[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (4) (SayaMilky)

Posted on Updated on

         จุดเริ่มต้นของฉันกับวาตานาเบะน่ะเหรอ?
         ‘งานเลี้ยงลูกคนมีเงิน’ เป็นชื่องานเลี้ยงที่แปลกพิลึกเมื่อฉันแอบตั้งให้แบบนั้น แต่ก็นั่นแหละงานของบุคคลที่มีหน้ามีตาในสังคมและมีทรัพย์สินมากกว่าคนทั่วไป เงินพวกเขาฉันมีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์ หน้าที่ของฉันตอนนี้มันก็แค่เด็กเสิร์ฟทำงานหารายได้พิเศษ
         ภายในงานเลี้ยงที่มีแต่พวกลูกคุณหนู เหล่าผู้สืบทอดของคนมีฐานะในเมือง วันนี้มารวมตัวกันละลานตา ฉันไม่รู้รายละเอียดอะไรมากนัก และไม่ค่อยอยากจะรู้เท่าไร ส่วนใหญ่เป็นคนที่อายุน้อยมารวมตัวกัน นี่อาจเป็นงานที่บรรดาผู้สืบทอดจัดสังสรรค์รื่นเริงกันเองเสียมากกว่าจะเป็นงานทางการ
         ในสังคมที่คนบางกลุ่มต่างมีระดับในการคบค้าสมาคมกันนั้น ฉันก็พอเข้าใจอยู่ แต่การกระทำบางอย่างก็ชวนให้อดสงสัยไม่ได้ ว่านั่นคือความสุขของพวกเขาใช่มั้ย เป็นความสุขจริง ๆ อย่างนั้นใช่มั้ย สุดท้ายก็ขำตัวเองที่ไปใส่ใจเรื่องบ้าบอกับงานไฮโซแบบนี้ ยามาโมโตะ ซายากะเธอนั่นแหละก้มหน้าก้มตาทำงานเข้าไปสิ ลืมเรื่องพวกนี้ออกไปจากหัวซะ ทุกคนต่างก็มีความสุขในแบบตัวเองทั้งนั้น มันคือสิทธิส่วนบุคคล ไม่เห็นจะเข้าใจอะไรยากเลย
         ฉันคิดอะไรเรื่อยเปื่อยขณะเดินเก็บแก้วไปล้าง เมื่อเดินผ่านพี่ ๆ หรือเพื่อนที่มาทำงานนี้พร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าทุกคนมีสีหน้าเหนื่อยหน่าย แต่ทุกคนเก็บอารมณ์นั้นเอาไว้ไม่ได้แสดงออกไปตอนที่ทำหน้าที่ด้านนอก ทุกคนรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุด การบริการเราเข้าใจสิ่งสำคัญข้อนี้ดี
         ฉันมาทำงานพิเศษเพื่อหาเงินไว้แบ่งเบาภาระของครอบครัว ไม่อยากให้ที่บ้านต้องลำบากทำงานส่งเสียฉันอยู่ฝ่ายเดียว ถึงจะช่วยอะไรได้ไม่มาก แต่ก็มีรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เข้ามาอยู่เป็นระยะ อีกหนึ่งปีเท่านั้นฉันก็จะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว เมื่อฉันจบไปจะได้เริ่มคิดทำงานจริงจัง
         “ยามาโมโตะ ผมรบกวนคุณเข้าไปช่วยดูแลในโซนห้องโถงกลางหน่อยครับ เมื่อกี้ผมเพิ่งให้มิโซบาตะเข้าไปก่อนแล้ว เผื่อมีอะไรจะได้ช่วยเหลือกัน” ฉันรับคำสั่งของหัวหน้าก่อนรีบบึ่งย้อนกลับมาที่ห้องโถงทันทีเมื่อคุณเทรุโมโตะเอ่ยปากไหว้วาน หัวหน้ามักหาคนไปทำงานพิเศษอยู่บ่อย ๆ คล้ายว่าเป็นนายหน้าหาคนที่สนใจเข้ามารับงานที่มีคนจ้างมาอีกทีเมื่อพนักงานหลักที่ออกงานมีไม่พอ แต่เท่าที่ฉันรู้มา คุณเทรุโมโตะเองก็มีร้านของตัวเองอยู่ด้วย
         ในห้องโถงที่ว่าเหล่าหนุ่มสาวกำลังเล่นเกมบางอย่างเมื่อฉันมาถึง หลายคนเริ่มมีอาการมึนเมาอย่างชัดเจน บ้างก็แอบหลบมุมไปจู๋จี๋กัน บ้างก็หลบขึ้นห้องไปทำอะไรที่มากกว่าแค่จู๋จี๋กัน เพราะโหมโรงกันตั้งแต่ยังไม่ถึงห้องด้วยซ้ำ ฉันไม่ขอจินตนาการต่อถึงความเสเพลของคุณหนูบางคนในงานนี้ หรืออาจจะเป็นทั้งหมด ไม่ได้นะซายากะ อย่าเหมารวมทุกคนแบบนั้น
         ฉันมองโลกในแง่ร้ายเสมอ…

         มิโซบาตะเดินเข้าไปเสิร์ฟเครื่องดื่มที่ด้านในของห้องนี้ ส่วนฉันคอยช่วยเตรียมเครื่องดื่มอื่น ๆ อยู่ตรงบริเวณที่จัดเอาไว้เป็นเคาน์เตอร์ห่างออกมาจนเกือบถึงทางออก ตรงนี้คนเยอะทีเดียวแต่คิดว่าเราสองคนคงจัดการได้
         “ไงเธอ หายไปกับมัตสึซากะสุดหล่อตั้งนานสองนาน ไปถึงไหนกันแล้วล่ะ”
         “ไปถึงห้องล่ะมั้ง”
         “มิยูกิ เธอนี่ไวไฟกับทุกคนจริง ๆ”
         “เธอรู้ว่าฉันไวไฟได้ยังไง ไปแอบดูฉันกับมัตสึซากะมาหรือยังไง ก็แค่เล่น ๆ น่ะ”
         “จ้า แม่คนเลือกได้ เล่นอะไรกันนะ อยากรู้จัง” ผู้หญิงสองคนหัวเราะสนุกสนาน นี่เป็นบทสนทนาที่ฉันไม่ได้อยากรู้แม้แต่น้อย แต่ต้องทนฟังเพราะยืนรอให้บริการอยู่ตรงนี้พอดี คนที่ชื่อมิยูกินั่น ผู้หญิงผมยาวสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ปล่อยยาวสยาย เธอทำหน้าไม่แยแสกับคำพูดของผู้หญิงอีกคนที่บอกว่าให้ลองคบหากับผู้ชายคนที่ชื่อมัตสึซากะเพราะเขาก็รวย ฉันเห็นผู้หญิงคนที่พูดกับคนชื่อมิยูกิทำหน้าเบะ เมื่อคนชื่อมิยูกิสวนเรื่องที่เธอก็รวยเหมือนกันและไม่จำเป็นต้องสนใจมัตสึซากะ
         คนสองคนนี้เป็นเพื่อนกันจริง ๆ อย่างนั้นเหรอ เขาเป็นเพื่อนกันแบบไหน
         ฉันมัวแต่สงสัยกับเรื่องของสองคนข้าง ๆ จนไม่ทันสังเกตว่าตอนนี้มิโซบาตะ เพื่อนร่วมงานโดนจับตัวไปอยู่กลางวงล้อมของพวกลูกคุณหนู
         “อยากให้ถอดชิ้นไหน หรืออยากสัมผัสส่วนไหนลงเงินแข่งกันมาได้เลย” ฉันเห็นมิโซบาตะทำหน้าตกใจสุดขีด ถึงเขาจะเป็นผู้ชายก็ตาม พวกนี้เล่นบ้าอะไรกันเมื่อเอาแต่โห่ร้องสนุกสนานไม่สนใจความรู้สึกของคนอื่น พวกนี้เอาจริงเหรอ ฉันพุ่งพรวดออกมาจากเคาน์เตอร์หมายจะเข้าไปกลางวงล้อมนั่น
         “คิดว่าเข้าไปแล้วเธอจะทำอะไรได้ คิดว่าตัวเองเป็นใครเหรอ…เธอน่ะ” ฉันสะดุดกับคำพูดนั่น ในขณะที่มิโซบาตะกำลังโดนล็อกแขน คนที่ชื่อมิยูกิแสยะปากสีชมพูอิ่มยิ้มถามเรียบ ๆ ฉันหันไปด้วยความโมโหและฉุนอากัปกิริยาของผู้ที่ถาม ถ้าอย่างนั้นมันสมควรเหรอที่ทำเรื่องน่าละอายได้ถึงขนาดนี้
         “แล้วพวกคุณล่ะ คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงทำแบบนี้กับคนอื่น คิดว่ารวยแล้วทำได้ทุกอย่างเหรอคะ”
         “ถามโง่ ๆ ก็ต้องทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วล่ะ” เจ้าของปากอิ่มยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบไม่ทุกข์ร้อน
         “มีอย่างหนึ่งที่ทำไม่ได้แน่…คือหยุดฉันไงล่ะ” ฉันไม่สนใจว่าหลังจากนี้มันจะเกิดอะไร ต่อให้เงินล้นฟ้ามาจากไหนแต่การกระทำแบบนี้ฉันรับไม่ได้จริง ๆ
         “ปล่อยเพื่อนฉันนะ!” ฉันกระชากผู้ชายคนหนึ่งออกจากแขนของเพื่อนร่วมงานหนุ่มได้ แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เลวร้ายลง คิดไว้ก่อนจะฝ่าวงล้อมเข้ามาอยู่ก่อนแล้ว ไม่น่าจะมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้น ผู้ชายอีกคนเข้ามาผลักฉันจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
         “ยามาโมโตะ!” มิโซบาตะพยายามจะเข้ามาช่วยแต่เขาเองกลับโดนผลักไปอีกทาง
         “อะไรของเธอวะ อยากเสนอตัวเองเหรอ” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ทำให้ฉันโมโหสุดขีด
         “เสนอตัวมาต่อยปากคนอย่างพวกนายไง” ฉันไม่พูดเปล่า ๆ แต่ทำอย่างที่ว่า เหวี่ยงหมัดชกเข้าที่หน้าของคนที่ผลักฉันไปหนึ่งที เจ็บเป็นบ้าแต่ก็สะใจ
         “กล้าดียังไงมาต่อยกู” ผู้ชายคนที่ฉันต่อย เบิกตาโพลงถลาเข้ามาท่าทางน่ากลัว สีหน้าหาเรื่อง ก่อนจะลงไม้ลงมือกับฉัน เป็นการเอาคืนหนึ่งหมัดที่เกิดขึ้นก่อนหน้า ความคาวของเลือดที่กระจายไปทั่วปาก ไม่ได้ทำให้ฉันหยุดที่จะช่วยเพื่อนร่วมงาน เหตุการณ์ชุลมุนกันยกใหญ่ ฉันต่อยใครสักคนได้อีกสองหมัดก่อนโดนจับล็อกไว้จนดิ้นไม่หลุด
         “พอได้แล้ว!” ผู้หญิงที่ชื่อมิยูกิ เธอเดินเข้ามาขวางไว้ขณะที่ฉันกำลังจะโดนเล่นงานมากไปกว่านี้
         “อะไรของเธอ วาตานาเบะ ถอยไป” ฉันไอแล้วบ้วนน้ำลายปนเลือดที่ออกเต็มปากทิ้งลงบนพรมราคาแพงระยับ แพงขนาดว่าทำงานเก็บเงินซื้อใหม่เป็นปีคงไม่พอ
         เจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำยาวสยายเดินเข้ามาเชยคางฉันและปาดนิ้วลูบเช็ดคราบเลือดรอบปากให้แผ่วเบา ฉันจ้องเธอไม่วางตา อีกคนก็ส่งแววตานิ่งไม่หลบกัน
         “ฟังฉันก่อนสิ ฉันจะมาบอกว่าให้ใช้ผู้หญิงคนนี้แทนผู้ชายคนนั้นซะ เขาเสนอตัวให้ด้วยความเต็มใจ ฉันว่าแบบนี้สนุกกว่า พวกลูกคุณหนูอย่างเรามีมารยาท อย่าทำร้ายด้วยการใช้กำลังเลยน่า”
         โกรธมากและเกลียดเข้าไปทุกอณูของร่างกาย เมื่อได้เห็นท่าทางของผู้หญิงคนที่ชื่อมิยูกิหรือจะเป็นชื่อวาตานาเบะอย่างที่ผู้ชายคนนั้นเรียก แกล้งทำเป็นพูดดีแต่จุดประสงค์ไม่ดี ที่นี่บางคนคงเห็นว่าการที่คนอื่นถูกแกล้งมันเป็นเรื่องสนุก
         เสียงโห่ร้องของพวกในงานดังขึ้นจนกลบเสียงฉันที่พยายามดิ้นให้หลุดจากแรงจับของผู้ชายสองคน ฉันอาจจะถีบโดนสองคนนั้นบ้างแต่ก็ไม่อาจสู้แรงของพวกนั้นได้อยู่ดี มิหนำซ้ำยังโดนสองคนนั้นเอาผ้าปิดตาและจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้
         “เราจะมาเริ่มประมูลกันต่อ…”
         “หนึ่งล้านฉันขอพาผู้หญิงคนนั้นไปกับฉัน” การประมูลยังไม่ทันได้เริ่มแน่ ฉันได้ยินไม่ผิด แต่เสียงผู้ชายสักคนดังขึ้นมา
         “โอ้โห มัตสึซากะเทพบุตรของเราขอจ่ายที่หนึ่งล้าน มีใครจะสู้มั้ย นี่เสนอราคาครั้งแรกก็กะจะสอยผู้หญิงคนนี้ให้ได้อย่างนั้นสิมัตสึซากะ” เสียงฮือฮาซุบซิบมากมายดังขึ้นเมื่อจบการประกาศ มัตสึซากะชื่อคุ้น ๆ ไม่มีใครสู้ราคาที่เขาเสนอมา เป็นการประมูลที่รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ
         ขณะที่ฉันโดนลากไปไหนสักแห่ง หัวใจของฉันได้แต่ก่นด่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา มันไวมากและเลวร้ายกับฉันมาก มันเกินไปแล้วจริง ๆ
         ฉันมองไม่เห็นอะไรเลย ฉันคิดอย่างจนหนทาง ฉันจะหาทางออกจากสถานการณ์ตอนนี้ยังไงดี ฉันจะต้องมายอมแพ้กับคนพวกนี้เหรอ ไม่มีทางฉันจะยอมแพ้ไม่ได้ ใจเย็นเข้าไว้ คุมสติของตัวเองให้ได้ซายากะ เธอต้องหาทางออกได้แน่ แต่ถ้ายังโดนมัดอยู่แบบนี้คงสู้ลำบาก นั่นไงล่ะปัญหาใหญ่ ถ้ามือเป็นอิสระแล้วมีแค่ฉันกับคนที่ประมูลฉันมา ฉันอาจจะพอมีหนทางรอดออกไป
         “นายบ้าหรือเปล่า หนึ่งล้านกับผู้หญิงสาวเสิร์ฟแบบนี้เหรอวะ โทริ”
         “เปล่าหรอก ฉันแค่รู้สึกว่าพวกนายทำเกินไป มันละเมิดสิทธิของคนอื่น”
         “ไอ้คนดี วาตานาเบะถึงได้ไม่สนใจนายไงล่ะ เพราะนายมันคนดีเกินไปแบบนี้”
         “วาตานาเบะเขาก็มีสไตล์ของเขาน่ะ”
         ฉันรู้สึกว่าโดนผลัก ฉันหลุดพ้นจากแรงจับของสองคนนั้น มีสองมือที่พาฉันดินต่อก่อนจะให้นั่งอยู่บนอะไรนิ่ม ๆ ครู่หนึ่งก็มีเสียงปิดประตู ฉันคิดว่าคงเป็นคนที่ประมูลฉันมา
         “ขอโทษนะครับ คุณไม่ต้องกลัว ผมไม่คิดร้าย ขอแค่ช่วยปิดตาไว้ก่อน ผมไม่อยากจะโชว์หน้าตัวเองเท่าไหร่ อีกอย่างถ้าแกะเชือกตอนนี้ผมอาจจะโดนคุณเล่นงานก่อนคนแรก เราตกลงกันแบบนี้โอเคมั้ย”
         “ก็ได้” ฉันจะรอดูท่าทีของผู้ชายคนนี้ก่อน ดีไม่ดีอาจจะมาแบบเดียวกับคนที่ชื่อวาตานาเบะนั่น ใช่แล้วมัตสึซากะ ชื่อผู้ชายที่ได้ยินที่เคาน์เตอร์ คนที่ชื่อมิยูกิคุยกับเพื่อนตอนนั้น หมอนี่อาจจะทำดีให้ตายใจแล้วลอบแทงข้างหลังไม่ทันรู้ตัว
         “คืองี้นะครับ ตอนนี้คุณอย่าเพิ่งออกไปด้านนอก ช่วยอดทนรออยู่ในห้องนี้ก่อน ส่วนเพื่อนคุณ ไม่ต้องห่วง ผมให้เพื่อนอีกกลุ่มไปพาตัวออกมาแล้ว อ้อผมแจ้งหัวหน้าคุณแล้วด้วย เขาโมโหมาก ที่จริงเขาไม่ยอมและจะเอาเรื่อง”
         “คุณก็เลยเอาเงินฟาดหัว” ฉันตั้งใจเย้ยหยันคนที่มองไม่เห็น ถึงยังไงมันต้องเป็นอย่างที่คิด
         “ใช่ครับ” อีกฝ่ายตอบแฝงแววขบขัน “ถึงมันอาจจะเป็นอย่างที่คุณพูด แต่เจตนาผมไม่ใช่อย่างที่คุณเข้าใจ”
         “คุณหมายความว่ายังไง” ทำไมฉันจะต้องมานั่งซักไซ้คำถามบ้า ๆ กับคนพวกนี้ ตลกชะมัด ได้แต่แค่นหัวเราะตัวเอง
         “ผมเสนอกับหัวหน้าคุณว่าจะรับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น จริง ๆ ผมจะไม่ยุ่งเรื่องนี้ก็ได้นะ แต่เพราะหัวหน้าคุณเขาไม่เกี่ยวอะไรด้วย ที่มาเจอเหตุการณ์วันนี้พวกนั้นก็เกินไป หัวหน้าคุณอาจจะต้องชดใช้ค่าเสียหายมากกว่ารายได้ที่ได้จากงานนี่ ดีไม่ดีโดนบีบอีกหลายอย่าง หัวหน้าคุณเขาก็ยอมรับข้อเสนอ ผมก็มีหน้าที่พาลูกน้องคือคุณกับเพื่อนคุณออกมา”
         “แล้วหนึ่งล้านนั่นล่ะ”
         “หนึ่งล้านนั่น ผมจะได้คืนเร็ว ๆ นี้ครับ บางทีเราก็มีค่าใช้จ่ายที่แลกเปลี่ยนกันอยู่บ่อย ๆ” ค่าใช้จ่ายเป็นล้าน เป็นเงินที่ใช้จ่ายบ่อย ๆ ฉันส่ายหัวนึกถึงตัวเองที่ค่าใช้จ่ายต้องประหยัดแทบแย่ในแต่ละเดือน
         “โชคร้ายที่เขารับงานของคนไม่ดี”
         “คุณคงไม่ชอบคนประเภทพวกผมเอามาก ๆ” คู่สนทนาของฉันหัวเราะชอบใจ “งานก็คืองานครับ บางครั้งเราก็เลือกงานไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งมองพวกเราในแง่ร้ายไปหมดสิครับ คนดีก็ยังมีอยู่ พวกนั้นแค่ต้องการจะอวดพาวเวอร์เท่านั้นเอง”
         “พาวเวอร์ พาวเวอร์แบบไหนเหรอคะที่ทำร้ายด้วยการแกล้งคนอื่นแบบนั้น นั่นเรียกว่าระรานค่ะไม่ใช่พลังอะไรสักอย่าง” คิดแล้วฉุนชวนหงุดหงิด ข้ออ้างทั้งนั้น
         “ผมเข้าใจคุณนะ ว่าคุณโกรธ แต่จนกว่าพวกเขาจะคิดได้ ในสักวัน”
         “ในสักวัน” ฉันหัวเราะจนรู้สึกถึงอาการช้ำรอบใบหน้า
         “บางทีอาจจะมีคนดี ๆ ที่หลงอยู่ในความไม่ดี มองเห็นยากแต่ก็ยังมีอยู่”
         “ฉันจะไม่เชื่อคุณ จนกว่าจะเจอด้วยตัวเองค่ะ”
         “วันนี้ก็เจอแล้วนี่ครับ”
         “นั่น…จะชมตัวเองเหรอคะ” ฉันตลกในคำพูดมีลับลมคมในของคนที่กำลังพูดคุยกันอยู่ตอนนี้
         “ผมล้อเล่นครับ ผมไม่ใช่คนดีอะไร” ฉันเดาว่ามัตสึซากะคงนั่งอยู่ไม่ไกลเนื่องจากเสียงที่ฉันได้ยินและกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของเขา เป็นผู้ชายที่ใส่น้ำหอมอย่างกับกลิ่นของผู้หญิง คงเป็นน้ำหอมยี่ห้อแพงที่จมูกฉันไม่ถึงมากกว่า ฉันไม่เข้าใจรสนิยมของผู้ชายคนนี้ เขาก็ไม่ได้นั่งข้าง ๆ ฉันด้วย ฉันไม่ได้รู้สึกว่ามีใครอยู่ใกล้หรือที่ทำแบบนี้อยากจะให้ฉันเชื่อใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรฉัน
         “คุณโดนเชือกบาดนิดหน่อย ไม่เป็นไรใช่มั้ยครับ” ผู้ชายคนที่ฉันไม่เห็นหน้าค่อย ๆ จับเอาข้อมือของฉันไปทาอะไรบางอย่างพักใหญ่ เขาเข้ามาตอนไหน
         “ฉันไม่เป็นไรมากกับแผลเล็กน้อยแค่นี้หรอกค่ะ” ถึงจะสะดุ้งเพราะอีกคนเข้ามาใกล้ไม่ทันตั้งตัว แต่ฉันไม่พยายามแสดงอาการตกใจจนเกินไป สิ่งที่ฉันตั้งข้อสงสัยคือ ผู้ชายคนนี้มือนุ่มกว่าฉันแน่ คิดแล้วเริ่มละอายที่เกิดเป็นผู้หญิง ทุกวันนี้ฉันแค่ทาครีมเท่าที่จำเป็นและไม่รบกวนค่าใช้จ่ายในส่วนอื่น ๆ มากนักก็ถือว่าหรูมากแล้ว
         “ผมว่าปากคุณ ท่าทางจะเจ็บนะฮะ” เขาเปลี่ยนเรื่องไปฉับพลัน ขณะจับหน้าฉัน ท่าทางคงจะดูร่องรอยอยู่
         “ฉันไม่เป็นไร” ต่อให้มันจะเจ็บช้ำระบมมากแค่ไหนกับทุกนาทีที่เวลาผ่านไป เขาดูจะเอาใจใส่ผู้หญิงดี ถ้าเขาไม่ได้แกล้งแสดงสิ่งที่ทำอยู่ อย่างน้อยฉันก็กล้าพูดว่าดีแล้วที่ ผู้ชายคนนี้ไม่ไปหลงเสน่ห์ของผู้หญิงร้ายอย่างคนที่ชื่อวาตานาเบะ มิยูกินั่น นี่ฉันยังรู้สึกโกรธไม่หาย…
         สติของฉันเหมือนโดนทุบจนแตกกระจายไปทั่วทิศ ตอนที่ข้อมือถูกดึงไว้หลวม ๆ สัมผัสจากริมฝีปากปากของคนที่ฉันอุตส่าห์เริ่มจะไว้ใจประทับลงมาแผ่วเบาและนิ่มนวลมากจนฉันตั้งตัวไม่ถูก
         จากใจจริง…
         ฉันรู้สึกวูบวาบไปทั่วร่างกายรู้สึกถึงความหวั่นไหวและหัวใจที่เต้นโครมครามปั่นป่วนอยู่ข้างใน นี่เป็นริมฝีปากที่น่าหลงใหลและทำให้เคลิ้มได้ถึงเพียงนี้เลยเหรอ ชนิดที่ไม่อาจปฏิเสธความหอมหวานของริมฝีปากนั้นได้ ฉันยอมให้เขาจูบอยู่นานสองนาน มันตื้ออยู่ในหัวไปหมด ช่างเป็นผู้ชายที่ฉันไม่ควรจะรู้สึกดีด้วย จมูกของฉันได้กลิ่นหอมจากผู้ชายคนนี้อยู่ตลอดเวลา ผิวเนียนยิ่งกว่าฉันอีกเป็นแน่ เขาแทบไม่มีหนวดเลย
         หลังจากที่ข้อมือเป็นอิสระและสามารถขยับได้ ฉันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาแก้มัดเชือกให้ตอนไหน ฉันจึงค่อย ๆ เปิดผ้าปิดตาออก นี่คือห้องอะไรสักอย่างแต่ฉันมองได้ไม่ถนัดเพราะความสว่างของแสงที่แยงสายตา และความไม่ชิน ตามันพร่าไปหมด ฉันกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับระยะสายตา
         เมื่อสายตาเริ่มปรับเข้ากับสภาพแสงในห้อง ฉันก็ได้เห็นราง ๆ ว่ามัตสึซากะยืนอยู่ตรงหน้าเป็นชายหนุ่มผิวเข้มรูปร่างสูง เขาดูดีมากทีเดียว ไม่วางมาดอย่างที่ฉันจินตนาการเอาไว้ เขากำลังทำหน้าอึกอักอยู่ตอนนี้ สายตาละล้าละลังดูเป็นกังวล
         “เอ่อเดี๋ยวผมพาคุณไปหาหัวหน้าคุณตอนนี้เลยดีกว่า ข้างนอกคงน่าจะเคลียร์ปัญหากันได้แล้ว” ฉันจับได้จากน้ำเสียงละล่ำละลัก รู้ว่าเขาตั้งใจเลี่ยงสถานการณ์ที่น่าอึดอัด ฉันไม่ได้ซักถามอะไรและเดินตามผู้ชายคนนี้เงียบ ๆ ครุ่นคิดถึงลักษณะท่าทางลุกลี้ลุกลนเมื่อสักครู่ เขาดูอึกอักแบบทำอะไรไม่ถูก ในขณะที่ฉันยังรู้สึกเคอะเขินไม่หาย สิ่งหนึ่งที่ฉันคาใจคือฉันไม่รู้สึกถึงความเขินอายของผู้ชายที่เดินอยู่ข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย
         มันเป็นจูบในแบบของลูกคุณหนูอย่างนั้นเหรอ…
         จูบโดยไม่คิดอะไร อยากจูบก็จูบ

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้เท่านั้น
[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (4) (SayaMilky)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s