[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (9) (SayaMilky)

Posted on Updated on

         ชนบทที่มีเธอ…
         ฉันเองพอจะรู้ว่าสิ่งที่วาตานาเบะทำไม่ค่อยน่าเชื่อถือสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเธอเลือกแล้วฉันก็จะไม่เซ้าซี้อะไรให้ผู้หญิงแบบนั้นต้องลำบากใจ ว่ากันตรง ๆ ใครจะไปเชื่อลง เมื่อแอบเห็นเพียงชั่ววินาทีที่สาวผมยาวน้ำตาลเข้ม คนที่ทำหน้าว่าเธอนั้นนิสัยไม่ดีสุด ๆ วาตานาเบะ มิยูกิ ฉายแววตาเศร้าออกมาเด่นชัด
         คงมีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างเธอกับ ‘อดีต’ เพื่อนของเธอ คนที่มาหาที่ร้านซึ่งฉันทำงานพิเศษอยู่ หลังจากที่สูบบุหรี่ด้วยกันครั้งหลังสุดนั้น วาตานาเบะเลิกติดต่อกันนับตั้งแต่วันนั้น น่าขันเพราะไอ้การอ้างด้วยเหตุผลที่พยายามทำให้ฉันเจ็บปวดไม่ได้ช่วยส่งเสริมเรื่องโกหกที่เธอพยายามปั้น
         เธอคิดว่าฉันไม่เห็นน้ำตาของเธอเหรอ
         เธอคิดว่าฉันไม่เห็นความเจ็บปวดที่ส่งออกมาทางการกระทำของเธอได้ยังไง
         วาตานาเบะคิดว่าสิ่งร้าย ๆ ที่เธอพยายามสร้างมันสามารถปกปิดความอ่อนโยนของเธอได้ อาจใช่หากเป็นเมื่อก่อน ฉันคงชี้หน้าด่าไม่ยั้ง ฉันมองเห็นเธอเลวร้ายกว่าสิ่งใดที่พานพบ
         แต่เรื่องจริงคือวาตานาเบะทั้งอบอุ่นและอ่อนโยนกับฉันมากช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันเห็นมันด้วยหัวใจมากกว่าสิ่งที่ตาเห็น ถึงแม้ว่าการมองตาเธอก็อันตรายต่อฉันมากเช่นกัน
         ทั้งที่เรื่องระหว่างเรานั้นมันเริ่มไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ เรื่องที่เราสองคนทำร่วมกันอาจไม่ได้กระจ่างชัดเจนแถมออกจะคลุมเครือ แต่เหนือสิ่งอื่นใด รอยยิ้มของเธอมันทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ฉันช่างโชคดีแค่ไหนที่ได้เห็น ‘เรื่องจริง’ เรื่องที่เธอไม่ได้แกล้งแสดง
         ช่วงแรกฉันคิดถึงเธอ ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึงเธอ ทุกเรื่องราวที่เป็นความทรงจำเกี่ยวกับเธอไม่ได้ว่าจะลืมกันได้ง่าย ๆ ฉันอาจจะยอมรับได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าอยากยอมรับมันเท่าไหร่นัก
         เมื่อฉันเรียนจบเวลามันก็ล่วงเลยไปเกือบปี จู่ ๆ ฉันบังเอิญเจอเพื่อนของวาตานาเบะเข้า และถึงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่ฉันเข้าใจตอนแรก แต่สิ่งที่มัตสึซากะบอกฉันก็ยิ่งทำให้ฉันเกิดอาการคิดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันเสียนานหนักขึ้น
         “ที่จริงก็อยากจะบอกให้เร็วกว่านี้ แต่เรื่องมันค่อนข้างยุ่งกว่าที่คิดน่ะฮะ” ชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามในร้านกาแฟถอนหายใจ “ผมสรุปสั้น ๆ ให้คุณฟังเลยนะครับ ตอนนี้มิยูกิกลับไปอยู่บ้านที่ต่างจังหวัด คุณแม่ของเธอขายบริษัทให้ผมดูแล ท่านอยากวางมือ อีกอย่างมิยูกิ…” คนผิวเข้มเลิกคิ้วเล็กน้อยเหมือนจะประเมินฉัน แววตาขบขัน “ก็ยังไม่มีคู่ครองที่จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องธุรกิจตรงนี้ด้วย รวมถึงเรื่องที่คุณชิมาซากิ ฮารุกะ แม่สาวหัวดื้อซึ่งเคยสนิทสนมกับมิยูกิในระดับหนึ่ง พยายามก่อกวนเพื่อนของผม”
         ฉันเข้าใจเรื่องสรุปที่มัตสึซากะบอก แต่ไม่เข้าใจว่ามาบอกฉันเพราะอะไรก็เลยถามเขา “ฉันไม่ได้จะกวนคุณนะคะ แต่ทำไมมาบอกฉันล่ะ”
         เป็นอีกครั้งที่เขาแสดงสายตาขัน ๆ แล้วเอ่ยต่ออย่างจริงจัง “ผมก็ไม่ได้จะกวนคุณนะ แต่ลองนึกถึงเรื่องเมื่อตอนที่เราเจอกันครั้งแรกนะครับ คุณคนนั้นหายไปไหนซะแล้ว คุณจะยอมคนอย่างชิมาซากิเหรอครับ จะยอมเสียมิยูกิไปได้จริง ๆ เหรอ” ชายหนุ่มกลั้วหัวเราะ
         “วาตานาเบะเลิกติดต่อฉันก่อน ฉันไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องนี้หรอกค่ะ” จะว่าน้อยใจก็ไม่เชิง มันอาจมีบ้างที่แอบเคืองวาตานาเบะอยู่ ก็เธอไม่ยอมพูดความจริงกับฉัน อยากให้ฉันเชื่อแบบนั้นฉันก็จะยอมเชื่อ
         “มิยูกิน่ะ ชอบเป็นห่วงคนอื่นก่อนเสมอ ถ้าไม่เล่นไม้หนัก เพื่อนผมก็ไหลไปได้เรื่อย ๆ แหละครับ อ้างโน่นห่วงนี่ ผมอยากให้คุณช่วยมิยูกิ ผมอยากเห็นเพื่อนมีความสุข เหมือนวันที่เขาจูบคุณในห้อง แต่คิดว่าคุณคงจะได้เห็นอะไรที่ดีกว่าที่ผมเห็นแล้ว อะไรที่ทำให้มิยูกิมีความสุขอย่างแท้จริง” ฉันหลบสายตาชายหนุ่มผิวเข้มที่กำลังยิ้มอย่างรู้ทัน
         “ฉันถามหน่อยได้มั้ยคะ”
         “ได้สิครับ”
         “วันนั้นจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น เอ่อ…วันที่วาตานาเบะจูบฉัน”
         “วันนั้น มิยูกิโทรมาหาผม แล้วบอกให้ช่วยเล่นละครกันนิดหน่อย เพราะกำลังจะเกิดเรื่องแน่ เธอไม่ได้รู้หรอกครับ ว่าจะทำยังไงกับคุณกับเพื่อน แต่แค่บอกให้ผมช่วยพาตัวคุณออกมาให้ได้ก็พอ ไม่อย่างนั้นเละ” มัตสึซากะย้อนเรื่องราวให้ฟังยิ้ม ๆ เขาดูสนิทกับวาตานาเบะมากทีเดียวจากที่ฉันเห็น “พอผมพาคุณมาที่ห้อง ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น เพราะท่าทางวาตานาเบะดูจะเป็นห่วงคุณมากผิดปกติ เพื่อนผมเข้าไปดูสำรวจร่องรอยอาการบาดเจ็บให้คุณ และก็นั่นละ…จูบคุณ” มัตสึซากะส่ายหัว เขาคงผิดสังเกตกับสิ่งที่เพื่อนทำ “คุณคงรู้สึกแปลก แต่ผมต้องพูดอะไรที่ไม่ทันได้ตั้งตัวเลย เพื่อไม่ให้คุณตกใจที่จู่ ๆ ผมก็เข้าไปจับเนื้อต้องตัวคุณ ทั้งที่บอกว่าจะไม่ทำอะไร ผมทำตัวไม่ถูกเลยนะครับตอนนั้น นี่ตอนหลังมาเอาคืนมิยูกิ ถ้าคุณจำได้ ผมจองโต๊ะร้านอาหารให้ไปเจอกับคุณโดยที่ไม่ทันตั้งตัว ให้เขาทำตัวไม่ถูกบ้าง จะได้รู้สึกว่าผมลำบากแค่ไหนในวันนั้น”
         “ฉันยังคิดอยู่เลยว่าคุณไปบอกวาตานาเบะเรื่องที่ฉันทำงานที่ร้านนั่นรึเปล่า เพื่อนคุณถึงได้มาเสนอหน้าอยู่ที่ร้านตอนนั้น”
         “ครับ เพราะแบบนี้ผมถึงได้โดนมิยูกิด่าจนหูชา”
         “ยัยนั่นก็เหลือเกินเดินเข้ามาห้าม มันยากนักรึไง ทำอะไรบ้า ๆ” ฉันยิ้มบาง ๆ ให้กับมัตสึซากะ แต่ถ้าสมมติว่าให้วาตานาเบะเข้ามาห้ามตรง ๆ ฉันคงเข้าใจว่าเธอแกล้งทำแน่
         “เรื่องบางเรื่องมันอาจจะยากสำหรับมิยูกิ ก็เป็นแบบนั้นเสมอฮะ ชอบคิดมาก คุณก็น่าจะพอทราบมาบ้าง เรื่องที่มิยูกินอนไม่ค่อยหลับ” ฉันหยักหน้ารับ เรื่องนี้ฉันรู้ “เอ่อแต่มีเรื่องที่ผมก็แปลกใจ ผมคิดว่าคุณยามาโมโตะคงเกลียดเพื่อนผมมากขนาดไม่อยากเข้าใกล้ แต่ทำไมคุณสองคนถึงได้…” มัตสึซากะเอ่ยถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจว่าเขาสงสัยเรื่องระหว่างฉันกับวาตานาเบะ
         “ฉันเกลียดเขามาก แต่ไม่รู้ทำไมกลายเป็นอยากเข้าไปหาเรื่อง ฉันก็อธิบายไม่ถูก แต่หมั่นไส้น่ะค่ะ พอไปแกล้งเขามาก ๆ ฉันกลับได้เห็นอะไรบางอย่าง และก็มีบางเรื่องเกิดขึ้น” ตรงนี้ฉันพยายามเลี่ยงคำว่าจูบกับชายหนุ่ม แต่คิดว่าเขาน่าจะเข้าใจได้ว่ามันเกิดอะไร เพราะรอยยิ้มที่ส่งมา “ฉันจึงรู้ว่าวาตานาเบะคือคนที่อยู่ในห้องนั้นด้วย”
         “ในฐานะที่ผมเป็นเพื่อน การที่มิยูกิกลับมายิ้มได้อีกครั้งเวลาอยู่กับคุณ ผมไม่อยากให้สิ่งนี้ มันมาสะดุดแค่เพราะผู้หญิงหัวดื้ออีกคนที่ไม่ยอมเข้าใจ ไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น แต่ผมก็ไม่ได้จะบังคับคุณนะฮะ ถือซะว่าผมแค่บอกคุณก็แล้วกัน อันนี้เป็นที่อยู่ของมิยูกิตอนนี้” ฉันรับกระดาษแผ่นเล็กมาถือไว้ “เชื่อผมได้เลยว่ามิยูกิต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้เจอคุณอีกครั้ง เรื่องที่ผมมาบอกคุณ ผมไม่ได้บอกกับมิยูกินะฮะ ขี้เกียจฟังคำโวยวาย”
         “เอ๊ะ…ที่อยู่นี่มัน”
         “มีอะไรหรือเปล่าครับ ถ้าคุณไปไม่ถูก ผมจะพาไปก่อนก็ได้นะ” มัตสึซากะถามด้วยความเป็นห่วง หากแต่เรื่องนั้นแทบไม่จำเป็น
         “ไม่ใช่ว่าไปไม่ถูกค่ะ แต่นั่นมันไม่ไกลเท่าไหร่กับบ้านแม่ฉันเลย”

         ฉันเดินทางกลับมาที่บ้านเกิด ยังไม่ได้คิดว่าจะไปหาวาตานาเบะยังไง พอเจอหน้าแม่ แม่ก็รีบเล่าให้ฟังว่าคนแถวบ้านคนหนึ่งเขาเปิดบ้านเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวหลังใหม่ ตอนนี้กำลังหาคนทำงาน เผื่อว่าฉันสนใจ
         “แม่ไม่บังคับซายากะหรอกนะ แต่ถ้าเกิดว่าได้อยู่บ้านด้วยกันก็ดี พ่อคงหายห่วง”
         “ถ้าเขารับหนูก็ดีสิคะ” ฉันว่ายิ้ม ๆ
         “แม่ว่าเขาน่าจะรับนะ ก็ซี้กันมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่เหรอ ถ้าหนูเต็มใจจะทำงานอยู่บ้านเราน่ะ”
         “ซี้กันมาเหรอคะ” ฉันพยายามนึกว่าแม่หมายถึงซี้คนไหน
         “สร้างวีรกรรมไว้ด้วยกันตั้งแต่เด็ก ๆ โยโกยามาโมโตะสุดแสบ นี่อย่าบอกว่าจำพี่เขาไม่ได้”
         “ยุยฮังน่ะเหรอคะแม่ มาทำงานบริการแบบนั้น หนูว่าแขกที่มาพักได้เปิดหนีกันหมดมากกว่า” ฉันโบกมือพลางหัวเราะ โยโกยามะ ยุย รุ่นพี่สมัยเด็กที่ร่วมกันก่อเรื่องแสบไม่เว้นแต่ละวันกับฉัน จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วหมู่บ้าน ทั้งใจร้อนไม่ยอมคน
         “ซายากะจะตกใจถ้ารู้ว่าโยโกยามะคนที่เป็นตัวแสบของหมู่บ้าน พอกันกับหนูน่ะนะ ตอนนี้เปลี่ยนไปแค่ไหน เรื่องพัฒนาหมู่บ้าน ก็ได้หนูยุยนี่แหละตัวตั้งตัวตีกับคนอื่น ๆ เพื่อให้มีรายได้จากคนนอกมาเป็นค่าพัฒนาหมู่บ้าน”
         “สงสัยหนูคงต้องไปหายุยฮังคนนี้สักหน่อยแล้ว” ก็อยากจะเห็นอยู่เหมือนกันว่ารุ่นพี่ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่กันไปป่วนลุง ๆ ป้า ๆ ในหมู่บ้านตอนนี้จะเปลี่ยนไปแค่ไหน

         ฉันปั่นจักรยานมาตามทางที่แม่บอก ข้างทางเต็มไปด้วยทุ่งนาสีเขียวสดชื่น ความสงบสุขที่หาไม่ได้จากการอาศัยอยู่ในเมืองทำให้ฉันยิ้มรับกลิ่นอากาศบริสุทธิ์นี้ สูดหายใจเฮือกใหญ่จนเต็มปอด เท่าที่ฟังคร่าว ๆ คือยุยฮังร่วมกับกรรมการหมู่บ้านเปิดบริการให้นักท่องเที่ยวเข้าพักในบ้านของชาวบ้านเอง โดยจะมีทั้งแบบโฮมสเตย์และบ้านเปล่า ๆ ที่ไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการมีรายได้ และแม้กระทั่งให้หมู่บ้านมีรายได้
         หมู่บ้านของเราเด่นเรื่องเพาะปลูกและทำการเกษตรแบบต่าง ๆ ถึงอาจจะไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวมากนัก ในบางครั้งยุยฮังจะเข้าไปในเมืองเพื่อเสนอให้มีการจัดทัวร์ศึกษาดูงานมาลงพื้นที่ อีกทั้งยังเปิดเว็บไซต์ให้เข้าชมรายละเอียดต่าง ๆ ที่น่าสนใจของหมู่บ้าน ฉันยังเข้าไปดูเว็บมาเมื่อคืน ซึ่งไม่ใช่แค่ในหมู่บ้านของเราเท่านั้น แต่โครงการดี ๆ เหล่านี้ ยุยฮังยังมีการประสานงานกับหมู่บ้านข้างเคียงอีกด้วย ฉันเห็นว่ามีภาพกิจกรรมอยู่ในหน้าเว็บไซต์ที่จัดเพื่อสานสัมพันธ์กันระหว่างหมู่บ้าน ทุก ๆ ปี
         “ปั่นไม่ดีระวังจะตกนาเอาได้นะ แต่ถึงปั่นดีถ้าพี่อยากให้ตกก็ยินดีจะช่วย” เสียงหัวเราะเอกลักษณ์ที่ฉันไม่ลืมแม้ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน “ไงซายาเน่ไม่เจอกันนานมาก” ฉันตั้งรถจักรยานเอาไว้ตรงที่จอดขณะหันไปมองต้นเสียง ‘ยุยฮัง’ คนเดิมกับประโยคที่ชอบแซวกันขำ ๆ เมื่อก่อนฉันเคยปั่นจักรยานแล้วอยากแสดงความสามารถจนเสียหลักลงไปในนา เนื่องจากปล่อยมือไม่จับคันบังคับ
         “ฉันคงไม่โดนสอยปากนะ ถ้าจะบอกว่าพี่ยังแต่งตัวแย่เหมือนเดิม” แกล้งเย้าหยอกขาแสบรุ่นพี่ที่กำลังถอดหมวกซึ่งช่วยปกป้องแสงแดด ออกจากศีรษะไปห้อยเอาไว้ด้านหลังคอ รุ่นพี่สวมเสื้อแขนยาวลายทางกับกางเกงผ้าสีดำธรรมดาและรองเท้าบูตสำหรับลุยโคลน เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน
         “ทำไมพูดแบบนี้วะ ไอ้นี่” อีกฝ่ายเข้ามากอดฉันแน่นโดยไม่ได้ต่อยปากแต่อย่างใด “ชุดทำงานนี่หว่า ต้องไปลุยดินลุยโคลนจะมาแต่งสวยใสแบบคนเมือง คงจะไม่เหมาะกับพี่ เฮ้ยขอโทษทีไม่เลอะตรงไหนใช่มั้ย” ยุยฮัง ทำเป็นสำรวจตามเนื้อตัวของฉัน “เดี๋ยวจะทำให้คนเมืองเลอะเทอะ ว่าแต่กลับมาเมื่อไหร่เรา”
         “เมื่อวานค่ะ ฉันมาหาพี่ก็เพราะแม่แหละ แม่บอกว่าพี่กำลังหาคน”
         “ถูกต้อง มาทำงานกับพี่สิ ถ้าไม่รังเกียจนะ พอดีมันจะมีงานให้รับผิดชอบเพิ่มขึ้นมา กำลังอยากได้คนมาทำงาน”
         “ไม่รังเกียจหรอกพี่ ฉันไม่ได้ติดใช้ชีวิตหรู ๆ นะ ก็ยังเป็นไอ้น้องตัวแสบคนเดิมของพี่นั่นแหละ แม่ก็พูดว่าถ้าทำงานที่นี่ได้คงดี ฉันคิดว่าเขาก็อยากให้ฉันอยู่ใกล้ ๆ แต่แค่แกไม่บังคับใจฉันน่ะพี่”
         “มาคุยกันข้างในก่อนดีกว่า เรื่องนี้ท่าจะยาว ถ้าซายาเน่ทำงานกับพี่ได้จริง ๆ พี่จะได้มีพวกไว้ลุยด้วยกันอย่างรู้ใจสักที”
         ฉันตกลงรับงานนี้ทันทีที่ยุยฮังอธิบายรายละเอียดให้ฟัง มันไม่ได้มีตำแหน่งที่เจาะจงอะไรแต่ก็คอยเป็นผู้ช่วยของรุ่นพี่สมัยเด็กคนนี้ ติดต่อประสานงานร่วมกับกรรมการหมู่บ้าน จัดการงานต่าง ๆ ซึ่งฉันก็จะมีเวลาว่างซึ่งสามารถทำงานหรือกิจกรรมอื่นที่สนใจได้อีกด้วย งานนี้ไม่จำเป็นต้องมาอยู่ออฟฟิศตลอดเวลา ค่อนข้างมีอิสระมากทีเดียว
         หรืออาจจะมีเวลาได้คิดหาหนทางเรื่องของวาตานาเบะ
         แต่ไม่ต้องรอนานเพราะฉันเจอกับเธอที่ตลาดในอีกหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านที่ฉันพักอาศัยนัก แม่แวะไปที่นั่นเพราะต้องการจะซื้อของรวมทั้งแวะไปเยี่ยมน้าที่อยู่หมู่บ้านนั้นด้วย น้าขายของอยู่ที่ตลาด น้าย้ายตามสามีไปหลายปีแล้ว วาตานาเบะกับใครอีกคน รูปร่างหน้าตาน่ารักเอาเรื่อง คนที่ทำให้ฉันหงุดหงิดและแอบคิดว่าคนนี้จะเป็นเพื่อนนอนคนใหม่ของวาตานาเบะหรือเปล่า สองคนนั้นช่วยแม่ฉันเอาไว้ เราไม่ได้คุยอะไรกันหลังจากนั้น เพราะวาตานาเบะโดนลากออกไปซะก่อน
         ฉันลองไปถามน้า ว่าเคยเห็นผู้หญิงตามลักษณะที่ฉันบอกบ้างหรือไม่ ก็ได้เรื่องว่าวาตานาเบะมากับผู้หญิงคนนี้บ่อย ชอบมาซื้อของ น้าคิดว่าเอาไปทำกับข้าว แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นพี่น้องกัน เพราะหน้าไม่คล้ายเท่าไหร่ ฉันก็คิดแบบเดียวกับน้า พี่น้องคงไม่ดูสนิทขนาดนั้น น้าตบท้ายว่าเวลาเห็นสองคนนี้ทีไร ก็พูดคุยหัวเราะมีความสุขกันตลอดเวลา หรือว่าฉันควรโทรไปแหย่มัตสึซากะเรื่องที่เขาบอกว่าวาตานาเบะยัง ‘ไม่มี’ คู่ครอง และบอกเขาว่าเขาอาจจะตกข่าวไปหนึ่งเรื่องแล้วตอนนี้
         เอ๊ะหรือว่า…ฉันเข้าใจเขาแล้ว มัตสึซากะคงหมายถึงคู่ครองที่ตกลงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างแน่นอน ไม่ใช่เพียงแค่คู่นอน
         คู่นอนแบบที่ฉันก็เคยเป็นให้วาตานาเบะ…
         …

         แล้วโอกาสที่ดีของฉันก็มาถึง แม่บอกให้ฉันลองไปหาสองคนที่ช่วยแม่ไว้ ถึงจะเป็นการช่วยเหลือเล็ก ๆ แต่เราไม่ควรวางเฉย แม่ให้ฉันไปซื้อผักที่ร้านของน้าแล้วเอาไปให้ผู้หญิงสองคนที่ช่วยแม่ หนึ่งในนั้นฉันยินดีอยากเจอแต่อีกคนฉันไม่ยินดีอยากเจอเท่าไหร่
         ฉันลองถามคนแถวนั้นไปเรื่อย ๆ จนได้รู้ว่าบ้านของวาตานาเบะอยู่ตรงไหน รวมทั้งบ้านของอีกคนด้วยเพียงแต่ฉันเลือกที่จะเดินไปที่บ้านวาตานาเบะมากกว่า ถึงแม้ว่าบ้านของเธอจะไกลกว่าบ้านของอีกคน
         วาตานาเบะออกมาพร้อมด้วยสีหน้างุนงงเมื่อเห็นฉัน เราได้คุยกันนิดหน่อยฉันถามเธอ ถามเรื่องของอีกคนในวันนั้น วาตานาเบะบอกฉันว่า ‘โคโคะจัง’ ไม่ใช่แฟนแต่เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของเธอ จากนั้นเธอก็เปลี่ยนเรื่องมาถามฉันเรื่องของแม่ และเรื่องที่ฉันมาอยู่แถวนี้ เรายังไม่ทันได้คุยอะไรมากไปกว่านั้นเพราะ ‘โคโคะจัง’ ที่เพิ่งพูดถึงก็เข้ามาพอดี ฉันเลยแยกออกมาก่อน นี่ยิ่งทำให้ฉันสงสัย ไอ้คำว่า ‘เพื่อนสนิท’ ที่สุดของวาตานาเบะหมายถึงว่าเป็นเพื่อนนอนด้วยหรือเปล่า
         อีกแล้วนะซายากะ คิดเรื่องที่ไม่ให้เกียรติ ‘โคโคะจัง’ คนนั้น ถึงต่อให้เขาเป็นอย่างที่ฉันคิดจริง ๆ ฉันก็ยังไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเรื่องนี้อยู่ดี เพราะทั้งฉันและวาตานาเบะก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน

         “ซายาเน่ รู้สึกหน้าเครียด ๆ มีอะไรไม่เข้าใจถามพี่มาได้เลยนะ” ยุยฮังเดินเข้ามามองอย่างสงสัย ระหว่างที่ฉันกำลังเสียสมาธิอยู่ในสำนักงานกับเอกสารของงานหมู่บ้านในวันทำงานวันหนึ่ง เพราะดันคิดถึงหน้าของวาตานาเบะ และคิดเลยเถิดไปถึงไหนต่อไหนเพราะคำว่า ‘เพื่อนสนิท’ คนนั้นของเธอ แวบหนึ่งฉันก็รู้สึกว่ายอมไม่ได้ถ้าต้องให้ใครได้เห็นวาตานาเบะในมุมที่แสนจะยั่วยวน ผิวนวลแสนหอมยามเมื่อกดจมูกลงไปดอมดม ฉันช่างไร้สาระ คิดอะไรไม่เข้าท่ากลางวันแสก ๆ เพราะนั่นมันเป็นสิทธิ์ของวาตานาเบะที่จะยอมหรือไม่ยอม ไม่ใช่ฉัน…
         “ที่เครียดนี่ไม่ใช่เรื่องงานหรอกพี่” ฉันกลั้วหัวเราะ เพราะเห็นว่าเป็นรุ่นพี่ที่สนิทถึงได้ยอมบอกความจริง
         “มีอะไรให้พี่ช่วยมั้ย” ยุยฮังทำท่าคิดพักใหญ่
         “ถ้าพี่อยากคุยกับใครสักคน แต่มีมารผจญมาขัดตลอด พี่จะทำยังไงคะ”
         “พี่คงไม่แอบเข้าบ้านเขากลางดึกแน่ ๆ” รุ่นพี่หัวเราะจนตัวสั่นแล้วเปลี่ยนน้ำเสียงกลับมาจริงจัง “คนที่อยากคุยด้วยนี่ เขาอยากคุยกับเรามั้ย หืม ซายาเน่”
         “ไม่รู้สิพี่ เขาก็อาจจะอยากคุยกับฉันมั้ง” ฉันก้มหน้าก้มตาเปิดแฟ้มไปเรื่อย ๆ เลยโดนยุยฮังกดมือปิดแฟ้มเอาไว้
         “ไม่ต้องอ่าน รู้ว่าอ่านไม่เข้าใจ ตอนพี่มาทำงานใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยได้อ่านเหมือนกัน” ยุยฮังโยนแฟ้มให้พ้นไปจากหน้าของฉัน ก่อนจะเข้ามานั่งข้าง ๆ “ใครเหรอคนที่ว่า” รุ่นพี่สมัยเด็กยิ้มพราวจนตาหยีคิ้วยุ่งนิดหน่อยมีลักยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏที่มุมปาก ฉันคิดว่านี่ก็เป็นอีกคนที่รู้ทันความคิดของฉันอย่างง่ายดาย
         “ก็รักชอบกันทั้งสองฝ่าย ยังจะมาเล่นตัวกันอีก พี่ไม่ได้สนใจไอ้…ใครนะ ช่างเถอะจำชื่อไม่ได้ละ ที่พยายามก่อกวนคนที่ซายาเน่ชอบหรอก”
         “อย่าพูดดังสิพี่” ฉันรีบปรามหันซ้ายหันขวากลัวมีคนเข้ามา เมื่ออีกคนเริ่มมีอารมณ์ร่วมกับเรื่องราวที่ฉันเล่าให้ฟัง “เขาชื่อชิมาซากิ ฮารุกะ”
         “เออนั่นแหละ อย่าให้พี่เจอหน้า พี่จะจัดการให้หงอไปเลย”
         “ฉันจะรอดูนะพี่ ถ้าเกิดเขาตามมาป่วนถึงนี่ พี่พูดแล้วอย่าลืมซะล่ะ”
         “ก็ลองมาเหยียบที่นี่สิ พี่จะช่วยปรับความคิดให้เขาเอง”
         “โม้ใหญ่เลยนะ” ยุยฮังทำท่ายักไหล่ด้วยความมั่นใจ ดีขึ้นมากที่ได้ระบายความในใจกับพี่คนสนิท
         “เอาอย่างงี้ พี่เชื่อว่ามารมันคงไม่มาผจญเราได้ทุกครั้งหรอก ว่าง ๆ ก็ไปเดินเล่นที่โน่นจะได้หาโอกาสเจอเขา ไม่ก็เข้าไปบอกเขาตรง ๆ เลยว่ามีเรื่องจะพูดด้วย เรามันคนตรง ๆ มีอะไรอย่าเก็บไว้”
         “พูดง่ายแต่มันทำยากนะพี่” ฉันถอนหายใจ
         “คนชอบกัน ยังไงก็ยอมคุยวันยังค่ำ ทำไมเขาจะไม่อยากคุยกับเรา พี่ว่าลุยให้มันรู้เรื่องกันไปเลย นี่ละเจ๋งสุด ๆ” ฉันเก็บคำพูดของยุยฮังมาคิดหลังจากที่เจ้าตัวออกไปแล้ว ก็นั่นน่ะสิ ฉันจะมัวกลัวอะไรอยู่
         ไม่กี่วันต่อมาก็เลยบุกไปที่บ้านเธอ ฉันไปแอบซุ่มรออยู่แถวนั้นตั้งแต่เย็น ๆ ยังไงช่วงเย็นเธอต้องอยู่บ้านแน่ กะว่าจะไปแอบดูเผื่อได้เจอ โดยบอกแม่ว่าจะไปค้างกับยุยฮัง เพื่อไม่ให้ต้องเป็นห่วงกัน เผื่อไว้กรณีฉันกลับบ้านมืด จะได้ไม่ต้องตอบคำถามด้วยว่าไปไหนมา ฉันคงไม่รู้จะพูดกับแม่ยังไง ถ้าบอกว่าไปแอบดูผู้หญิงคนที่เคยช่วยแม่ไว้
         วาตานาเบะอาศัยอยู่กับคุณแม่ของเธอ ไม่ผิดหวังที่มารอช่วงเย็น เธออยู่บ้านอย่างที่คิดเอาไว้ ฉันรอดูพฤติกรรมของทั้งคู่อยู่พักใหญ่ เก็บข้อมูลว่าจะมาคุยกับวาตานาเบะช่วงไหนที่จะไม่โดนใครบางคนเข้ามาขัดจังหวะ ก็จะรอดูว่าเพื่อนสนิทของวาตานาเบะจะโผล่หน้ามาที่บ้านในช่วงเย็นด้วยมั้ย
         ฉันรู้ว่ามันไม่ดีที่ทำแบบนี้ แต่เอาเถอะ ฉันอยากเคลียร์เรื่องนี้ให้จบ ๆ
         ‘โคโคะจัง’ ของวาตานาเบะไม่โผล่หน้ามาเลยในวันนี้ แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเป็นแบบนี้ทุกวันหรือเปล่า อีกอย่างฉันก็มาอยู่นี่ในช่วงเย็น คนสนิทของวาตานาเบะอาจจะมาช่วงสายแบบวันนั้นแล้วก็ได้
         ฉันเหมือนพวกถ้ำมองที่ยอมเสียเวลาอยู่ตรงมุมอับข้างบ้านเป็นเวลานานจนมันดึกขึ้นทุกที ทั้งสองคนในบ้านรับประทานอาหารเย็นกันเสร็จแล้ว คุณแม่ของวาตานาเบะแยกไปยังห้องของตนเองหลังอาบน้ำเสร็จ ไม่นานดวงไฟในห้องก็มืดลง ฉันคิดว่าท่านคงจะเข้านอนเลย ส่วนวาตานาเบะก็กำลังไปอาบน้ำ เธอไม่ได้สนใจประตูบ้านตรงห้องนั่งเล่นที่เปิดอ้าอยู่แม้แต่น้อยจนฉันต้องกระโจนออกจากจุดที่อยู่แล้วไปปิดให้
         ฉันเข้ามาอยู่ในบ้านเธอแล้ว ทีนี้จะออกยังไง เอายังไงดี ฉันกระสับกระส่ายวุ่นวายใจเพราะไม่เคยต้องบุกบ้านใครแบบนี้มาก่อน เกิดคุณแม่ของวาตานาเบะออกมาเห็นเข้าก็จะเข้าใจผิดกัน สักพักใหญ่วาตานาเบะคนลูกก็ออกมาจากห้องน้ำ เธอเดินมาดูที่ประตูด้วยความสงสัย เพราะฉันดันเผลอทำเสียงให้เธอได้ยินด้วยความไม่ทันระวัง ฉันเลยรีบเข้าไปประชิดตัวเธอทันที วาตานาเบะก็ยังดีกว่าคุณแม่ของเธอ เป็นไงเป็นกันงานนี้
         ฉันลากเธอมายังห้องนอนโดยลืมไปเสียสนิทว่าใจความสำคัญคือจะมาเตือนเรื่องปิดประตูบ้าน ถึงจะได้ตำหนิไปแล้ว สุดท้ายกลายเป็นชวนเธอคุยเรื่องที่อยากคุย แน่นอนว่าวาตานาเบะไม่เข้าใจเหตุผลที่ฉันบุกเข้าบ้านเธอเพียงเพราะเรื่องแค่นั้นสักเท่าไหร่ อย่าว่าแต่เธอเลย ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเอง
         จากที่ตอนแรกจะมาเรื่องประตู เปลี่ยนไปเป็นเรื่องที่อยากคุย สุดท้ายฉันก็ได้บอกเรื่องความจริงที่รู้มาจากมัตสึซากะ มันเหมือนกับว่าฉันไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เมื่อเราไม่ได้คุยกันเป็นปี วาตานาเบะก็แค่รับรู้ว่ามัตสึซากะบอกกับฉันเรื่องพารุ แต่เธอไม่ได้ตกใจหรือมีท่าทีอื่นใดอีก
         ฉันอาจจะทำตัวไม่ถูก หรือทำอะไรที่ไม่ค่อยสมควรนัก แต่การได้เห็นเธอ ได้อยู่ใกล้ ๆ เธออีกครั้งก็ทำให้ฉันขาดความคิดยับยั้งชั่งใจไป ฉันไม่ยอมจริง ๆ นะที่จะให้ คนสนิทคนไหนก็ตามได้สัมผัสวาตานาเบะ กลิ่นหอมตอนที่ช่วยเธอเช็ดผมมันทำให้ฉันยากที่จะหักห้ามความรู้สึกของตัวเอง ฉันคิดถึงเธอจริง ๆ ฉันอยากได้บางอย่างคืน เป็นสิ่งที่เจ้าของผมยาวสีน้ำตาลเข้มเอาไป แต่เธอไม่ยอมให้ เธออยากเก็บหัวใจฉันไว้ ฉันดีใจมากที่ได้ยินแบบนั้น วาตานาเบะก็ยังเป็นคนเดิมที่ฉันรู้จัก ยังมีสายตาอ่อนโยนกับฉันเสมอ ถึงจะได้เห็นแค่เสี้ยววินาทีก็ตาม
         เพราะฉันเชื่อคำที่ยุยฮังบอกไว้ ถ้าวาตานาเบะไม่ยอมจริง ๆ เธอคงปฏิเสธริมฝีปากฉันตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ซุกไซ้โดยง่าย และคงไม่ยอมให้เสื้อผ้าตัวเองหลุดจากร่างกายด้วย คิดถึงกลิ่นหอมของเธอ ชอบที่ได้สูดดมกลิ่นเหล่านั้นผ่านทางซอกคอขาว ๆ ต่อให้วาตานาเบะทำเป็นปากแข็ง เธออ้างว่าจะนอน ฉันไม่เชื่อว่าเธออยากให้เป็นแบบนั้น
         แม้ว่าสิ่งที่ยุยฮังบอกจะเป็นเรื่องของการใช้ปากพูดคุย แต่ฉันกลับใช้ปากทำอย่างอื่นไปก่อนหน้านี้ซึ่งวาตานาเบะคงจะไม่ ‘รู้สึก’ อะไรกับมันมากนักนอกจากหูแดงและอยู่ไม่สุขยามที่ฉันลงลิ้นลงไปแถวโคนขา ไล่เข้ามาจนถึงบริเวณเนื้อซึ่งชุ่มฉ่ำ และวนไล้ความชุ่มฉ่ำนั้นให้กระจายไปทั่วก่อนจะแบ่งรสชาติที่ฉันได้รับที่จุดนี้ไปกับการจูบอย่างโหยหากับเธอในอึดใจต่อมา และนำไปสู่การกระทำอย่างอื่นกับวาตานาเบะต่อ
         เอาเถอะฉันมองหน้าคนที่กำลังนอนทำตาปรือ แก้มแดงระเรื่อ สองมือของเธอบีบคลึงก้อนเนื้อเต่งตึงที่เด้งอยู่ตรงหน้า ในขณะที่ออกแรงทาบทับร่างกายของผู้หญิงคนที่นอนตัวสั่นตัวแดงหอบหายใจถี่อยู่ใต้ร่างฉัน เธอทำท่าสูดปากเป็นระยะ เหงื่อชุ่มไปทั่วหน้าเนียน ฉันเองก็ห่อปากเป่าลมพยายามผ่อนคลายตัวเองหลายรอบ เมื่อยิ่งออกแรงบดบี้สร้างความหรรษากับเนินเนื้อตรงหว่างขากับเธอ นี่ก็คงเป็นการคุยด้วยภาษากายอย่างหนึ่ง ภาษากายที่ฉันกลัวเหลือเกินว่าอาจจะทำให้คุณแม่ของวาตานาเบะได้ยิน
         วาตานาเบะทั้งเม้มปาก ทั้งจิกเล็บลงบนแขนของฉันหลังจากฉันเร่งจังหวะของตัวเองขึ้นไปอีก คอเธอแดงเป็นจ้ำ ๆ ประปรายลงมาจนถึงเนินอก มืออีกข้างที่เอามาประสานกับมือฉันไว้มีเลือดมาคั่งตรงบริเวณปลายนิ้วเรียวทั้งห้าของเธอ เราทั้งคู่พยายามจะเก็บเสียงให้มากที่สุด แต่เสียงครางก็ยังหลงออกมาบางจังหวะที่ทนไม่ไหวจริง ๆ รวมทั้งฉันด้วย ที่หอบเสียงสั่นไปกับเจ้าของห้องอย่างวาตานาเบะ
         คนที่เคยบอกว่าจะนอนคงตาสว่างเกินจะนอนอยู่เฉย ๆ อีกต่อไป วาตานาเบะคนนั้นดึงฉันลงไปนอนแทนที่ตัวเองแล้วสอดตัวเข้ามาระหว่างขาทั้งสองข้างของฉันบ้าง เธอยักย้ายส่ายสะโพกขยับเนิบนาบ ไม่รีบเร่งจังหวะ หนึ่งมือลงน้ำหนักมาที่คอของฉันอย่างมันเขี้ยวในอารมณ์ปรารถนา สงสัยเหมือนกันว่าจะไปทำให้เธอโกรธอะไรเข้า
         “โทษฐานที่เข้ามาจับโน่นจับนี่ของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต” เจ้าของห้องลงปากละเลงลิ้นสำรวจหน้าอกฉัน ทิ้งรอยน้ำลายไว้ทั่วเหมือนอย่างที่ฉันทำไว้กับเธอก่อนหน้านั้นบ้าง แต่เพราะต่อมาสะโพกของวาตานาเบะเริ่มเคลื่อนไหวเร็วขึ้น ฉันก็ตระหนักได้ว่าควรช่วยอุดปากเธอด้วยปาก เจ้าของห้องส่งลิ้นออกมาเล็กน้อย ตาเป็นประกายยั่วยวน เมื่อฉันค่อย ๆ โน้มหน้าเธอลงมา ก่อนส่งปลายลิ้นเกี่ยวกวัดลิ้นกระเซ้าเย้าแหย่อีกคนไว้ เพื่อไม่ให้เสียงครวญครางจากความสะท้านที่วาตานาเบะกำลังขยับสะโพกอยู่หลุดรอดออกมา ฉันโดนเธอกัดริมฝีปากท่าทางจะมันเขี้ยว ก็เลยออกแรงบีบก้อนเนื้อนุ่มของเธออย่างมันมือบ้าง วาตานาเบะหัวเราะชอบใจ ที่แย่สำหรับเราสองคนคืนนี้ก็คือเสียงที่ผิวหนังกระทบกันสองรอบต่อมาหลังจากนั้นมันไม่สามารถลดความดังได้ง่ายนัก

         “ตื่นได้แล้ว ซายากะจัง” ฉันชะโงกหน้าขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเรียก หางเสียงอีกคนหยอกเย้า วาตานาเบะใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว เธอนั่งยิ้มอยู่ข้าง ๆ ลูบหัวฉันอย่างอ่อนโยน
         “เธอนี่ตื่นเช้าเหมือนเดิมเลยนะ” ฉันฉวยเอามือของวาตานาเบะมาจูบเบา ๆ ทั้งที่ยังลืมตาไม่ขึ้น แต่รู้ว่าจะต้องลุกในอีกไม่กี่นาทีต่อจากนี้
         “ซายากะจัง ‘ของฉัน’ ก็ขี้เซาเหมือนเดิม” ฉันสะดุดเสียงที่เน้นคำว่า ‘ของฉัน’ แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ อย่างน้อยเมื่อคืนที่อุตส่าห์ซุ่มอยู่ข้างบ้านตั้งนานก็ไม่เสียเปล่าซะทีเดียว ฉันได้ปรับความเข้าใจกับวาตานาเบะแล้วในบางเรื่อง “นี่ จะมาทำเหมือนตอนอยู่บ้านที่โน่นแบบเมื่อก่อนไม่ได้หรอกนะ เพราะว่าบ้านหลังนี้แม่ฉันอยู่ด้วย โชคดีที่แม่ฉันเป็นคนตื่นสาย เพราะแบบนั้น ซายากะจังจะต้องลุก เตรียมตัวกลับบ้านตัวเองได้แล้ว” ใช่ ฉันไม่ได้ลืมว่าเมื่อคืนแอบบุกเข้าบ้านคนอื่น ดังนั้นจึงยอมทำตามอย่างที่อีกคนบอก
         วาตานาเบะแอบย่องไปดูให้ก่อนว่าคุณแม่ของเธอยังไม่ได้ตื่นหรือว่าเกิดบังเอิญตื่นเช้ามานั่งอยู่บริเวณห้องที่เป็นทางผ่าน ก่อนออกไปก็ไม่วายเร่งฉันให้รีบสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย เธอรีบกวักมือเรียกฉันมาที่ทางออกซึ่งเป็นคนละทางกับประตูห้องนั่งเล่นเมื่อคืนทันที เมื่อในห้องที่ไปดูนั้นปลอดคน แต่ก่อนที่ฉันจะเดินออกพ้นประตูบ้าน เธอก็ดึงเข้าไปกอดไว้ก่อน วาตานาเบะซบฉันอยู่แบบนั้น ฉันเลยโอบรัดเธอบ้าง ให้เธอรู้ว่า เธอมีความหมายกับฉันแค่ไหน
         “ฉัน…คิดถึงซายากะ” วาตานาเบะหอมแก้มฉัน ทิ้งหยดน้ำตาไว้บางส่วน ก่อนจะคลายแรงกอด “แต่ที่ทำเมื่อคืนไม่ได้ว่าฉันจะเห็นด้วยหรอกนะ มีอย่างที่ไหนลอบเข้าบ้านคนอื่นแบบนี้” วาตานาเบะชี้หน้าคาดโทษฉันไว้ พยายามจะหัวเราะ แต่มันขัดกับดวงตาที่แดงก่ำ มืออีกข้างปัดน้ำตาป้อย ๆ ฉันช่วยปาดน้ำตาให้เธอด้วยอีกคน
         “อื้ม…ไว้จะมาหาให้มิยูกิหายคิดถึงบ่อย ๆ” วาตานาเบะรีบดันฉันให้ออกจากบ้านทันทีที่โดนแกล้งจูบตรงหู ฉันตั้งใจกระซิบหยอกเธอแบบนั้น

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้เท่านั้น
[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (9) (SayaMilky)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s