[Short] – บันทึกรัก เหยี่ยวข่าว กับ สาวโฮสต์ (2) (YuiParu)

Posted on Updated on

yuiparu


โยโกยามะ ได้สัมภาษณ์โฮสต์สาวจนได้ ถึงแม้จะมีอะไรให้คาดไม่ถึงตลอด
แต่นักข่าวอย่างเธอกลับประทับใจในลักษณะนิสัยของคนอย่างชิมาซากิ
ดู ๆ ไปแล้ว โฮสต์สาวคนนั้นเป็นคนน่ารักมากเลย
แม้โยโกยามะจะไม่รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวยังไงกับผู้มีน้ำใจยอมให้สัมภาษณ์
แต่เธอหวังลึก ๆ ว่าจะทำให้มันออกมาดี ทั้งเรื่องงานและเรื่องที่เกี่ยวกับโฮสต์สาวคนนั้น


         บทที่ 2

         “นี่ถ้าเป็นไปได้ คราวหน้าคุณน่าจะมีของติดไม้ติดมือมาบ้างนะ” ฉันพูดแขวะเมื่อเปิดประตูออกไปเจอคนเชย ๆ ยืนยิ้มแป้นรออยู่ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องหาเรื่องแบบนั้น การที่เธอไม่มีของฝากก็ไม่ได้ผิดอะไร ยกเว้นว่าฉันอยากให้มันผิด และตอนนี้ก็ต้องการทำให้เป็นแบบนั้น
         “ของประเภทไหนเหรอคะ” โยโกยามะถามซื่อ ๆ ถ้าเป็นคนอื่นฉันคงคิดว่าตั้งใจกวนประสาทกันเล่น แต่เพราะนี่คือเธอ ฉันจึงเปลี่ยนไปนึกหาคำอธิบายที่น่าจะเข้าใจง่าย โยโกยามะ ยุย มารอฉันตามที่เรานัดกันเอาไว้ เธอมาถึงเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน ฉันอ่านข้อความก่อนเข้าไปอาบน้ำพอดี แต่ก็ปล่อยให้รอ ฉันนี่ร้ายเกินไปหรือเปล่านะ
         “ของกิน ของใช้ เสื้อผ้า แล้วแต่ว่าอยากให้อะไร” โยโกยามะพยักหน้าหงึก ๆ
         “ฉันจะลองหามานะคะ ครั้งหน้า”
         “ปัญหาคือตอนนี้”
         “คะ” ฉันเห็นอีกคนทำหน้าไม่รู้ไม่เข้าใจความหมาย ซึ่งฉันเชื่อนะว่าเธอไม่เข้าใจจริง ๆ ก็ยิ่งทำให้หิวข้าวมากกว่าเดิม ถ้าขืนรอให้คนแบบนี้เข้าใจก็คงไม่ต้องกินข้าวกันพอดี
         “ฉันหิวข้าว”
         “ไม่ได้ทำกับข้าวกินเองเหรอคะ” โยโกยามะทำหน้าประหนึ่งว่าเป็นเรื่องประหลาด
         “ฉันวุ่นจะตาย งานที่ฉันทำ มันไม่มีเวลาว่างขนาดจะมานั่งประณีตจัดทำอาหารทุกเช้า อีกอย่างฉันตื่นสายเพราะกว่าจะเลิกงาน…”
         “ค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราไปหาข้าวกินกันก่อนค่อยมาสัมภาษณ์ก็ได้ ฉันมีเวลาอยู่กับคุณได้จนถึงคุณทำงานตอนเย็นโน่นเลย เพราะว่าฉันเคลียร์งานอื่นหมดแล้ว”
         ฉันเดินตามนักข่าวคนที่ทำให้ฉันต้องย้อนมองตัวเองใหม่ เมื่อก่อนฉันคงหงุดหงิดถ้ารู้สึกหิวข้าวแล้วต้องมาตอบคำถามใครหรือแม้แต่เพื่อนฉันเอง ขึ้นเสียงแล้วได้อะไร โยโกยามะแค่ยิ้มรับรู้ว่าฉันหิว จากนั้นก็แก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
         “ฉันต้องเลี้ยงคุณมั้ยคะ” ฉันอาจรู้สึกไปเองว่าเธอกำลังเขินที่ถามแบบนั้น ระหว่างหยุดคุยกันหน้าร้านราเม็ง
         “ก็แล้วแต่ ทำไมเหรอ”
         “ถ้าต้องเลี้ยง ฉันจะชวนคุณกินราเม็งร้านนี้ แต่ถ้าคุณจ่ายเอง ฉันจะยืนอยู่หน้าร้านที่คุณเลือก คุณจะได้กินเต็มที่ ไม่ต้องมีฉันไปทำให้รู้สึกไม่สบายใจ…”
         “พอ ๆ ฉันจ่ายมื้อนี้ ส่วนคุณก็เข้าไปกับฉันด้วย จะทิ้งฉันไว้คนเดียวไม่ได้ ไม่ต้องอ้างเรื่องฉันจะไม่สบายใจที่เห็นหน้านักข่าวแบบคุณตามมาหรอก” โยโกยามะพยักหน้ารับทราบ
         “กินร้านไหนดีคะ”
         “ร้านที่คุณอยากพาฉันเข้าไปนี่ละกัน ง่าย ๆ ดี ฉันอาจจะดูเหมือนคนกินยากอยู่ยากสำหรับคุณ แต่ฉันก็ไม่ได้กินยากเรื่องมากอย่างที่คุณเข้าใจหรอกค่ะ” สีหน้าโล่งใจของโยโกยามะ ควรรู้สึกยังไงดีล่ะ ฉันเพิ่งเคยเจอคนแบบนี้ครั้งแรกด้วย คนที่ดูง่าย ๆ สบาย ๆ ตรงไปตรงมา คนที่กล้าแสดงออกว่าเธอไม่มีเงินจะเลี้ยงฉันด้วยอาหารหรู ๆ
         ไม่ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน
         ที่ผ่านมาฉันเจอแต่การต่อสู้แก่งแย่งชิงความเป็นหนึ่งในร้าน ทุกคนมีหน้ากากเอาไว้เข้าหาพูดคุยกับคนในที่ทำงาน ไม่นับบางคนที่ถือมีดไว้พร้อมแทงคนล้มทุกเมื่อ แต่ถึงอย่างนั้นคนที่ไม่สนใจเรื่องอันดับก็มี
         ส่วนมากแล้วหลายคนต่างก็ต้องแข่งขันกันเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น การมีลักษณะภายนอกชวนให้คนอื่นคิดว่าหรูหรา นั่นคือความชอบส่วนตัวของแต่ละคนที่อาจช่วยส่งเสริมความมั่นใจ แต่ถ้าถามฉัน นั่นเป็นปัจจัยเล็ก ๆ การวางตัวและการพูดคุยกับลูกค้าต่างหากที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกถูกใจหรือ อยากจะใช้บริการต่อไปอีกหรือเปล่า

         “เราสัมภาษณ์นอกสถานที่ได้มั้ย” ฉันเกิดความคิดหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงสวนสาธารณะแถว ๆ นั้น หลังเสร็จสิ้นภารกิจเรื่องกิน
         “ได้ค่ะ ยังไงฉันก็แค่อัดเสียงคุณอยู่แล้ว ค่อยกลับไปแกะเป็นข้อความทีหลัง” โยโกยามะทำท่าควานหาอุปกรณ์ที่ว่านั่นซึ่งอยู่ในกระเป๋า ขณะที่ฉันเดินไปหาที่นั่ง
         “ฉันชอบที่เงียบ ๆ น่ะ ไม่วุ่นวายไม่ปวดหัว”
         “ฉันคิดว่าคุณชอบแสงสีของชีวิตยามราตรีซะอีกนะคะ หน้าตาคุณก็…”
         “ทำไมไม่พูดต่อ กำลังจะพูดอะไรที่ไม่เข้าหูฉันใช่มั้ย” โยโกยามะทำท่าเขินอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมานั่งข้าง ๆ
         “ไม่ใช่หรอกค่ะ ตอนที่ฉันเจอคุณครั้งแรก ฉันรู้สึกดีใจมากที่เจอใครที่ฉันสามารถพูดคุยได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด อย่างตอนที่ได้คุยกับโฮสต์คนนั้น ถึงคุณเองก็ดันกลายมาเป็นโฮสต์ไปด้วยอีกคน แต่ฉันยังรู้สึกแบบเดิม คือฉันยังสามารถคุยกับคุณได้ ฉันอาจจะวางตัวไม่ถูกไปบ้าง แต่คุณอย่าเพิ่งรำคาญฉันเลยนะคะ ฉันแค่อยากทำงาน”
         โยโกยามะกลับไปสนใจกับอุปกรณ์บันทึกเสียงที่เธอหาเจอในที่สุด ส่วนฉันก็ค้นพบว่าการตัดสินใจแกล้งคนแบบนี้ในวันนั้น ไม่ได้แค่ทำให้หายเบื่อ มันทำให้ฉันค้นพบบางสิ่ง
         “ถ้าคุณทำงานนี้สำเร็จ ฉันหวังของตอบแทนอยู่นะ อย่าลืม”
         “เป็นของแบบไหนเหรอคะ”
         “เอาเถอะ ฉันค่อยทวงคุณทีหลังก็แล้วกัน”
         โยโกยามะยิ้มอือออตามใจที่ฉันตัดบทเธอ ฉันขี้เกียจอธิบายเพิ่มให้ แต่วันหลังจะพยายามอธิบายให้เธอเข้าใจง่าย ๆ กว่าวันนี้ละกัน
         “ขออนุญาตเริ่มสัมภาษณ์เลยนะคะ ช่วยแนะนำตัวให้หน่อยค่ะ”
         “ชื่อชิมาซากิ ฮารุกะ ชื่อเล่นพารุ อายุยี่สิบเจ็ด เกิดวันที่สามสิบมีนาคม ชอบกินเมล่อนปังบ้างบางครั้ง ปัจจุบันก็เบื่อไม่ค่อยได้กินเท่าไร ชอบสุกี้ เอ่อ…อื่น ๆ ชอบไม่ชอบบางทีก็แล้วแต่อารมณ์ ฉันไม่รู้จะบอกยังไงดี ก็ตามนี้ละกัน ปัจจุบันทำงานเป็นโฮสต์ที่ร้านแห่งหนึ่ง”
         “คุณอายุยี่สิบเจ็ดเหรอคะ”
         “ใช่ หรือคุณคิดว่าฉันจะโมเมเรื่องอายุ”
         “ไม่ใช่ค่ะ คือฉันนึกว่าคุณจะอายุน้อยกว่าฉัน ไม่ก็อายุเท่ากัน” ฉันไม่รู้ว่าโยโกยามะคาดหวังอะไร ถ้าหากฉันอายุเท่าเธอ แต่เห็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนรอยบุ๋มเล็ก ๆ ข้างแก้มออกเลยถามอายุเธอบ้าง
         “คุณอายุเท่าไร”
         “ยี่สิบห้าค่ะ”
         “หน้าตาคุณ ฉันยังนึกว่าอายุเท่ากัน” จริง ๆ ฉันอยากแกล้งว่านักข่าวสาวคนนี้แก่เกินอายุ แต่ก็ต้องล้มเลิกไป เพราะนอกจากโยโกยามะจะไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว เธอยังตอบกลับมาอย่างภาคภูมิใจมากอีกด้วย
         “ฉันโดนบอกอยู่บ่อย ๆ ค่ะว่า มีความรับผิดชอบเกินตัว” ฉันเริ่มสงสัยตงิด ๆ เหตุผลของโยโกยามะที่ไม่คิดว่าฉันจะอายุยี่สิบเจ็ดคืออะไร
         “ทำไมถึงคิดว่าฉันจะอายุพอ ๆ กับคุณล่ะ ฉันดูไม่ใช่สาววัยยี่สิบเจ็ดเหรอ” โยโกยามะทำท่าคิด
         “คุณดูเอาแต่ใจตัวเองค่ะ แต่ก็มั่นใจในตัวเอง ฉันแค่รู้สึกถึงด้านที่เป็นเด็กสาวแสดงออกมาค่อนข้างมาก ไม่คิดว่าคุณจะอายุมากกว่าฉันตั้งสองปี” คนที่มีด้านเด็กสาวสดใสน่าจะเป็นคนที่กำลังพูดอยู่มากกว่า ฉันไม่ชอบรอยยิ้มนั่นเลย เพราะมันทำให้ฉันอดยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
         “ถ้าเป็นคนอื่นพูดกับฉันแบบนี้ ฉันจะตอกกลับให้หนักเลยรู้มั้ย” ถึงฉันจะพูดแบบนั้น แต่ไม่ได้โกรธอะไรสักนิด ตรงกันข้าม มีคนมาชมว่าเด็กกว่าอายุจริงทั้งที จะด้วยเหตุผลอะไรก็ช่างเถอะ
         “คำถามข้อต่อไปค่ะ ทำไมคุณถึงมาทำงานเป็นโฮสต์คะ”
         “ฉันกำลังหางานที่สบาย ๆ ทำ ตอนแรกว่าจะไปสมัครเป็นไอดอล คุณรู้จักไอดอลมั้ยคะ”
         “ฉันเคยได้ยินค่ะ แต่ไม่รู้รายละเอียดเท่าไร” ฉันเหลือบมองเห็นโยโกยามะ เอานิ้วไล่ข้อความในกระดาษขณะที่บรรยายความรู้เรื่องไอดอลกับฉัน นั่นคงเป็นหัวข้อที่เธอเตรียมเอาไว้มาถามฉัน เป็นผู้หญิงที่ทำงานรอบคอบจริง ๆ น่าจะแนะนำให้ไปเป็นเลขาของมิลกี้ แต่รู้สึกว่าเลขาคนใหม่ของเพื่อนคนเดียวที่ว่างไปเจอกันมากกว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ก็ไม่เลว ผู้หญิงคนนั้น ยามาโมโตะ ซายากะ รับมือกับมิลกี้ได้สบาย ๆ
         “งั้นเหรอ ก็นั่นแหละไอดอลน่าจะเป็นงานสบาย ครั้งแรกที่ได้ยินได้รู้มา แต่พอรู้ว่าต้องเต้นเท่านั้นแหละ ฉันเปลี่ยนใจไม่เป็นไอดอลแทบจะทันที ขากลับหิวข้าวนั่งกินข้าวปั้นที่ซื้อมาฉันก็ไปเห็นป้ายรับสมัครโฮสต์ทุกแนวเลยลองสมัคร และฉันก็ได้เป็นโฮสต์มาจนถึงปัจจุบัน”
         “งานที่ไม่ได้ตั้งใจจะสมัครกลับเป็นงานที่ทำมาจนถึงวันนี้แทนสินะคะ”
         “ใช่ค่ะ ฉันทำงานนี้มาได้สองปีแล้ว”
         “คุณชอบงานที่ทำหรือเปล่าคะ”
         “เฉย ๆ”
         “คุณชอบอะไรมากที่สุดคะในการเป็นโฮสต์”
         “ได้พบเจอลูกค้าที่หลากหลาย ได้เห็นมุมมองชีวิตของคนอื่น ๆ แน่นอนว่าที่ชอบที่สุดก็คือเงิน”
         “มีสิ่งที่ไม่ชอบบ้างมั้ยคะ”
         “ความซ้ำซากจำเจกับสิ่งเดิม ๆ”
         “ช่วยยกตัวอย่างได้มั้ยคะ สิ่งที่คุณรู้สึกว่าซ้ำซาก”
         “อืม…พอทำงานมานาน ๆ มันก็แค่รู้สึกเบื่อ ฉันไม่ได้เจาะจงอะไรเป็นพิเศษค่ะ”
         “คุณมีเป้าหมายมั้ยคะ อย่างเช่นต้องเป็นที่หนึ่งของร้าน”
         “ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งเป้าหมายเรื่องนั้น แต่คนอื่นเขาคงแข่งกัน”
         “ในการเป็นโฮสต์ คุณเคยพูดว่าต้องดูแลลูกค้าอยู่เสมอ สิ่งนี้ทำให้เกิดปัญหากับคนใกล้ชิดมั้ยคะ”
         “ใกล้ชิดแบบไหนเหรอคะ ครอบครัวหรือในเชิงคนรัก คู่ชีวิต” โยโกยามะเงยหน้าขึ้นมาทำท่าคิดและได้ข้อสรุป
         “ขอเป็นสองกรณีก็ได้ค่ะ ทั้งครอบครัวและในส่วนของคนรักด้วย อย่างเช่นว่าคนนอกที่มองเข้ามา การเป็นโฮสต์ พวกเขาเห็นด้วยมั้ยที่คุณเลือกจะทำงานนี้”
         “ครอบครัวไม่เห็นด้วยค่ะ ส่วนคนที่คบหาตอนนี้ฉันไม่มี แต่หากเป็นเมื่อก่อน คนที่ฉันคบด้วยเขาก็รู้ว่าฉันทำงานนี้ รู้ว่างานเป็นยังไง ปัญหาคือฉันให้เวลาเขาได้ไม่เท่ากับที่ให้ลูกค้า ซึ่งคุณก็คงเห็นว่าลูกค้าแต่ละคนของฉันที่หน้าตาดี ฐานะดีนั้นเป็นอะไรซึ่งอาจทำให้คนใจไม่แข็งเริ่มเกิดความหึงหวง”
         โยโกยามะเก็บรายละเอียดด้วยการนั่งฟังอย่างตั้งใจ เพราะเธอไม่ได้มองฉันอยู่ฉันเลยแอบอมยิ้มอยู่คนเดียว ไม่บ่อยที่จะได้พูดเรื่องส่วนตัวให้ใครฟังละเอียดขนาดนี้ นอกจากมิลกี้แล้วก็คงเป็นคนที่นั่งข้างฉันตอนนี้นี่แหละ
         “เท่าที่ฉันค้นข้อมูลมา การเป็นโฮสต์สร้างรายได้มหาศาล เรื่องนี้จริงหรือเปล่าคะ”
         “จริงค่ะ แต่ฉันบอกเลยว่า ฉันไม่ได้มีเวลาใช้อะไรพวกนี้นักหรอก เพราะสุดท้ายสิ่งที่ต้องการ ก็คือการพักผ่อน ถ้าคนอื่นฉันไม่รู้ แต่คุณอาจจะไม่เหลืออะไรเลยก็ได้ถ้าไม่รู้จักเก็บเงิน นั่นหมายถึงว่าต่อให้คุณเป็นเบอร์หนึ่งของร้าน นี่เชื่อเถอะ ถ้าคุณไม่รู้จักเก็บออมไว้บ้าง ตอนอายุมากขึ้นนั่นคงสร้างปัญหาแน่”
         “คุณคิดจะทำอาชีพโฮสต์ไปตลอดหรือเปล่าคะ”
         “ไม่แน่นอน ฉันคงออกไปทำอะไรอย่างอื่น ไปพักผ่อนร่างกาย”

         …

         บันทึกของโยโกยามะ 5
         ‘พารุ’ คือโฮสต์เบอร์หนึ่งของร้าน ฉันยังไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองตอนที่เธอเดินเข้ามาหาด้วยชุดเดรสสีขาว รวบผมไว้เรียบร้อย มันต่างกับตอนที่เธอสวมเสื้อคลุมของร้านวันนั้น แล้วฉันก็รู้สึกเครียดขึ้นมาในขณะที่กังวลใจว่างานฉันมันจะไปในทิศทางไหน
         ยังดีว่าโชคร้ายไม่ได้อยู่กับฉันนานอย่างที่รู้สึกตื่นกลัวไปก่อน พารุยื่นข้อเสนอให้ เธออยากได้คนมาดูแล ซึ่งฉันไม่ค่อยเข้าใจความหมายเต็ม ๆ ของคำว่าดูแลนั่น แต่ตัวเลือกนี้น่าจะเสียเงินน้อยกว่าทุ่มซื้อเวลาให้โฮสต์เบอร์หนึ่งแบบเธอมาตอบคำถามตามรายการยาวเป็นหางว่าวที่ฉันลองร่างเอาไว้ ฉันไม่เคยต้องดูแลใครมาก่อน แล้วฉันจะทำให้พารุพอใจได้มั้ย ลึก ๆ ฉันรู้สึกว่าพารุอยากช่วยถึงจะยื่นข้อเสนอยาก ๆ ให้ก็ตาม

         บันทึกของโยโกยามะ 6
         ฉันว่าคนที่มีอาชีพทำงานกลางคืน ไม่ว่าอาชีพไหน ๆ ทุกคนต่างก็มีเหตุผลในงานที่ทำกันแทบทั้งนั้น นั่นคือสิ่งที่ฉันได้สัมผัส หลังจากที่สัมภาษณ์โฮสต์เบอร์หนึ่ง ซึ่งเพิ่งสังเกตเห็นว่าเธอมีลักยิ้มเด่นชัดเวลายิ้มที่แก้มทั้งสองข้าง
         หัวข้องานคราวนี้จากตอนแรกที่ทำให้ฉันกังวล ตอนนี้สิยิ่งกว่าน่าสนใจ พารุเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มกำลังใจให้ หลังจากที่ฉันต้องพบเจอกับโฮสต์คนก่อนหน้า เป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าประทับใจและไม่น่าจดจำ ตอนนี้ฉันเริ่มสนุกไปกับงานได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง
         วันที่ฉันไปสัมภาษณ์เธอ มีหนึ่งคำถามที่อยากถามแต่ไม่ได้ถาม อาจเพราะเป็นความรู้สึกส่วนตัวของฉันมากเกินไป มันเกินประเด็นที่สมควรนำมาเป็นหัวข้อ แต่ก็อดคิดไม่ได้ ทำไมเธอถึงชอบทำหน้าเบื่ออยู่ตลอดเวลา โดยส่วนตัวอยากให้เธอยิ้มมากกว่า ฉันว่าสมมติเธอเปลี่ยนสไตล์มาเป็นแนวยิ้มแย้มน่ารัก ต้องมีลูกค้าเพิ่มขึ้นแน่
         ฉันยังตกใจกับบางคำถาม เมื่อพารุตอบด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก มันแปลกจริง ๆ กับงานที่ทำเงินได้มากมาย เท่าที่พอเป็นไปได้จากความคิดของฉัน เธออาจจะกำลังเบื่ออะไรสักอย่างแต่ก็ยังอดทนทำอยู่
         บางคำถามที่ฉันไม่ได้อยากถามอย่างเช่นความมืดเบื้องหลังแสงสีในโลกของสาวโฮสต์ ฉันพยายามคุมน้ำเสียงเพื่อไม่ให้เป็นการดูถูกหรือทำให้เข้าใจผิดว่าฉันมองสาวโฮสต์ในมุมที่ไม่ดี ตอนที่ถามว่าพารุเคยโดนชวนให้ไปต่อกับลูกค้าบ้างมั้ย เธอหัวเราะและกระซิบจำนวนเงินที่เคยถูกเสนอ ฉันไม่ต้องเก่งคำนวณก็รู้ว่าในหนึ่งปียังไม่สามารถเก็บเงินมากขนาดนั้นได้ ก่อนจะเปลี่ยนไปถามคำถามอื่นต่อ
         มุมมองของสาวโฮสต์กับลูกค้า พารุเล่าว่า คนที่มาใช้บริการมีทุกอาชีพ ถ้าจะมองว่าเขาเอาเงินมาทิ้งมันก็แล้วแต่มุมมอง เธอบอกว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ส่วนมากที่มาก็เพราะอยากมีเพื่อนดื่ม อยากมีคนที่พูดคุยด้วยได้ ในบางเรื่องที่เขาเหล่านั้นไม่รู้จะพูดมันกับใคร มันไม่ใช่แค่เรื่องสัมพันธ์ทางกาย มันมีอะไรมากกว่านั้น เป็นอะไรที่ลึกซึ้ง
         บางคนใช้เงินเป็นสัดส่วน มีระเบียบในการหาความสุขให้ตัวเองโดยไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อน แต่คนที่หน้ามืดตามัวทุ่มทุกอย่างให้สาวโฮสต์ นั่นเธอทำหน้ามีเลศนัยไม่ยอมบอก แต่ฉันเข้าใจ
         ฉันเคยคิดว่าเธอน่าจะอายุเท่ากัน เพราะรู้สึกว่าเธอเอาแต่ใจเป็นเด็ก ๆ แล้วฉันก็เริ่มเห็นมุมมองความเป็นผู้ใหญ่ของเธออย่างจัง เมื่อเธอพูดถึงเรื่องเพศสัมพันธ์กับอาชีพนี้
         พารุอธิบายว่ามันไม่ได้มีมากอย่างที่คนเข้าใจกันไป การมีความสัมพันธ์กับลูกค้าจะยิ่งทำให้ทำงานนี้ยากขึ้น ความรู้สึกหึงหวงก็ตามมา ปัญหาอีกมายมายพร้อมตามมา ลูกค้าเป็นใครมาจากไหนแน่นอนว่าไม่มีทางรู้ได้ ถ้าสามารถรับเรื่องพวกนี้ได้ นั่นเป็นสิทธิ์ของโฮสต์ที่จะทำอะไรอย่างที่อยากทำ พารุตบท้ายว่าเธอเองน่าจะลองไปร้านโฮสต์กับเขาบ้าง
         ถ้าเธอไปร้านโฮสต์ ฉันว่าโฮสต์หนุ่มคงกรูกันเข้ามาให้เธอเลือก ก็เธอมีเสน่ห์ต้องตา แบบนั้นมีคนให้พูดด้วยจนเบื่อ แต่หากสลับเป็นฉันเดินเข้าไป ฉันคงโดนมองว่าเป็นพนักงานของร้านที่บังเอิญเดินเข้าร้านผิดประตู
         ก่อนฉันจะจบบทสนทนากับพารุ เธอบอกว่าโดนสูบประวัติไปเยอะกว่าที่นึกเอาไว้และขอให้ฉันพร้อมรับผลที่จะตามมา หากคิดเบี้ยวเธอเตรียมแผนคูณสองไว้ให้ฉันแล้ว ฉันไม่ได้รังเกียจที่ต้องมาคอยดูแลอีกอย่างยังมีหลายเรื่องที่อยากถามเพิ่มด้วย ฉันคงไม่เบี้ยวเธอ ฉันอยากตอบแทนเธอให้ถึงที่สุดและเน้นเรื่องความประหยัดเป็นสำคัญ
         พารุอาจไม่ได้ต้องการของมีราคา เธอคงอยากมีใครสักคนที่สามารถพูดคุยด้วยได้ ใครที่เธอจะสามารถทำท่าทางเอาแต่ใจตัวเองได้ เหตุผลที่ยังโสดอาจเป็นเพราะเรื่องนี้ หากเธอตกลงปลงใจคบหากับใครสักคนจริงจัง ฉันว่าเธอคงจะเหนื่อยทั้งงานและคนรักต่อให้คนรักจะนำพามาซึ่งความอบอุ่นละมุนละไม
         หรือว่าเธออยากให้ฉันมาทดแทนสิ่งนั้น
         ไม่ใช่คนรัก แต่เป็นคนที่พูดคุยด้วยได้
         พารุก็มีฟอร์ม เธอวางมาดให้ดูหยิ่ง นิ่ง ไม่แคร์อะไร ทั้งที่เรื่องจริงตรงข้าม เธออาจจะกวนอยู่บ้างแต่นั่นก็เป็นเสน่ห์ในแบบของคนอย่างพารุ

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะยุยพารุเท่านั้น
[Short] – บันทึกรัก เหยี่ยวข่าว กับ สาวโฮสต์ (2) (YuiParu)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s