่วยอะไรได้ ช่วงก่อนเที่ยงเธอก็ออกไปจากบริษัทพร้อมเอกสารปึกหนึ่ง โดยไม่สั่งอะไรฉันไว้
         “ฉันเลขาของคุณวาตานาเบะนะคะ ท่านประธานลืมเอกสารไว้ไม่ทราบว่าฉันจะไปส่งให้ที่บ้านได้หรือเปล่าคะ เป็นเอกสารด่วน”
         “เดี๋ยวผมไปรับให้ก็ได้ครับ เพิ่งมาถึงบ้านเดี๋ยววนรถออกไปน่าจะสักพักน่ะครับ”
         “ฉันเห็นคุณวาตานาเบะค่อนข้างเครียด อยากให้เอกสารถึงมือเธอเร็ว ๆ รบกวนช่วยบอกเส้นทางจะได้มั้ยคะ”
         ไม่มีเอกสารอะไรสำคัญขนาดนั้นหรอก ฉันแค่อยากไปลองเสี่ยงกับคุณวาตานาเบะก็เท่านั้น ถ้าหากว่าฉันจะสามารถช่วยอะไรเธอได้ อย่างน้อยก็แสดงออกว่าฉันเป็นห่วง ฉันอาจจะเป็นคนนอก แต่การห่วงใยซึ่งกันและกันน่าจะส่งไปถึงให้เธอเข้าใจ
         ระหว่างที่นั่งรถ ฉันจินตนาการว่าคุณวาตานาเบะคงอยู่บ้านหลังใหญ่ เพราะเห็นเธอมีคนขับรถแบบนี้ แต่พอมายืนอยู่หน้าบ้านของเธอแล้ว ทุกอย่างก็ตรงข้าม เธออาศัยอยู่บ้านชั้นเดียวขนาดเล็กจากข้อจำกัดของพื้นที่แถวนี้และยังอยู่หัวมุมถนนที่ลาดเอียง ที่หน้าบ้านเป็นที่จอดรถแต่ไม่มีรถอยู่ตรงตามที่คนขับรถบอก หลังคาบ้านทำแบบลาดเอียงตามสภาพพื้นที่ ตัวบ้านประกอบไปด้วยไม้สีเทาเข้ม อีกฝั่งเป็นกระจกซึ่งมีระเบียงเล็ก ๆ มีต้นไม้ปลูกอยู่นิดหน่อย เธอคงอยากให้มีสีเขียวอยู่บริเวณบ้านบ้าง
         ฉันเดินเข้าไปกดกริ่ง และสักพักประตูไม้สีเทาก็เปิดออก
         “คนขับรถหน้าเปลี่ยนไปนะวันนี้ เชิญค่ะ” อย่างน้อยเธอคงอารมณ์ดีขึ้นแล้วจากท่าทางเมื่อกี้ ฉันแอบสังเกตว่าคุณวาตานาเบะสวมเสื้อแขนยาวสีน้ำเงินเข้ม กับกางเกงขาสั้นเข้ารูป วางใจที่เธอคงไม่ได้คิดจะวางแผนไปกินเนื้อย่างหรืออาหารนอกบ้าน
         ฉันเดินตามเธอเข้ามาที่ทางเดินของบ้าน พื้นตกแต่งด้วยไม้สีน้ำตาลเข้ม หลังคาลาดเอียงภายในสีเดียวกับพื้น ตัดกำแพงสีขาวให้บรรยากาศเย็นสบาย เดินมาเจอห้องกินอาหาร ฉันมองไปรอบ ๆ อย่างตื่นตาเพราะบ้านของเจ้านายน่าอยู่มาก คุณวาตานาเบะเดินนำไปยังห้องนั่งเล่น ที่สุดห้องมีกระจกบานเลื่อนบานใหญ่เปิดไว้ ถ้าเดินออกไปด้านนอกของห้องนี้ก็คือส่วนที่มีระเบียงให้นั่งเล่นเมื่อมองจากข้างนอกนั่นเอง
         “มีอะไรหรือเปล่า ซายากะถึงมาหาฉันที่บ้าน” ดีใจแปลก ๆ ที่ได้ยินเธอเรียกด้วยชื่อ ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามกับเธอที่โต๊ะ สีเดียวกับพื้นห้องซึ่งอยู่ชิดกำแพง
         “คือฉัน ที่มาก็เพราะ…เอ๊ะตาคุณ” ฉันเกือบจะสารภาพไปแล้วว่ามาเพราะเป็นห่วงแต่ดันไปเห็นว่าตาของคุณวาตานาเบะแดงก่ำจนน่ากลัวเข้าเสียก่อน
         “ตาแดงน่ะ ก็เลยโดดงาน กลัวจะไปติดคนอื่นเข้า”
         “ไม่เห็นคุณบอกฉันสักคำ”
         “โกรธเหรอ ขอโทษนะฉันแค่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อยน่ะ ไม่อยากให้เธอต้องวุ่นวายเพราะฉัน”
         “นี่มันไม่เล็กน้อยแล้วมั้งคะ” ฉันมองถุงยาที่วางอยู่เต็มโต๊ะ ซึ่งตอนแรกสงสัยว่าคือถุงอะไร
         “ตอนนี้ค่อยยังชั่วแล้ว อาทิตย์หน้าฉันไปทำงานแน่นอน อย่าโมโหเลยนะ นาน ๆ ฉันจะใช้สิทธิ์ลาป่วย ทีนี้เรามาต่อกันที่เรื่องธุระวันนี้ดีกว่า”
         “ฉันนึกว่าคุณแอบไปกินเนื้อย่าง ก็เลยมาดู” ฉันตัดสินใจโกหกออกไปในวินาทีสุดท้าย แทนที่จะบอกเธอว่ามาเพราะเรื่องอะไร
         “สภาพฉันแบบนี้จะแอบไปกินอะไรได้ ปวดตาจะแย่อยู่แล้ว”
         “อ๊ะ ขอโทษค่ะที่มารบกวน”
         “ไม่เป็นไรหรอก คือฉันกำลังจะหยอดตาอยู่พอดี ช่วยหน่อยได้มั้ย ไหน ๆ ซายากะก็มาแล้ว” ฉันคิดว่าเธอน่าจะกำลังเตรียมตัวนอนด้วยซ้ำ เพราะเห็นที่นอนเล็ก ๆ สีขาวปูไวตรงพื้นพร้อมหมอนที่วางอยู่กลางห้องนั่งเล่น
         ฉันหยิบที่หยอดตาตามที่คุณวาตานาเบะบอก หลังจากไปล้างมือ และเข้าไปนั่งคุกเข่าข้าง ๆ เธอเพื่อจะให้สูงกว่าและพอจะหยอดตาให้เธอได้ถนัดมือ เจ้าของบ้านนั่งรออยู่กลางห้อง ฉันมือสั่นตอนที่จับใบหน้าเพื่อพยายามจะหยอดยาให้เธอ
         “เดี๋ยวสิ แบบนี้ฉันหยอดตาเองจะดีกว่าหรือเปล่า ทำไมต้องเกร็งขนาดนั้นล่ะซายากะ”
         “ก็คุณมองฉันซะขนาดนั้น ใครจะไม่เกร็ง”
         “แล้วซายากะจะให้ฉันมองไปทางไหนล่ะ ก็มันต้องหยอดตา” คุณวาตานาเบะหัวเราะอยู่ในลำคอ อาจจะเพราะไม่อยากให้ตัวต้องสั่นมากและฉันก็เริ่มหยอดตาให้เธอใหม่โดยพยายามทำตัวสบาย ๆ แต่มันไม่สามารถทำแบบนั้นได้โดยง่าย เพราะคนตรงหน้าตั้งใจมองฉันหนักกว่าเก่า ทั้งยังจับมือฉันที่จับหน้าเธอเอาไว้อีก ท่าทางจงใจแกล้ง ฉันกลั้นใจค่อย ๆ หยดยาลงไปสองสามหยดจนได้ในที่สุด
         “จริง ๆ แล้วซายากะมาที่บ้านฉันเพราะอะไรกันแน่”
         “ทีคุณไปบ้านฉันคุณยังไม่มีเหตุผลอะไรสำคัญสักอย่าง ฉันไม่เห็นจำเป็นต้องตอบคำถามนี้”
         “เดี๋ยวนี้กล้าต่อปากต่อคำแล้วเหรอ”
         “เพราะคุณนั่นแหละ คุณวาตานาเบะ คุณทำให้ฉันหงุดหงิด”
         “แค่พูดว่าฉันคิดถึงคุณ ไม่เห็นจะยากเลย” ฉันปล่อยขวดยาหยอดตาเมื่อคุณวาตานาเบะค่อย ๆ ดึงเอาขวดขนาดเล็กนั่นมันไปวางไว้ที่พื้น พร้อมกับดึงตัวฉันลงไปนอนบนที่นอนแทนตัวเอง
         “คุณจะทำอะไรคะ” ฉันพยายามดันไหล่คนที่คร่อมตัวฉันไว้ ถึงจะรู้สึกว่าลึก ๆ ไม่ได้อยากปฏิเสธมากนักเท่ากับท่าทีที่แสดงออก คุณวาตานาเบะไม่ได้สนใจที่จะตอบคำถามเลยสักนิดแถมยังพุ่งความสนใจทั้งหมดมายังริมฝีปากของฉัน ฉับพลันก็รู้สึกหมดแรงจะดันอีกคนไว้เหมือนในตอนแรก
         “คุณหมอเตือนฉันไว้ว่าให้ระวังเรื่องการแพร่เชื่อใส่คนอื่น แต่ถ้าจะปล่อยให้ซายากะมาเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในบ้านโดยไม่ทำอะไร เสียดายแย่”
         “โดยไม่ทำอะไร คุณหมายถึงเรื่องประเภทไหนคะ”
         “เรื่องนั้นเราก็รู้ ๆ กันอยู่ว่ามันหมายถึงอะไร” ฉันพยายามไม่หลุดยิ้ม ตอนที่สบตาแดง ๆ เธอจัดแจงยกมือฉันไปคล้องคอไว้ นั่นฉันเองก็เต็มใจให้เธอทำ สายตาน่ามองนั่นของเธอที่ฉันคิดถึงมันเหลือเกิน ถึงมันจะแดงชวนให้หวาดเสียวด้วยเส้นเลือดที่ปรากฏเด่นชัดขึ้นมาก็ตามที
         “คุณต้องรับผิดชอบ ถ้าฉันตาแดง”
         “ก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้วมั้ย ฉันเต็มใจอยากรับผิดชอบซายากะตั้งนานแล้ว แต่ไม่สบโอกาสสักที” ฉันหัวเราะลั่นตอนที่รู้สึกว่ามือของคุณวาตานาเบะกำลังเคลื่อนไหวภายใต้เสื้อ พร้อมกับที่เธอก้มมาจูบกันอีกรอบ
         “แต่ฉันไม่คิดว่าเราควรทำแบบนี้…” ฉันเบี่ยงหน้าหนีด้วยหัวใจเต้นตึกตัก พยายามอธิบาย อยากบอกให้เจ้าของบ้านรู้ว่า ห้องนั่งเล่นมันไม่ใช่ห้องปิด
         “ก็ได้ถ้าอย่างนั้น ฉันนอนพักก่อนนะ” ฉันอยากกระโดดกัดหูผู้หญิงที่เพิ่งจุมพิตเบา ๆ ตรงแก้มข้างหนึ่ง คุณวาตานาเบะทิ้งตัวลงไปนอนข้าง ๆ อย่างอารมณ์ดี
         ฉันหัวเสียเล็กน้อย เพราะรู้ดีว่าใจอยากทำอะไรที่มากกว่านั้น ที่ฉันบอกว่าไม่ควร ฉันหมายถึงว่ามันไม่ควรในสถานที่เปิด ที่คนอื่นอาจมองเห็น ไม่สิฉันไม่ควรหัวเสียกับเรื่องที่ผู้หญิงคนนี้ทำ บางทีเธออาจจะกำลังยั่วฉันอยู่ก็ได้ ให้ตายเถอะซายากะ เธอไม่ควรมาคิดเรื่องอะไรแบบนี้
         ฉันนอนนิ่งอย่างไม่สะดวกนักบนหมอนใบเดียวกับคุณวาตานาเบะที่ตะแคงหันหลังมา พลางปล่อยให้เสียงของทีวีดังไปเรื่อย ๆ พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจขยับเข้าไปใกล้อีกคนช้า ๆ เพื่อให้นอนได้ถนัดกว่าเดิม ทันทีที่ตวัดวงแขนโอบรัดคุณวาตานาเบะ เธอก็ขยับพลิกเข้ามากอดกัน
         “คืนนั้นที่บ้านซายากะก็ทำแบบนี้ใช่มั้ย” คุณวาตานาเบะคงจะหมายถึงคืนที่เกิดเรื่องวิวาทในร้านนั่น แล้วก็เรื่องหลังจากนั้นนิดหน่อย ก่อนที่ฉันจะเผลอไปรับโทรศัพท์ของเธอเข้าเพราะลืมตัว เสียงเรียกเข้าของอุปกรณ์สื่อสารของเราสองคนดันบังเอิญเหมือนกันพอดี
         คืนนั้นฉันลงไปนอนกับเธอบนพื้นหลังจากรอให้เธอหลับไปแล้ว บ้าแท้ ๆ ฉันรู้ว่าฉันแสดงออกไม่เก่ง ในเรื่องความรู้สึกเท่าไร ยิ่งมาคิดถึงเรื่องวันนั้น ถ้าแค่ฉันยอมให้คุณวาตานาเบะขึ้นมานอนด้วยกันก็จบแล้ว แต่ก็ยังรั้นจะแกล้งเธอให้นอนที่พื้น ซึ่งสุดท้ายฉันก็อยากอยู่ใกล้ชิดกับเธอเสียเอง
         “ก็คงจะอย่างนั้นละมั้งคะ เห็นคุณนอนตัวงอแล้วอดสงสารไม่ได้” นี่เป็นเรื่องที่ฉันทึกทักเอาเองแก้หน้าไปก่อน ไม่อยากจะเขินมากไปกว่านี้ถ้าให้คุณวาตานาเบะรู้ข้อเท็จจริง
         “ใจดีจังนะ จริง ๆ แค่ห่มผ้าก็พอแล้วนี่”
         “คุณไม่ค่อยชอบผ้าห่มบ้านฉันไม่ใช่เหรอ ก่อนหน้านั้นยังโวยวายอยู่เลย ฉันก็เลยทำไปแบบนั้นเท่านั้นเอง อย่าเพิ่งเข้าใจผิด” ไม่เคยคิดมาก่อนเหมือนกันว่าฉันจะสามารถเอาหลาย ๆ เรื่องที่คุณวาตานาเบะเคยทำไว้มาอ้างผสมรวมกันได้อย่างกลมกลืน
         “ถูกของเธอซายากะ ฉันเกือบลืมไปเลยว่าตอนนี้ก็ยังไม่มีผ้าห่ม อย่าคิดว่าซายากะกอดฉัน ฉันจะชอบนะ ไปเอาผ้าห่มมาให้หน่อยสิ” ฉันรู้สึกหมั่นไส้น้ำเสียงของเธอมากแต่ก็ยอมคลายอ้อมแขนออก ก่อนจะเดินไปห้องที่เจ้าของบ้านบอก
         ฉันกำลังคิดว่าคงเดินมาผิดห้อง เมื่อเปิดประตูแล้วเห็นเตียงที่อีกฝั่งของห้อง ส่วนอีกด้านเป็นทางเดินเข้าไปยังโซนที่เป็นห้องเสื้อผ้า จนกระทั่งโดนเจ้าของห้องตามเข้ามาโอบกอดพร้อมกับซุกไซ้ที่ช่วงคอจนฉันสะท้าน
         ฉันโดนบางคนหลอกให้มายังห้องปิด มิดชิดจากสายตาคนอื่นอย่างที่ต้องการ
         “สงสัยยาออกฤทธิ์ ฉันรู้สึกหน้ามืดยังไงก็ไม่รู้สิ”
         “ฉันว่าไม่ใช่แล้วค่ะนั่นน่ะ ยาหยอดตาไม่เกี่ยวเลยสักนิด” ฉันเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร ที่ยอมให้อีกคนดันมานอนบนเตียงโดยไม่พยายามขัดขืนแม้แต่น้อย คุณวาตานาเบะเริ่มต่อจากที่ค้างเอาไว้ตอนที่เราอยู่ห้องนั่งเล่น
         ฉันโดนจู่โจมริมฝีปากจนไม่ทันได้สังเกต มือเรียวที่เคลื่อนไหวอยู่บนร่างกายของฉัน ได้เกี่ยวเอาเสื้อผ้าบางชิ้นหลุดออกไปจากตัวจนกระทั่งเธอสามารถใช้ปากสัมผัสกับเนินอกที่กระเพื่อมจากการหายใจถี่ ๆ ของฉันได้ สิ่งที่บอกได้อย่างหนึ่งระหว่างที่คุณวาตานาเบะถอดเสื้อของตัวเองออกก็คือ ผ้าห่มไม่จำเป็นสำหรับเราสองคนอีกต่อไป และฉันก็ร้อนเกินกว่าจะใช้ด้วย
         มือฉันสั่นไม่ต่างไปจากตอนที่ช่วยหยอดตาให้เธอ ขณะปัดปอยผมที่ทำให้อีกฝ่ายต้องกะพริบตาอยู่บ่อย ๆ เพราะโดนแยงตา ทั้งยังสั่นจากสัมผัสที่โดนลูบไล้ไปทั่วหน้าท้องแบบนั้นอีก ฉันเขิน ฉันหวั่นไหวกับวิธีการมองแบบนี้ ถึงฉันจะอยากมองมัน แต่ก็ใจสั่นเกินไปจนต้องตวัดแขนรัดคอเธอเข้ามาจูบ เพื่อเลี่ยงเจ้าของสายตาที่ทำให้ฉันเขินได้มากขนาดนี้
         คุณวาตานาเบะตัวแดงขณะที่เธอขยับเขยิบขยาบใช้แรงไปกับการส่ายสะโพกกับฉัน เธอก้มหน้าลงไปซบที่หมอนข้าง ๆ ใบหน้าฉันขณะที่ยันมือไว้กับที่นอน ยิ่งเธอเร่งจังหวะมากขึ้นเท่าไร นั่นทำให้ฉันต้องหาทางออกด้วยการงับหูกาง ๆ นั่นเพื่อเก็บเสียงตัวเองไว้ ไม่ให้ร้องออกมาขณะขยับสะโพกรับไปกับจังหวะที่เธอเคลื่อนไหวอยู่

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (6) (SayaMilky)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s