[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (12) (SayaMilky x YuiParu)

Posted on Updated on

         ฉงนใจ…ทำไมหนอ
         “ฉันไม่คิดว่าเธอจะมา”
         “ฉันเต็มใจมา เพื่อเธอเลยนะ ไม่ดีใจให้มากกว่านี้หน่อย แบบนี้ฉันก็เสียใจแย่ ฉันอยู่หมู่บ้านข้าง ๆ แต่ถ่อมาถึงนี่เชียว มาคิด ๆ ดู พารุอุตส่าห์ลงทุนทำอะไรเพื่อฉันตั้งมากมาย ‘วุ่นวาย’ กันไปไม่รู้เท่าไหร่ เอาเป็นว่าคราวนี้ฉันมาตอบแทนเธอเป็นกรณีพิเศษก็ได้” มิยูกิยิ้ม เธอชำเลืองไปที่ยามาโมโตะคนที่ฉันต้องการให้เป็นผู้ดูแล ซึ่งกำลังหิ้วโยโกยามะลุกขึ้นมาจากที่นอน สภาพอ่อนแรง จนเดินเองไม่ไหว “ดูท่า ยามาโมโตะคนที่พารุต้องการจะไม่ว่างซะแล้วสิ” สุดท้ายจึงดูเหมือนว่ามิยูกิจะเป็นคนดูแลฉันแทนยามาโมโตะ
         “ป่วยการเมืองหรือเปล่าก็ไม่รู้” ฉันได้ยินพวกนั้นคุยกันว่าผู้ประสานงานของหมู่บ้านไม่สบาย อยากหัวเราะ เมื่อคืนก็พูดเองแท้ ๆ ว่าถ้าไม่อาบน้ำเดี๋ยวจะไม่สบาย เป็นไงล่ะ คนพูดดันมาเป็นซะเอง
         “ไม่มีใครเขาป่วยการเมืองเหมือนที่พารุชอบทำสมัยก่อนหรอก โยโกยามะตัวร้อนขนาดนั้น คงเพราะนอนไม่เพียงพอ และฉันคงไม่ต้องบอกนะว่าเพราะสาเหตุอะไร”
         “ฉันไม่ได้ขอให้เขามาดูแลฉัน โยโกยามะอยากจะอยู่เอง มันก็ช่วยไม่ได้นี่” ฉันไม่อยากจะใส่ใจสายตาตำหนิของมิยูกิมากนักจึงเลี่ยงไปมองโยโกยามะที่โดนยามาโมโตะลากออกไป สำหรับมิยูกิ ฉันทำอะไรก็ผิดไปหมดนั่นแหละ ไม่มีสิ่งที่ฉันทำแล้วถูกใจเธอ
         “พารุอาจจะติดนิสัยเสีย ๆ และมันคงฝังรากลึกจนเกินแก้ไข ฉันแค่อยากให้เธอ ช่วยมองอะไรกว้าง ๆ บ้าง คนไม่สบาย มีน้ำใจให้เพื่อนมนุษย์ไม่ได้ยากอะไรนักหรอกนะ พารุ”
         “พูดจบแล้วใช่มั้ย ถ้ายังไงช่วยเชิญออกไปจากบ้านด้วย ไปกันให้หมด” ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สบอารมณ์ถึงแม้ว่าจะได้มิยูกิมาเป็นคนดูแลฉันแทนยามาโมโตะ
         “เดี๋ยวนี้พารุไล่ฉันแล้วเหรอ แปลกจังนะ” ไม่ปกติเท่าไหร่ที่ฉันรู้สึกพาล รู้สึกโมโหเรื่องไม่เป็นเรื่อง มันหงุดหงิดอยู่ข้างใน
         “ถึงเป็นเธอก็ไล่ได้ มิยูกิรีบ ๆ ออกไปสักทีฉันอยากอยู่คนเดียว” ฉันรีบปิดประตูทันทีที่คนสุดท้ายอย่างมิยูกิเดินส่ายหน้าออกไป
         มันน่าโมโหมั้ย ฉันไม่ต้องการให้ใครมาดูแลหรอก ทนอยู่อีกไม่กี่วัน หรือจะรีบกลับเข้าเมืองวันนี้เลยก็ได้ ไม่เห็นจะสนใจเลย แค่คนไม่สบายคนเดียว ทำหน้าเป็นห่วงกันอย่างกับเกิดเรื่องใหญ่
         แล้วจะให้ฉันรู้สึกอะไร?
         ฉันต้องรู้สึกผิดกับการที่ฉันแกล้งแสดงละครตบตาผู้ประสานงานของหมู่บ้านเรื่องโรคหืดกำเริบ จนเธอวิตกกังวลไปใหญ่โตด้วยเหรอ ‘ทิ้งฉันไว้แล้วเดินกลับบ้านไป’ เธอสามารถทำสิ่งนี้ได้ เธอมีทางเลือกตั้งเยอะ แต่โยโกยามะเลือกที่จะอยู่เฝ้าฉัน ทั้งที่ฉันสบายดีทุกอย่าง แค่โยโกยามะไม่รู้เท่านั้นเอง
         สุดท้ายพอผู้ประสานงานของหมู่บ้านสุดที่รักของทุกคนป่วย ทุกอย่างก็เป็นความผิดของฉันงั้นสิ ทีฉันโดนแกล้งไม่เห็นมีใครสนใจ ฉันก็แค่อยากเอาคืนที่โดนแกล้งมาทั้งวัน ทำไมฉันจะต้องยอมโดนแกล้งอยู่ฝ่ายเดียว ฉันอาจจะไม่ใช่คนพื้นที่ แต่ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่เฉย ๆ เพื่อรอให้ใครมาแกล้งมาทำอะไรก็ได้
         พูดถึงเรื่องไม่สบาย…นานมาแล้ว นานมากแล้วด้วย

         “ลูกไม่สบายคุณก็ให้คนดูแลพาไปหาหมอสิ วันนี้ผมมีนัดประชุมผู้ถือหุ้นทั้งหมด… ว่าแต่ผม วัน ๆ คุณทำอะไรบ้าง”
         “ทะเลาะกันทีไรคุณก็เอาเรื่องนี้มาอ้างทุกที จะบอกว่าคุณทำงานอยู่คนเดียวใช่มั้ยล่ะ”

         เมื่อสมัยก่อน แค่ฉันไม่สบาย ตอนนั้นคงจะสักแปดขวบได้ กลับเป็นสาเหตุทำให้พ่อแม่ทะเลาะกันหนักและอาละวาดทำลายข้าวของในบ้านพังไปเป็นจำนวนมาก ฉันยังเด็กจึงไม่เข้าใจว่าพ่อแม่ทะเลาะกันเพราะอะไร ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใหญ่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับฉัน
         พอโตมาก็ยังไม่เข้าใจอะไรอยู่ดีกับความสัมพันธ์ของผู้ใหญ่ แค่รู้ว่าเรื่องที่ทะเลาะก็เป็นเรื่องเดิม ไม่เคยจบสักครั้ง ตอนหลังเมื่อทะเลาะกันทีไร บุพการีก็มักจะวนเอาเรื่องเก่ามาต่อความ ต่อว่ากันไปมา
         ตลอดเวลาที่ผ่านมา สิ่งที่ฉันอยากได้มากที่สุด คือสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว แต่ฉันไม่เคยได้รับมัน ดูจะเป็นสิ่งปริศนาที่ฉันเฝ้าตามหามาเนิ่นนาน มันอาจเป็นสิ่งล่องหนสำหรับฉัน แค่ฉันเพียงคนเดียวก็ได้
         ความรักความอบอุ่น…
         ช่วงวัยรุ่นฉันไม่ค่อยอยากไปโรงเรียน ฉันเบื่อทุกอย่าง ใช่ว่าอยู่บ้านจะไม่เบื่อ แต่อย่างน้อยการได้เก็บตัวอยู่คนเดียว ทำเป็นพวกไม่มีตัวตน ก็ยังดีกว่าออกไปพบเจอใคร
         ช่วงนั้นฉันใช้ข้ออ้างว่าป่วยและไม่ไปโรงเรียน พ่อแม่ไม่เคยสนใจว่าฉันจะป่วยจริงหรือไม่ ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ‘ก็ให้คนพาไปหาหมอสิ’ ประโยคที่ฉันฟังจนจำได้ขึ้นใจ ฉันอาจเป็นแค่ภาระชิ้นหนึ่งที่ไม่มีใครต้องการ มีแต่คนอยากจะผลักฉันออกไปให้พ้น ๆ
         ฉันเคยนึกด่าบิดามารดาของตัวเองอย่างรุนแรง เช่นว่าน่าจะหาย ๆ ไปซะจากโลกนี้ มีคนแบบนี้เป็นบุพการีจะมีไปทำไม ตลกนะ ฉันกลับสมหวังตามสิ่งที่คิด คุณและคุณนายชิมาซากิประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิตทั้งคู่ ทิ้งกองสมบัติมากมายไว้ให้ฉันที่อายุแค่เพียงสิบเจ็ดปี ฉันอยู่กับคนดูแลคนหนึ่งมานับตั้งแต่นั้น คนที่ให้ความช่วยเหลือฉันมาตลอดก่อนจะกำพร้าเสียอีก คนที่รับภาระจากพ่อแม่ของฉัน คนที่คอยเป็นห่วงฉันอย่างกับฉันเป็นคนในครอบครัวของเขา
         นับตั้งแต่ไม่มีพ่อแม่ที่คอยปัดความรับผิดชอบของฉันไปให้คนอื่น หลายคนที่ทำงานอยู่ในบ้านของฉันทยอยลาออก เพราะไม่คิดว่าฉันจะจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ก็ฉันมันลูกคุณหนูที่ไม่เอาถ่าน วัน ๆ เอาแต่หาเรื่องโดดเรียน…
         แต่ฉันอดทนและต่อสู้ ไม่ใช่เพื่อพ่อแม่ที่จากไป แต่เพื่อตัวฉันเอง เพื่อสู้กับตัวฉันที่อ่อนแอ ทำตามคำแนะนำของคนดูแลผู้มีพระคุณต่อฉันยิ่งกว่าใคร ‘คุณคิตาโนะ’ แม่บ้านเก่าแก่คนที่ดูแลฉันเสมอ รวมทั้งบางคนที่คุณคิตาโนะขอร้องให้อยู่ช่วยแนะนำฉันด้วยอีกแรง
         ทุกอย่างดำเนินมาด้วยดี แต่ความตายไม่เคยปราณีฉัน เมื่อคุณคิตาโนะ คนที่ฉันยกให้เป็นแม่คนที่สอง ชราภาพและก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ฉันไม่เคยลืมยิ้มครั้งสุดท้ายของเธอ ผู้หญิงที่ทำให้ฉันร้องไห้มากกว่าที่เกิดขึ้นตอนพ่อแม่เสียชีวิตซะอีก ฉันในวัยยี่สิบสี่เมื่อสองปีก่อนนั้น คนที่ก้าวขึ้นมาบริหารจัดการบริษัทจนมั่นคงได้ด้วยตัวเอง แทบจะไม่เป็นอันทำอะไร แต่ฉันก็กัดฟันต่อสู้กับความรู้สึกเสียใจ เมื่อต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางลูกน้องในบริษัทมากมาย
         และแล้ววันหนึ่งฉันก็ได้เจอใครบางคน เธอชื่อ ‘วาตานาเบะ มิยูกิ’

         “วาตานาเบะ อย่าไปสนใจชิมาซากิมากนักเลย เมื่อก่อนชอบแกล้งป่วยการเมืองบ่อย ๆ คงอยากเรียกร้องความสนใจ” ฉันต้องหันไปมองคนพูดอีกครั้งว่าทำไมถึงรู้เรื่องสมัยเรียน รวมทั้งอยากตบปากเน่า ๆ นั่นสักฉาด แต่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร เพราะฉันไม่มีเพื่อนมากเท่าไหร่สมัยนั้น สลับกับมองผู้หญิงหน้าตาดีมากคนหนึ่งที่เข้ามาช่วยพยุงฉันไว้ไม่ให้ล้ม ระหว่างเดินเซ็ง ๆ กลางงานเลี้ยงที่ถูกเชิญมา ทั้ง ๆ ที่ไม่อยากมา
         “เหรอ ถ้าแกล้งป่วยแล้วจะได้อะไร จะมีป้าย ‘แผนแกล้งสำเร็จ’ อะไรแบบนี้โผล่มาเหรอ คนไม่สบายช่วยได้ก็ช่วยไว้ก่อน ถึงมันจะเป็นเรื่องหลอก” ฉันไม่เคยเจอคนแบบนี้มานานแล้วและฉันไม่ได้แกล้งป่วย เพราะฉันพักผ่อนน้อย ทำให้รู้สึกเวียนหัวและหน้ามืดจนเซจะล้ม เมื่อโดนตอกกลับแบบนี้ทำให้อีกคนสะบัดแยกตัวไปจากตรงจุดที่ยืนทันที เพราะเธอไม่สามารถสร้างสัมพันธ์กับคนที่เข้ามาช่วยฉัน
         “ขอบคุณนะคะ” ฉันกล่าวสั้น ๆ เมื่อได้มานั่งพักในมุมสงบมุมหนึ่ง คนที่ช่วยฉันเอาไว้ก็ตามมาด้วย
         “ขอโทษนะคะ ไหนป้าย ‘แผนแกล้งสำเร็จ’ น่าจะเอามาให้ฉันได้แล้วนะ เดี๋ยวจะได้ปั้นหน้าว่า เขินจังโดนแกล้งไม่รู้ตัว” ฉันหัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง นานมากที่ไม่ได้หัวเราะแบบนี้ เมื่อมองดูหน้าอีกคนที่ทดลองทำท่าทางอย่างที่พูดก็ยิ่งขำ
         “ไม่มีป้ายพรรค์นั้นหรอกค่ะ ก็ฉันไม่ได้แกล้งป่วย ถึงฉันจะชอบแกล้งป่วยอย่างที่เขาพูดก็เถอะ” ฉันยิ้มให้อีกคนที่กำลังหัวเราะ
         หลังจากนั้นฉันก็ติดต่อกับมิยูกิเรื่อยมา เราได้ใช้เวลาด้วยกันบ่อย ๆ เธอทำให้ฉันได้เติมเต็มความรู้สึกที่หายไป ทำให้ฉันไม่โดดเดี่ยว ฉันไม่อยากจะห่างจากมิยูกิ เธอเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ สำหรับฉัน เราเป็นมากมากกว่าเพื่อนฉันคิดแบบนั้น เพราะมิยูกิก็ให้ความห่วงใยที่พิเศษสำหรับฉัน
         …แต่ความอบอุ่นที่ฉันต้องการมาตลอดก็มลายหายไปวันที่เธอบอกเลิกกับฉัน มิยูกิว่าบางอย่างมันไม่ใช่ และเธอไม่คิดว่าเราจะคบกันต่อไปได้ เธออาจจะดีกับฉันแต่มันอาจไม่ถึงขั้นที่จะคบกันลึกซึ้งกว่านี้ หากแต่เธอยินดีเป็นเพื่อนกับฉันเสมอ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ฉันไม่ยินดี
         …
         จนกระทั่งวันนี้ มีความรู้สึกบางอย่างก็เกิดขึ้นกับฉัน ลึกเข้าไปข้างในที่มืดดำ ดังห้องที่มองไม่เห็นทางออก ฉันก็เห็นจุดที่แสงสามารถส่องเข้ามาได้ แต่ว่ามันเล็กมากจนมองเห็นไม่ถนัดเท่าไหร่ มีคนมาทำให้ฉันรู้สึกได้ถึงความห่วงใยที่น้อยครั้งจะได้รับ หลังจากที่ฉันเสียทั้งคุณคิตาโนะและมิยูกิไป แม้ว่าความรู้สึกเหล่านั้นจะเกิดขึ้นพร้อมกับความรู้สึกไม่ชอบหน้ากันก็ตาม แปลกมั้ยล่ะ ทั้งที่เกลียดขี้หน้าแต่กลับทำให้ฉันรู้สึกถึงความห่วงใยที่ส่งมาได้
         เธอนี่มันแปลกคนดีเหมือนกัน โยโกยามะ…
         …

         ฉันนอนไปนานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ และฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านเป็นยังไงบ้าง ทั้งยังจำไม่ได้ด้วยว่าไม่สบายครั้งล่าสุดเมื่อตอนไหน น่าอายเหมือนกันนะที่ดันมาไม่สบายต่อหน้าคนที่ดูจะอ่อนแออย่างชิมาซากิ ฉันแข็งแรง ทำงานของหมู่บ้านมาตลอด ลุยงานทุกอย่าง ทำไมถึงได้ป่วยแค่เพราะนอนเฝ้าคนแบบนั้น ช่างเถอะ ฉันคงเพลียมากเลยเผลอหลับโดยไม่อาบน้ำ มันคงจะไม่สบายตัวก็เลยเกิดไม่สบายขึ้นมา แล้วสุดท้ายที่ตลกที่สุด คนแบบนั้น ชิมาซากิก็สบายดีมีความสุข เมื่อวันก่อนไม่รู้ว่าซายาเน่ต้องรับมือกับอะไรบ้าง ลองชิมาซากิลงทุนเอ่ยปากขอเปลี่ยนคนดูแล เธออาจจะวางแผนทำอะไรอยู่
         “ไม่สบายจริงหรือเปล่า หาเรื่องนอนหลับอยู่บ้านใช่มั้ยล่ะเธอ งานการไม่ทำ นี่คงคิดว่าพอฉันเปลี่ยนคนดูแลก็หาเรื่องนอนง่อยอยู่บนเตียงสบาย ๆ”
         “คุณ…นี่เข้ามาโวยวายถึงในห้องนอนฉันได้ไง” ฉันกำลังมึน ๆ ชิมาซากิก็ส่งเสียงขึ้นมาจนตกใจ เธอนั่งอ่านหนังสือของฉันอยู่ข้างเตียง ไม่ได้มองกันตอนฉันหันไปหาเธอ
         “ห้องแคบไปหน่อยนะ รู้มั้ยฉันนั่งอ่านหนังสือแก้เซ็งไปได้ตั้งหลายเล่ม” ฉันสงสัยว่าอีกคนกำลังบ่นให้ฟังอยู่หรือเปล่า แต่จากที่พูด ชิมาซากิมานั่งอยู่ตรงนี้นานแล้วอย่างนั้นเหรอ
         “จะมาอยู่เหรอ ถึงได้วิจารณ์ห้องคนอื่น” ฉันเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นที่ไม่ได้สงสัย ที่จริงตอบโต้โทษฐานที่มาวิจารณ์ห้องนอนของฉันแบบนี้
         “เอ๊ะก็มันเล็กจริง ๆ นี่”
         “ซายาเน่ล่ะ อยู่ไหน” นึกว่าชิมาซากิอาจจะตามซายาเน่มา แต่ก็ไร้เงารุ่นน้องในห้องนี้
         “ตื่นมาก็ถามหาทันทีเลยนะ เป็นห่วงเหรอ” ชิมาซากิวางหนังสือ เอ่ยถามฉันอย่างวางมาด เธอตวัดตามอง
         “มันช่วยไม่ได้ ปล่อยให้เขาอยู่กับคนแบบคุณตามลำพังน่ะฝันไปเถอะ” ฉันคอแห้งจะเอื้อมไปหยิบน้ำข้างเตียง แต่ชิมาซากิเอามายื่นให้ก่อนแล้ว เธอเข้ามานั่งหมิ่น ๆ อยู่บนเตียง ฉันเลยค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่งบ้างแล้วรับน้ำจากเธอมา
         “แต่ตอนนั้นก็ยอมโทรเรียกยามาโมโตะมาตามที่ฉันต้องการ แสดงว่าคิดได้แล้วจะกันฉันจากยามาโมโตะยังไง”
         “ฉันกะไว้ว่าจะอยู่ขวางคุณ ไม่ให้คลาดสายตา แต่พลาดตรงที่ดันไม่สบายขึ้นมาก่อน”
         “โอ๊ะ…” ชิมาซากินั่งหัวเราะ
         “มีอะไรตลกหรือไงคุณ นั่งหัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว ฉันว่าคุณไม่น่าหัวเราะกับเรื่องอะไรแบบนี้นะ อย่างคุณคงต้องมีความสุขที่แผนการสำเร็จมากกว่า แผนการทวงวาตานาเบะมาจากซายาเน่น่ะ”
         “พูดมากอยู่ได้ น่ารำคาญ” ผู้สนับสนุนโครงการตัดบทหน้าตาเฉย “แม่เธอบอกว่าถ้า…ยุยจัง ตื่น ให้วัดอุณหภูมิให้ด้วย” ฉันถอนหายใจ ชิมาซากิตั้งใจเย้ยฉันเรื่องชื่อเล่นเวลาใช้ในครอบครัว “แต่ฉันก็ไม่เคยต้องวัดให้ใครซะด้วย เขาวัดกันยังไงเหรอ” ชิมาซากิมองซ้ายมองขวาหาอะไรสักอย่าง
                  “ถ้าอยากได้ค่าที่แน่นอนก็เอาปรอทวัดไข้”
         “แล้วอยู่ไหน”
         “ไม่มี” คนถามเบะปาก หน้ามุ่ยจนคิ้วชนกันให้ยุ่ง
         “แล้วไม่มีปรอท แม่เธอเขาจะให้ฉันวัดยังไง” ฉันว่าชิมาซากิตั้งใจกวนประสาท
         “คุณแค่ไปบอกแม่ว่าฉันดีขึ้นแล้วก็พอ ไม่ต้องมาลำบากวุ่นวายหรอก” ฉันว่าเนือย ๆ เพราะยังเหนื่อยอยู่ ถึงจะดีขึ้นมากแล้วก็ตาม
         “แต่ฉันเห็นในหนังนะที่เขาเอาหน้าผากวัดไข้กันน่ะ ต้องทำแบบนั้นใช่มั้ย”
         “หยุดอยู่ตรงนั้น ฉันไม่อยากจะแพร่เชื้อไข้ให้คุณตอนนี้ ถ้าไม่รู้ว่าวัดไข้ยังไงก็เลิกยุ่งได้แล้ว ไม่ต้องไปเลียนแบบหนัง” ฉันรีบดันไหล่อีกคนที่พยายามเปิดปอยผมตรงหน้าผากขึ้น ทำท่าว่าจะวัดไข้ด้วยวิธีที่พูดจริง ๆ ซึ่งฉันก็ไม่อยากจะใกล้ชิดเธอไปมากกว่านี้
         “ยุยจัง เธอนี่ซื่อจริง ๆ ใครที่ไหนไม่รู้วิธีวัดไข้บ้าง เธอเชื่อง่ายไปหรือเปล่า แสดงว่าฉันก็ดูไม่รู้ประสีประสาสำหรับเธออยู่เหมือนกันนะ” ฉันนิ่งไปเมื่อชิมาซากิขยับเข้ามาใกล้ ๆ แล้วทาบมือลงบนหน้าผาก มือนุ่มที่อุณหภูมิน้อยกว่าลากลงมาตรวจวัดอุณหภูมิที่คอฉันอย่างเบามือ ฉันยังอึ้งอยู่อีกหลายวินาทีเมื่อมองดวงตาของคนที่กำลังยิ้มอย่างอารมณ์ดี และอึ้งที่บุคคลอันตรายแบบนี้ก็มีความอ่อนโยนให้เพื่อนร่วมโลกแบบฉัน
         “ตลกเหรอที่ได้แกล้งฉัน”
         “เธอตลกมั้ยล่ะที่ได้แกล้งฉัน คิดเอาเองนะ…” ฉันจุกไปกับคำตอบสั้น ๆ ของชิมาซากิ “เอาละ ตัวไม่ร้อนมากแล้ว นอนพักวันนี้ก็คงมาขวางฉันกับยามาโมโตะได้เหมือนเดิม แทบจะอดใจรอไม่ไหวเลยแหละ เดี๋ยวฉันมา ไปบอกแม่เธอก่อน”
         ชิมาซากิเดินหายออกไปพักใหญ่ทิ้งให้ฉันใจเต้นอยู่คนเดียว เต้นยิ่งกว่าตอนที่เห็นเธอเปลือยซะอีก หรือว่าฉันจะไข้ขึ้นอีกรอบกันแน่ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลย มึนหัว ฉันเลิกคิดแล้วทิ้งตัวนอนไปอีกครั้ง ไม่เห็นต้องสนใจสายตาของคนแบบนั้น โยโกยามะเธอนี่พอเจอเขาทำดีเข้าหน่อยก็ใจอ่อนได้ยังไง นั่นคือคนที่วางแผนทำเรื่องไม่ดีกับคนรู้จักของรุ่นน้องเธอนะ
         ไม่ต้องมาแอบคิดเลยว่าลึก ๆ แล้วชิมาซากิอาจจะมีความดีหลงเหลืออยู่เหมือนกัน
         ชิมาซากิกลับมาที่ห้องนอนของฉันอีกครั้งพร้อมกับถือถ้วยควันลอยฟุ้งเข้ามา เธอปล่อยให้ฉันนั่งกินโจ๊กที่แม่เป็นคนปรุงให้อยู่เงียบ ๆ แน่นอนพนันกันล้านเปอร์เซ็นต์ว่าเธอไม่มีทางทำโจ๊กเอง และก็คงไม่เสียเวลามานั่งทำ กระทั่งฉันกินยาเสร็จสรรพ ชิมาซากิก็ยกถ้วยโจ๊กที่เกือบหมดออกไป จากนั้นกลับมาพร้อมกับผ้าและอุปกรณ์สำหรับเช็ดทำความสะอาดตัว
         “ไม่ต้องเช็ดก็ได้มั้ง แม่ให้คุณมาทำเหรอ” เพราะรู้สึกเพลียจึงอยากนอนมากกว่า แต่ก็ไม่วายสงสัยที่ผู้สนับสนุนโครงการมาป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องนอนของฉันวันนี้
         “ตามใจสิ ไม่เช็ดก็เรื่องของเธอ ถ้าขี้เกียจ ฉันแค่ยกเข้ามาให้” ชิมาซากิลอยหน้าลอยตา “แต่ถ้าลองอ้อนวอนขอร้องฉัน ฉันจะช่วยเช็ดให้ก็ได้นะ ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย จากคนใจดีอย่างฉัน”
         “ไม่เห็นต้องขอร้องเลย ทำไมฉันต้องทำอะไรยุ่งยากด้วย” ฉันบ่นเสร็จก็นอนหันหลังให้ผู้สนับสนุนโครงการที่หน้าหงิกไปเรียบร้อยแล้ว
         “แบบนี้ก็ไม่เท่าเทียมสิ ตอนฉันยังโดนเธอบังคับอาบน้ำเลย แถมยังมาเร่งเวลาผ่อนคลายของฉันอีกด้วยนะ ตอนนี้ ทำไมเธอ…”
         “คุณอยากจะเช็ดตัวให้ฉันใช่มั้ย ถ้าใช่ก็เช็ด ๆ มา ทำเป็นพูดลีลาท่าเยอะอยู่ได้”
         “ก็ได้ ฉันจะเช็ดตัวให้ ลุกขึ้นมาสิ อืดอาดจริง” ชิมาซากิบิดน้ำออกจากผ้า ทำท่าฮึดฮัด ปากก็เร่งฉันไม่หยุด แต่พอฉันลุกขึ้นมานั่งได้ เธอก็จัดแจงส่งผ้าหมาด ๆ โปะเข้ามาเต็มหน้าก่อนจะถูผ้าไปรอบ ๆ ไร้ซึ่งความปราณีจนฉันต้องร้องให้หยุด
         “ถ้าจะเช็ดเหมือนขัดหม้อ ไม่ต้องเช็ด ฉันรู้สึกขอบคุณแล้ว …พอ” ฉันดันมือผู้สนับสนุนโครงการออกไปจนสุดแขนหลังประโยคว่าให้พอ แสดงออกให้เห็นว่าแบบนี้ไม่ต้องเช็ดจะดีซะกว่า
         “อะ ๆ เดี๋ยวฉันเช็ดให้เบาลงอีกหน่อยละกัน” ชิมาซากิไม่ได้สนใจที่ฉันปฏิเสธตั้งแต่แรกแล้ว เธอตั้งใจจะเช็ดตัวฉันตั้งแต่แรกแล้วแน่ท่าทาง เธอปัดมือที่ฉันดันมือเธอไว้แล้วขยับตัวเข้ามาซะใกล้ จากนั้นจัดผมที่รุงรังทั่วหน้าให้เข้าที่เข้าทาง กิริยาแตกต่างกับเมื่อกี้เหมือนเป็นคนละคน
         ผู้สนับสนุนโครงการสาวถูผ้าไปมาทั่วหน้า เธอไล่เช็ดไปตามตัวของฉันโดยไม่แกล้งอะไรอีก ดูใส่ใจกับสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ทำไปส่ง ๆ บ้าไปแล้วฉัน เวลาไม่สบายหัวสมองก็มักคิดอะไรไม่สมเหตุผลมั้ง ฉันพยายามแล้วที่จะไม่มอง แต่ก็อดไม่ได้ เธอจะเป็นคนอ่อนโยนแค่ไหน ถ้าไม่ติดว่าทำเรื่องไม่ดีกับรุ่นน้องฉันไว้แบบนั้น หรือเธอเป็นคนยังไง ถ้าฉันเจอเธอก่อนหน้านี้ บางครั้งเมื่อเธอทำท่าคิดหรือเผลอ ๆ ก็มักปรากฏลักยิ้มขึ้นมา ฉันคิดเตลิดพาตัวเองไปไกลและยั้งไว้ไม่ทัน จึงพลั้งปากถามเรื่องที่คาใจ
         “ทำไมถึงอยากเอาชนะใจวาตานาเบะล่ะ”
         “หืม…มิยูกิเหรอ เขาเป็นคนสำคัญของฉัน”
         “ทั้งที่เขามีคนสำคัญของเขาอยู่แล้ว แต่คุณก็ยังอยากจะเอาชนะเขาเหรอ”
         “ถ้าชนะใจมิยูกิได้ อีกครั้งล่ะก็นะ ฉันก็อยากจะทำให้ได้” คนตอบเช็ดตัวให้ฉันโดยไม่ใส่ใจที่ฉันกำลังมองเธออย่างพิจารณา
         “แล้วยังไงต่อ” คราวนี้เธอชะงักและมองฉัน
         “หมายถึง?” เธอดูงุนงงกับประโยคคำถามแสนสั้นของฉัน
         “คุณจะรู้สึกยังไงถ้าชนะใจวาตานาเบะได้ คุณคิดว่าจะได้เขากลับมาจริงเหรอ ทำไมไม่ลองเอาชนะใจตัวเองให้ได้ ยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้น ยอมรับว่าคุณไม่มีวันได้ใจของวาตานาเบะ”
         “ฉันจะเป็นอะไรมันก็เรื่องของฉัน ขอบคุณที่อุตส่าห์พล่ามมาซะยาว” ผู้สนับสนุนโครงการบอกเสียงเรียบ แต่ฉันพอจะรู้สึกได้ว่าเธอเริ่มมีน้ำโหที่ฉันรุกถาม
         “น่าเสียดาย” ชิมาซากิเอาแผ่นลดความร้อนมาแปะให้เป็นอันสิ้นสุดการเช็ดตัว
         “อย่าเสียดายคำพูดไร้ประโยชน์ของเธอเลยโยโกยามะ ฉันมีทางเลือกของฉันอยู่ในใจแล้ว”
         “ฉันเสียดาย…ที่รู้จักเธอช้าไป”
         “เธอคิดจะเปลี่ยนให้ฉันเป็นคนมีสามัญสำนึกเหรอ ถ้าเจอกันก่อนหน้านี้ จะตามมาพล่ามให้ฉันกลับตัวอย่างงั้นเหรอ เป็นเรื่องโจ๊กที่ไม่สนุกเลยสักนิดนะ” ชิมาซากิยิ้มเหยียดแล้วถือกะละมังอันเล็กที่ใส่น้ำ หมุนตัวจะเดินออกไปจากห้อง

         “ถ้ารู้จักกันเร็วกว่านี้ ฉันจะจีบเธอ…”

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้และยุยพารุเท่านั้น
[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (12) (SayaMilky x YuiParu)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s