[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (14) (SayaMilky x YuiParu)

Posted on Updated on

         หัวใจที่โบยบิน…
         “พี่ยุยหายดีแล้วเหรอ หายไวจัง” ฉันสะดุ้งที่จู่ ๆ ซายาเน่ก็พรวดเข้ามาไม่ทันตั้งตัว ว่ากันตามตรงโดยปกติฉันก็คงจะเห็นถึงความเคลื่อนไหวของรุ่นน้อง แค่วันนี้หัวฉันมีเรื่องยุ่งอื่น ๆ ให้คิด แต่ก็อาจจะดีที่มีคนเข้ามาทัก ไม่อย่างงั้นฉันคงใจลอยไปไกลเมื่อคิดอะไรเพลิน ๆ ตอนที่กำลังจะเดินเข้าไปด้านในสำนักงาน
         “พี่แค่พักผ่อนน้อย ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย จะให้นอนอู้อยู่บ้านกี่วันล่ะวะไอ้นี่” ฉันถือโอกาสนั้นเดินพูดคุยกับซายาเน่เข้ามาที่สำนักงาน หลังกลับมาทำงานได้อีกครั้งเพราะหยุดไปหลายวันเนื่องจากไม่สบาย ใช้วันหยุดคุ้มที่สุดในรอบหลายปี
         “วันที่ฉันแบกพี่กลับบ้านไม่เห็นเป็นงี้เลย” รุ่นน้องวอนหาเรื่องไม่หยุดหย่อน แต่นั่นก็เป็นความจริงที่ฉันไม่อาจเถียงเธอได้ ฉันเพลียเพราะฤทธิ์ไข้จนอาการแย่มาก
         “เฮ้ย ก็ตอนนั้นไม่สบาย อย่าไปพูดถึงมันเลยน่า” ซายาเน่หัวเราะชอบใจที่ได้สนุกปากกับความเจ็บป่วยซึ่งฉันไม่ค่อยเป็น
         “เรื่องผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านนี่ยังไงต่อล่ะ เขาไม่บ่นเหรอว่าทำไมฉันไม่ไปดูแลเขา นี่ไม่รู้จะกลับบ้านกลับช่องเมื่อไหร่” ฉันหันไปยิ้มกับสีหน้าหนักใจของรุ่นน้อง
         “ไม่เป็นไรหรอก พี่จัดการเอง เหมือนอย่างเคยแหละ นี่เขาไม่สบายซะก่อน ถ้าหายป่วยก็คงจะกลับ”
         “เอ้าพี่ยุย ไม่เห็นด้วยกับฉันรึไง เรื่องที่จะให้เขาออกไปจากหมู่บ้านไว ๆ” อีกคนยกคิ้วนิ่วหน้ามองสงสัย บางทีซายาเน่คงกำลังคิดว่าฉันอาจอาการไม่สบายกำเริบขึ้นมาอีกจนประสาทกลับ
         “คนไม่สบายจะไปอะไรกับเขามากล่ะ ไอ้นี่… เอ้อ เขาก็ถามหาซายาเน่นะ”
         “เหรอ ไม่รู้จะมีแผนอะไรอีกหรือเปล่า” ซายาเน่ไม่ได้ทุกข์ร้อนเมื่อฉันเอ็ด ทั้งยังทำหน้าเซ็ง ๆ เรื่องที่ชิมาซากิถามหา “เอ๊ะวันที่พี่ป่วยยังเห็นสบายดีแท้ ๆ เฮ้อ…ช่างเถอะ มิยูกิถามถึงพี่อยู่เหมือนกันค่ะ”
         “ขอบคุณวาตานาเบะด้วยนะ อุตส่าห์ถามถึงพี่ วันนั้นก็มาช่วยซายาเน่ พี่จำได้นะถึงจะโดนหามออกมาจากบ้านพักของชิมาซากิก็เหอะ”
         “เขาคงเป็นห่วงกลัวว่าพี่จะโดนลูกหลงจากคุณชิมาซากินั่นไปด้วย”
         “ตามมาคุมซายาเน่มากกว่ามั้ง ท่าทางจะหวง” รุ่นน้องตัวแสบรีบตัดบทเขิน ๆ ทำหน้าภูมิใจในตัวเอง แล้วขอตัวไปทำงานต่อ สีหน้าระรื่น ทำไมฉันไม่หาเรื่องสนุกปากหยอกรุ่นน้องตัวแสบคนนี้ เป็นเรื่องอื่นซึ่งไม่ใช่เรื่องของวาตานาเบะกันนะ หลัง ๆ ถ้างัดเอาเรื่องเพื่อนสนิทของซายาเน่มาพูด ดูเจ้าตัวจะมีความสุขจนเก็บไว้ไม่อยู่ และยังอวดเบ่งวางท่าเรื่องคนสนิทของเธอจนอยากตบให้คว่ำ ก็ใช่แหละน่ารักแบบวาตานาเบะ มีค่ามากพอให้ผู้หญิงอีกคนทำอะไรตั้งมากมายเพื่อที่จะคว้าหัวใจวาตานาเบะมาให้ได้ ผู้หญิงคนเดียวกับที่ทำให้ฉันต้องวุ่นวายอยู่ตอนนี้ ทำไมมันกลับกลายเป็นอิท่านี้ไปได้นะ

         เมื่อจัดการงานที่ค้างเสร็จ ฉันรีบกลับไปบ้านและอ้อนแม่ให้ช่วยทำอาหารรสอ่อนสำหรับคนป่วย เมื่อวานฉันไม่ได้ไปหาเธอ วันนี้ก็อยากมีของติดไม้ติดมือไปด้วยสักหน่อย เอาเรื่องอาหารเป็นข้ออ้างบังหน้าตอนไปหาเธอจะได้ไม่ผิดสังเกต
         แม่ชมชิมาซากิที่ฉันเดาว่าตอนนี้คงนอนซมอยู่ที่บ้านพัก ที่วันก่อนโน้นช่วยทำโจ๊กให้ตอนฉันไม่สบาย นี่ฉันเดาผิดเต็ม ๆ เรื่องที่เธอมีส่วนร่วมกับโจ๊กถ้วยนั้นด้วย ฉันแกล้งถามแม่ไปว่าถูกใจเขามากใช่มั้ยถึงได้ชมแบบนี้ และนั่นแหละฉันเลยโดนต่อว่าเรื่องที่ใส่ร้ายป้ายสีชิมาซากิ ตอนนี้ลูกสาวแท้ ๆ อย่างฉันกำลังตกกระป๋องเพราะแม่บังเกิดเกล้าท่าทางประทับใจผู้หญิงคนนั้นเหลือเกิน
         แม่บอกว่าชิมาซากิน่ารัก ไม่เป็นอย่างที่ฉันพูดสักนิด แล้วคนแบบไหนที่รีบมาเยี่ยมทั้ง ๆ ที่ไม่ถูกชะตากัน ท่าทางชิมาซากิก็ไม่ได้แกล้งทำอะไร ทั้งมารยาทกับผู้ใหญ่ก็เรียบร้อย ฉันอยากบอกแม่ว่าก็คนแบบที่แม่กำลังชมอยู่นี่ไงที่อันตราย ปิดท้ายฉันโดนแม่ตอกกลับมาเต็มชัดสองหูว่าแม่ถูกใจผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านเข้าแล้ว
         ฉันก็เหมือนแม่นั่นแหละ…
         ฉันเห็นความไม่ดีที่ชิมาซากิทำ แต่ฉันก็ดันได้เห็นความดีที่ไม่รู้ว่ามันจริงหรือเปล่าของเธอด้วย ซึ่งมันทำให้ฉันถูกใจเธอ มันน่าเจ็บใจตัวเอง นึก ๆ ไปถ้าจะเถียงแม่ก็ติดชนักว่าตัวเองรู้สึกยังไงกับชิมาซากิ บางทีชิมาซากิอาจแกล้งแสดงให้ฉันตายใจก็ได้
         ฉันเลือกไม่ตอบโต้คุณแม่สุดที่รัก คุณแม่ถูกที่สุดเสมอไม่ว่าจะเรื่องไหน ทางออกคือการสงบปากสงบคำไว้ เพราะยังต้องการอาหารรสอ่อนกับน้ำซุปเข้มข้นที่แม่ตั้งใจทำให้ชิมาซากิเป็นพิเศษอยู่ แล้วฉันล่ะเป็นคนแบบไหน คนที่อยากจะไปดูแลเขาจนเกินหน้าที่ แม่จะสงสัยฉันหรือเปล่า เหมือนอย่างที่ฉันกำลังสงสัยตัวเอง เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยหมดแล้วฉันก็หอบเอาอาหารที่แม่ทำให้แล้วบึ่งไปที่บ้านพักของชิมาซากิทันที
          ผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านยังไออยู่บ้าง วานซืนที่มาหาเธอยังอาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ถึงวันนี้จะดีขึ้นมากแต่ท่าทางของชิมาซากิคงจะยังช้ำจากการไออยู่ บ่อยครั้งที่เธอเอามือจับท้องของตัวเองไว้ ชิมาซากิฝากให้ฉันไปขอบคุณแม่ที่ทำของอร่อยมาให้ แต่เธอกินไปน้อยมากจนฉันอดไม่ได้ก็เลยเอ็ดว่าเธอ
         “เดี๋ยวคนทำเขาก็เสียใจแย่หรอก กินไปแค่นี้” ชิมาซากิสู้แมวอ้วนที่ชอบมาป้วนเปี้ยนที่บ้านไม่ได้เลย นั่นน่ะสักวันคงวิวัฒนาการจากแมวกลายเป็นหมูเข้าจริง ๆ มาทีไรต้องเหมียว ๆ ขออาหารตลอด
         “คุณแม่ของเธอทำอาหารอร่อย แต่ขอโทษนะร่างกายฉันมันรับได้เต็มที่แค่นี้ จะบ่นฉันไป กระเพาะฉันก็เต็มเท่าเดิม เพราะงั้น ฉัน…อิ่ม…แล้ว” ชิมาซากิทำเป็นพูดช้า ๆ ไม่วายกวนประสาททั้งที่ไม่สบายขนาดนี้ ก่อนที่จะกินยาแล้วกลับไปนอนตามเดิม
         “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ปกติต้องโวยวายที่เห็นหน้าฉันนี่” ฉันพาตัวเองไปนั่งมองหลังคนที่นอนตะแคงอยู่ตรงที่นอน “เมื่อวานพักผ่อนสบายมั้ยคะ ไม่มีฉันมาคอยรบกวนคุณถึงที่บ้าน” ฉันแหย่ยิ้ม ๆ บีบน้ำเสียงจริงจัง ยังไงชิมาซากิก็ไม่เห็น ที่จริงที่อยู่กับเธอล่าสุดนั้นฉันกับชิมาซากิมีบางอย่างเกิดขึ้น ผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านรู้ว่าฉันอยากอยู่กับเธอ ส่วนฉันเองก็ยอมรับกับเธอไป รวมทั้งได้ใกล้ชิดกับชิมาซากิมากเกินกว่าการเป็นผู้ประสานงานโครงการของหมู่บ้าน ฉันทำเกินหน้าที่หลายอย่าง
         “เมื่อวานทำไมไม่มา…” ฉันเห็นสีหน้าของคนป่วยที่นอนอยู่ดูงุนงง เมื่อฉันเอามือแนบแก้มเธอไว้ “อะไร?” ฉันก้มเข้าไปใกล้เธอมากขึ้น
         “ฉันว่าฉันเห็นยุง แต่จะตบตรงหน้าคุณก็คงไม่ได้” แก้มนิ่มของเธอที่ฉันสัมผัสด้วยฝ่ามือช่างเย้ายวน ฉันไม่ควรแตะต้องชิมาซากิบ่อยเพราะเธอทำให้ฉันอดใจไม่ได้
         “ยุงบ้าอะไร ฉันไม่เห็นรู้สึกเลย” ชิมาซากิทำตาขวางเอาเรื่อง
         “แล้วแบบนี้ล่ะรู้สึกบ้างหรือยังคะ” ฉันอมยิ้มหลังจากที่หอมแก้มเธอเต็มฟอด “ตัวยุ่งแบบคุณน่ะ ฉันจะจัดการยังไงดี ทำอะไรให้ก็ไม่ค่อยพอใจสักอย่าง ฉันทำอะไรก็เสียจังหวะไปหมด”
         “สรุปว่าไม่มียุงหรอกใช่มั้ย เมื่อกี้น่ะ” ข้ออ้างของฉันไม่ได้เดายากอะไร ก็สมควรอยู่แล้ว ฉันไม่คิดว่าจะมีคนเชื่อเรื่องยุงงี่เง่าที่เพิ่งบอกคนไม่สบายไปเมื่อสักครู่
         “คงเป็นยุงสายพันธุ์ใหม่ค่ะ ยุงล่องหน”
         “มันจะเป็นยุงมาจากประเทศอะไรก็ช่างฉันไม่สนใจ ตอนนี้ฉันไม่ค่อยสบาย ดังนั้นฉันจะไม่เอาเรื่องเธอ แต่คราวหน้าไม่มีทาง ฉันจะบอกเธอไว้ตรงนี้ แก้มฉันไม่ใช่อยากหอมก็จะมาหอมโดยพลการ” ชิมาซากิฮึดฮัดกลับไปนอนตามเดิม แต่ฉันว่ามีคนเขินมากกว่าถึงหลบสายตากันในจังหวะใกล้ชิดของเราเมื่อสักครู่
         เสียงเคาะประตูทำให้ฉันละสายตาไปมองอย่างสงสัย เพราะฉันบอกกับคนที่ดูแลเรื่องอาหารของชิมาซากิไว้แล้วว่ามื้อนี้จะเอาอาหารมาเองจากบ้าน แต่ก็คิดไว้แหละว่าน่าจะเป็นคนอื่น
         “เข้ามาก่อนสิคะ แต่คุณชิมาซากิเพิ่งกินยาไป” คนสนิทของรุ่นน้องส่ายหัว วาตานาเบะตีหน้าเคร่งขรึมอย่างที่ฉันเห็นไม่บ่อยนักตั้งแต่ที่ได้รู้จักกับเธอ
         “ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณโยโกยามะสักหน่อยค่ะ มีเวลามั้ย” ฉันเชิญวาตานาเบะให้เดินออกมาคุยอย่างเป็นส่วนตัวไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก จากอากัปกิริยาวันนี้ คิดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญ “พารุเป็นคนน่ารักนะคะ ถึงตอนนี้จะเป็นคนที่สร้างปัญหาเก่ง แต่คุณน่าจะพอได้แล้ว” เธอมาเพราะเรื่องนี้นี่เองและที่ทำหน้าจริงจังขนาดนั้นก็สาเหตุนี้ด้วย ฉันยิ้มและถามคนที่กำลังทำหน้าเป็นกังวลอยู่
         “เป็นห่วงชิมาซากิเหรอคะ” ทำไมฉันจะต้องรู้สึกเจ็บอยู่ข้างในที่เห็นความหวังดีของวาตานาเบะต่อชิมาซากิ ฉันเข้าใจว่าสองคนเคยคบกันแต่มันก็ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน
         “ฉันอาจจะเป็นคนบอกให้คุณแกล้งทำดีกับพารุ เพื่อไม่ให้พารุต้องทำอะไรวุ่นวายกับคุณและหมู่บ้านของคุณ ฉันคิด ๆ ไว้ว่าจะจัดการส่วนที่เหลือต่อไปและจะไม่ให้คุณต้องเดือดร้อน ฉันไม่ได้คิดไว้ว่าคุณจะทำดีกับพารุในรูปแบบนี้”
         “คุณหมายถึงว่า?”
         “คุณทำให้พารุชอบคุณได้แล้วนี่คะ” ฉันหัวเราะหึ ถ้ามันเป็นอย่างที่วาตานาเบะพูดก็คงดี ถ้าเกิดว่าชิมาซากิเขาชอบฉันเหมือนอย่างที่ชอบผู้หญิงตรงหน้าคนนี้
         “ทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ คุณชิมาซากิเพื่อนคุณอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้เลยก็ได้” ฉันไม่รู้ว่าคนที่กำลังนอนป่วยอยู่ในบ้านรู้สึกยังไง แต่ฉันรู้สึกกับเธอมากเกินไปแล้วทุกวันนี้
         “ฉันก็พอจะมองสายตาที่เขามองคุณออกอยู่บ้าง พารุแทบจะไม่ใส่ใจคนอื่น น้อยมากในบรรดาคนรอบตัว การที่เขามองคุณอย่างเป็นห่วง ฉันคิดว่าเขารู้สึกบางอย่างกับคุณ จะช่วยหยุดได้มั้ยคะ ฉันขอร้อง” ฉันรู้ว่าวาตานาเบะชอบซายาเน่แน่นอน เธอไม่ได้กำลังเผื่อใจ หรือหวงก้าง แต่ยิ่งเห็นแบบนี้ฉันก็ยิ่งรู้สึกว่า เมื่อก่อนและจนถึงตอนนี้ทำไมชิมาซากิถึงได้ทุ่มเทเพื่อวาตานาเบะ ฉันพอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้ว
         “ไม่ดีเหรอคะ เขาจะได้เลิกสนใจคุณไง” ฉันแกล้งหยั่งเชิง โดยไม่มีเจตนาอย่างที่วาตานาเบะกลัว ไม่รู้ว่าจะยิ่งทำให้ตัวเองชอกช้ำกว่าเดิมหรือเปล่าที่ถามแบบนั้น
         “ฉันจะไม่ดีใจ ถ้าเห็นพารุต้องเจ็บปวดในลักษณะนี้อีกครั้ง ” ฉันเห็นความกังวลของวาตานาเบะอย่างชัดเจน
         “ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอกค่ะ ฉันจะไม่ทำให้คุณชิมาซากิต้องเสียใจมากไปกว่านี้ สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ก็ไม่ได้แกล้งแสดงอะไรเหมือนอย่างที่คุณกังวล แย่เหมือนกันนะคะที่ดันไปชอบคนอย่างคุณชิมาซากิเข้าจนได้”
         “นี่พูดจริงเหรอคะ” จากตอนแรกที่หน้าเครียด วาตานาเบะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที
         “ทำไมคะ ทำไมฉันจะชอบคุณชิมาซากิไม่ได้” ฉันลืมตัวพูดไปอย่างมีน้ำโห ชิมาซากิน่ารักแบบนั้นมีคนชอบก็ไม่แปลกอยู่แล้ว
         “ไม่ใช่ค่ะ อย่าเพิ่งเสียงแข็งแบบนั้นสิคะ ฉันก็แค่ไม่คิดว่าคุณจะชอบพารุ”
         “ก็อย่างที่คุณบอกว่าคุณชิมาซากิเป็นคนน่ารัก น่ารักจนฉันรู้สึกว่าเขาไม่น่ามายึดติดอยู่แต่กับคุณ ฉันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ดีนะคะ”
         “ฉันเข้าใจค่ะ” วาตานาเบะรีบบอกอย่างอารมณ์ดี
         “เขาน่าจะได้เจอคนที่เขาจะสามารถมีความสุขด้วยได้ ดูแลเขาได้ และยิ้มได้อีกครั้ง”
         “ถ้าจะมีคนทำให้พารุยิ้มได้อีกครั้งและคน ๆ นั้นคือคุณโยโกยามะ ฉันจะยินดีมาก”
         “แต่บางทีก็เหมือนว่าคุณจะยังอยู่ในหัวใจเขาตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะทำอะไร ก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้ทั้งหมด” นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันเจ็บอยู่ลึก ๆ
         “คิดแง่ดีสิคะ ฉันน่ะได้แค่อยู่ในใจ ล่องลอยอยู่ในนั้น เป็นนามธรรม แต่คุณโยโกยามะได้อยู่ข้างพารุนะคะ นั่นแหละที่เป็นเรื่องจริง เป็นสิ่งที่จับต้องได้ เรื่องพวกนี้มันวุ่นวายเสมอล่ะค่ะ ฉันเองพอจะเข้าใจ กับซายากะเราสองคนเองก็ผ่านเรื่องแปลก ๆ มาเยอะและฉันก็เคยรู้สึกว่ามันวุ่นวายมาก เอาเถอะค่ะฉันจะเอาใจช่วยคุณนะ ต้องได้วุ่นกันอีกแน่ค่ะ”
         “ขอบคุณนะคะที่ช่วยปลอบใจ”
         “ฉันขออนุญาตแอบไปดูหน้าผู้หญิงแสบที่กำลังจะสิ้นลายหน่อยนะคะ” วาตานาเบะทำท่าจะหัวเราะ ท่าทางเธอโล่งอก เธอหายเข้าไปด้านในบ้าน ฉันจึงนั่งรออยู่ด้านนอกเพื่อให้เวลาเป็นส่วนตัว
         ถ้าหากว่าจะสามารถทำให้ชิมาซากิลืมวาตานาเบะได้จนหมดหัวใจ ถ้าฉันสามารถทำได้ ทั้งอยู่ในใจและอยู่ข้างกาย ฉันจะดูแลให้ชิมาซากิมีความสุข ฉันอยากจะเห็นความน่ารักที่เธอเก็บมันเอาไว้ แต่อย่างน้อยที่วาตานาเบะบอกว่าชิมาซากิชอบฉัน ก็เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งแล้วสำหรับตอนนี้

         วาตานาเบะเดินออกมาหลังจากเข้าไปในบ้านได้ประมาณสิบนาที เธอขอโทษที่ทำท่าจะขำอีก แต่บอกกับฉันว่าอดไม่ได้ ปกติเธอต้องมีชิมาซากิคอยมาวุ่นวายตลอด ไม่คิดว่าจะมีวันที่ชิมาซากิจะเจอปัญหาเรื่องหัวใจเข้าซะเอง วาตานาเบะฝากให้ฉันดูแลชิมาซากิ ก่อนที่เธอจะขอตัวกลับ
         ฉันคอยแอบดูชามาซากิอยู่ห่าง ๆ เธอนอนไม่ลุกเลยตั้งแต่ช่วงเย็นจนกระทั่งดึกจนฉันเริ่มรู้สึกเป็นห่วง ขณะที่จะเข้าไปถามอาการของชิมาซากิ ก็มีเสียงรถเข้ามาจอดด้านนอก จากนั้นก็ตามด้วยเสียงเคาะประตูรัว ๆ ฉันรีบออกไปดูด้วยความสงสัย แต่จากเสียงการเคาะประตูไร้มารยาทแบบนี้คงไม่ใช่คุณน้าข้างบ้านแน่
         “คุณหนูอยู่ไหน ถอยไป” ฉันจี๊ดขึ้นหน้าทันที เมื่อผู้ชายในชุดสูทถามอย่างวางมาด ฉันมองออกไปด้านหลังก็เห็นว่ามีอีกคนยืนรออยู่ไกล ๆ
         “ถ้าอยู่ก็เห็นแล้วสิ” ฉันโมโหเลยตะคอกกลับไปบ้าง “รู้จักมีมารยาทกันบ้างนะพวกคุณ…มาทำโวยวายดึกดื่น”
         “ฉันเรียกพวกเขามาเอง มีธุระด่วนต้องกลับ” ชิมาซากิพรวดออกมาทำให้คนที่กำลังจะเปิดปากมีเรื่องกับฉันเงียบเสียงไป “เรื่องโครงการของหมู่บ้านนี้ ฉันจะเป็นผู้สนับสนุนต่อไปไม่ต้องเป็นห่วง”
         “คุณยังไม่หายเลย จะเดินทางแล้วเหรอ คุณไหวแน่เหรอ” ฉันรีบเข้าไปถามด้วยความเป็นห่วง แต่ชิมาซากิไม่ยอมให้แตะตัว พร้อมทั้งเดินออกจากบ้านไป ไม่ได้ชี้แจงอะไรอีก หนึ่งในคนที่ใส่ชุดสูทรีบเอาเสื้อคลุมมาให้แล้วพาเธอขึ้นรถ ก่อนที่ความสงบเงียบจะกลับมาสู่บริเวณนี้อีกครั้ง
         “อะไรวะเนี่ย” ฉันสบถอยู่คนเดียว และตั้งคำถามมากมายในหัว นี่มันเกิดอะไรขึ้น…

         รุ่งเช้า…ฉันนั่งรออยู่ในสำนักงานอย่างร้อนใจ คอยดูตรงปากทางอยู่เป็นระยะ เมื่อคืนส่งข้อความไปบอกรุ่นน้องให้พาคนสนิทมาด้วยในตอนเช้า พอเห็นว่าทั้งคู่เดินยิ้มหยอกล้อพูดคุยกะหนุงกะหนิงเข้ามาฉันก็รีบเปิดประเด็นที่สงสัยทันที
         “คุณวาตานาเบะ คุณพูดอะไรกับคุณชิมาซากิคะ”
         “มีอะไรหรือเปล่าพี่” ซายาเน่รีบเข้ามาถามท่าทางจะไม่รู้เรื่องอะไร
         “ผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านกลับเข้าเมืองไปแล้ว ให้คนมารับกลางดึก” ฉันเห็นวาตานาเบะขำพรวดออกมา สิ่งที่สงสัยดูจะไม่ผิด
         “กลับก็ดีสิพี่ แต่พี่ต้องอยู่กับเขาจนดึกด้วยเหรอ” ฉันยกมือห้ามทำหน้าดุรุ่นน้องทั้งที่ความจริงก็ลืมตัวว่าไม่ควรบอกเรื่องที่ตัวเองไปอยู่กับชิมาซากิ แต่ซายาเน่ก็ยังถามอยู่ดี “ว่าแต่เขายกเลิกทุนสนับสนุนหมู่บ้านเราด้วยมั้ย”
         “ไม่ได้ยกเลิกเขายังคงให้ทุนหมู่บ้านเราต่อไป”
         “แปลกนะ นึกว่าจะยกเลิกซะอีก”
         “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนซายาเน่” ฉันรีบตัดบทแล้วหันไปหาวาตานาเบะอีกครั้ง “คุณพูดอะไรกับเขาคะ” ฉันถามอย่างสุภาพและพยายามไม่ให้ดูร้อนรนในเรื่องของผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านมากเกินที่ควรต่อหน้าซายาเน่ ถึงคนข้างรุ่นน้องจะรู้ดีว่าฉันรู้สึกยังไง
         “ฉันบอกเขาว่า ฉันแนะนำให้คุณทำให้พารุชอบคุณ แนะนำให้คุณแกล้งทำดีกับพารุ เพื่อผลประโยชน์ของหมู่บ้าน ฉันบอกพารุอีกว่า ฉันแนะนำคุณว่าตัวพารุเองคิดไม่ถึงแน่ว่าคุณจะกล้าทำถึงขนาดนี้ แล้วฉันก็แสดงบทนางเอกว่าในฐานะเพื่อนเก่ารู้สึกเป็นห่วงถ้าพารุจะเริ่มคิดอะไรกับคุณขึ้นมา และคุณน่าจะรู้ว่าลองฉันเข้าไปพูดถึงขนาดนี้ พารุก็เขว”
         “คุณนี่มัน…” ฉันรู้สึกจุกอย่างกับโดนวาตานาเบะต่อยซ้ำ ๆ
         “ขอโทษนะคะ แต่เชื่อฉันสิรับรองพารุจะต้องรู้ใจตัวเองได้แน่ ๆ ถึงตอนนี้ฉันก็พอมองออกว่าเขาชอบคุณมากจนทำอะไรไม่ถูก ตอนได้ยินเรื่องโกหกที่ฉันโม้ไปส่ง ๆ” ตอนนั้นที่บอกว่าจะมีเรื่องวุ่นตามมา วาตานาเบะคงหมายถึงเรื่องนี้แน่
         “อะไรกันน่ะพี่ยุย” ซายาเน่หันมาถามสีหน้างุนงง สลับกับหันไปมองวาตานาเบะอย่างกับจะขอความช่วยเหลือว่าใครก็ได้สักคน ช่วยอธิบายเรื่องแปลกประหลาดนี้ที
         “คุณโยโกยามะชอบพารุ ส่วนพารุก็ดูจะชอบรุ่นพี่ของซายากะจัง เพียงแต่ยังสลัดภาพฉันออกไปไม่ได้เต็มร้อย งานนี้ก็เลยต้องเล่นหนัก ๆ” วาตานาเบะช่วยตอบแทนฉันที่กำลังกลัดกลุ้ม
         “นี่พี่ยุยชอบคนแบบนั้นได้ยังไง” คนถามแอบยิ้มขบขัน หันไปมองวาตานาเบะ ซายาเน่อาจกำลังคิดว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ แต่ฉันอยากบอกกับรุ่นน้องตัวดี เชื่อเถอะมันเกิดขึ้นแล้ว
         “ซายากะทำไมพูดแบบนี้ ฉันก็เคยชอบพารุนะ” วาตานาเบะช่วยโวยรุ่นน้องของฉัน
         “รู้แล้วน่า ก็แค่สงสัย ไปชอบกันตอนไหน อ้อ…แล้วมิยูกิก็ไม่ต้องย้ำเรื่องที่ชอบคุณชิมาซากิกับฉันบ่อย ๆ” ซายาเน่ทำเสียงไม่พอใจ แต่ก็แค่หยอกวาตานาเบะ คู่นี้เริ่มทำให้ฉันหมั่นไส้ตงิด ๆ “ว่าแต่ว่ามิยูกิ ไอ้ที่ทำแบบนี้น่ะมันจะได้ผลเหรอ ไม่ยิ่งโกรธกันเข้าไปใหญ่รึไง เล่นอะไรของเธอ” ฉันกุมขมับระหว่างที่สองคนนั้นโต้เถียงกันอยู่ วาตานาเบะเองก็ร้ายไม่ต่างกับชิมาซากิเลย
         “สิ่งที่คุณโยโกยามะต้องทำก็คือ เข้าเมืองแล้วไปทำให้พารุรู้ตัวเองว่า คุณคือคนที่เขาต้องการ โดยไม่ลังเลอะไรทั้งนั้นเธอต้องการคุณ และไม่ใช่ทำแบบนั้นเพื่อลืมฉันด้วย”
         “นี่คุณวางแผนไว้หมดแล้วหรือไง”
         “นั่นสิ” ซายาเน่ก็พลอยสงสัยเหมือนกันกับฉัน
         “ฉันไม่ได้วางแผนอะไรไว้หรอกค่ะ แต่ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือ ฉันมีเพื่อนที่พอจะช่วยได้”
         …

         “ผมเต็มใจช่วยเสมอครับ แบบนี้มิยูกิก็จะได้ติดหนี้ผมเยอะ ๆ ผมจะได้ยิ่งมีบุญคุณกับเพื่อนมากขึ้นไปอีก” ชายหนุ่มที่พูดหัวเราะร่าเริงแม้กระทั่งกับฉันซึ่งเป็นคนแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันครั้งแรก ท่าทีเป็นมิตรของเขาทำให้ฉันพอจะปล่อยวางความตึงเครียดลงบ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด “พักเหมือนอยู่บ้านตัวเองได้เต็มที่เลยฮะคุณโยโกยามะ” ชายหนุ่มผิวเข้มรูปร่างผอมสูง ไว้ผมรองทรงต่ำ จัดทรงเล็กน้อย แนะนำตัวกับฉันว่าชื่อมัตสึซากะ โทริ เป็นเพื่อนของวาตานาเบะ เขายิ้มแย้มพาเดินเข้ามาอยู่ในตึกหรูหรา “โอกาสดีที่จะได้เอาคืนคุณชิมาซากิ น่าสนใจ ถ้ามีอะไรให้ช่วย บอกผมมาได้ทุกเรื่องเลยนะครับ อ้อ…ถ้าหากว่าขาดเหลืออะไร คุณโยโกยามะโทรแจ้งกับผู้ดูแลตึกนี้ แล้วบอกชื่อผมนะฮะ เขาจะได้ทราบว่าคุณเป็นแขกของผม อีกเรื่องฮะ เดี๋ยวผมได้ข้อมูลของคุณชิมาซากิเมื่อไหร่จะรีบแจ้งคุณผ่านทางโทรศัพท์”
         “ขอบคุณค่ะ” เพื่อนของวาตานาเบะขอตัวออกไปแล้ว ส่วนฉันได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่กับสิ่งที่ต้องเจอในวันต่อ ๆ ไป ฉันยอมทิ้งงานมาเพื่อผู้หญิงแบบชิมาซากิได้ยังไงกัน แล้วอะไรที่ทำให้ฉันเป็นอย่างนี้
         รุ่งเช้า มัตสึซากะโทรมานัดแนะให้ฉันเล่นตามแผนของเขา ซึ่งเป็นสิ่งปรึกษากับวาตานาเบะมาอย่างดีแล้ว ฉันแอบคิดว่าควรปรึกษาฉันด้วยหรือเปล่า แผนคือฉันเข้ามาติดต่อกับบริษัทของมัตสึซากะตามคำแนะนำของวาตานาเบะ เพื่อหาทุนไปใช้สำหรับให้โครงการอื่น ๆ ของหมู่บ้าน สาเหตุที่เล่นแผนนี้ เพื่อเป็นการเปิดตัวว่าฉันได้เข้ามาในเมือง มาป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกล เป็นการกระตุ้นชิมาซากิทางหนึ่ง
         “ฉันเริ่มสงสัยนะคะ ไม่รู้ว่าพวกคุณหรือฉันกันแน่ที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้” จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเข้าไปบอกชิมาซากิตรง ๆ เท่านั้นเอง ให้มันรู้เรื่องกันไปเลย ไม่เห็นต้องมาสร้างสถานการณ์อะไร
         “แหมคุณโยโกยามะพูดซะตรง คืออย่างงี้ฮะ ถ้าคุณสองคนไปกันได้สวย ชีวิตรักของมิยูกิเพื่อนผมก็สดใส หรือหากเรื่องของคุณล่ม ว่ากันตามตรง มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรกับใครหรอกฮะ มิยูกิเองเขาก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว ถึงต่อให้ทางคุณหนูชิมาซากิจะพยายามทำอะไร หรืออย่างเรื่องที่เขาเข้าไปเป็นผู้สนับสนุนโครงการให้หมู่บ้านของคุณโยโกยามะ พวกผมไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่เพราะมิยูกิโปรยไปแบบนั้นแล้ว หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือแกล้งพูดแบบนั้นไปแล้ว คุณโยโกยามะลองเล่นเกมนี้ดูสักตั้งก็ไม่เสียหายนะครับ จะได้รู้กันไปว่าชิมาซากิคนที่ปิดหัวใจมานานแสนนาน เขาเปิดใจกับคุณเต็มดวงหรือยัง”
         “ได้ผู้สนับสนุนโครงการคนใหม่เป็นคุณมัตสึซากะก็ดีนะคะ ถือซะว่าเป็นของขวัญ ที่ฉันเล่นเกมนี้ด้วย”
         “คุณโยโกยามะมัดมือชกผมเลยเหรอฮะเนี่ย” ถึงปลายสายจะบอกว่าฉันไปมัดมือชก แต่มัตสึซากะไม่ได้มีน้ำเสียงลำบากใจอะไรกับสิ่งที่ฉันพูดไปเลยแม้แต่น้อย แถมยังตกปากรับคำอีกด้วย ก็ไม่เลวที่การเจรจาครั้งนี้ทำให้ฉันมีทุนหนาสำหรับโครงการที่คิดว่าจะทำ เพราะฉันเชื่อว่า โครงการของหมู่บ้านที่กำลังจะเกิดนั้นต้องดีพอและบริษัทของมัตสึซากะก็จะได้หน้าไปด้วย “ไม่เป็นปัญหาครับ ขาดเหลือยังไง ผมคุยกับมิยูกิเอง”
         “แล้วฉันต้องทำอะไรอีกคะ กับการเข้ามาติดต่อหาผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านกับบริษัทของคุณมัตสึซากะ” ฉันถามหยอก ๆ แต่ความจริงเพื่อดึงเขาให้กลับมาสู่บทสนทนาที่ยังคุยไม่จบ
         “อาจจะต้องรบกวนให้คุณออกไปไหนมาไหนกับผมบ่อย ๆ หน้าฉากคนนอกจะเข้าใจว่าคุณเข้าหาผม หรือไม่ก็คนดูแลของผม ลักษณะประมาณว่า กำลังตามจีบผมอยู่อย่างมุ่งมั่น ที่จะหาผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านให้ได้ จากนั้นผมจะปล่อยข่าวลือให้ชิมาซากิได้รู้ ก็มาดูกันต่อไปว่าอีกฝ่ายจะทนอยู่เฉยได้มั้ยหรือจะแสดงกิริยาอะไรออกมาน่ะครับ เดี๋ยววันนี้ผมให้เลขาผมไปรับคุณนะ ตอนเย็นเราไปหาอะไรทานกันดีกว่าครับ”
         “เป็นร้านที่คุณตั้งใจจะพาฉันไปเจอใครหรือเปล่าคะ” มัตสึซากะหัวเราะทันทีที่โดนถามอย่างนั้น ลงเอยแบบนี้ฉันก็พอจะเข้าใจบางอย่างเหมือนกัน
         “ก็คงจะเป็นคนที่คุณคิดไว้อยู่แล้วนั่นแหละครับ”

         “คุณโยโกยามะ ฉันอิริยามะ อันนะค่ะ เลขาของคุณมัตสึซากะ” ชั่วขณะที่เปิดประตูไปก็ตะลึงกับเลขาสาวของมัตสึซากะ ใครจะไปคิดว่าเพื่อนของวาตานาเบะมีเลขาที่สวยมาก ฉันแอบคิดไม่ดีไปด้วยซ้ำ ว่าเธอคนนี้เป็นแค่เลขาจริงหรือเปล่า ผมยาวสลวยสีดำสะบัดเล็กน้อยตอนที่เธอก้มโค้งทักทาย ใบหน้าเรียวสไตล์ออกไปลูกครึ่งหน่อย ๆ ยิ่งทำให้เธอมีเสน่ห์และเด่นด้วยความหวานของใบหน้ากับดวงตากลมโตที่ทำให้ชวนมอง
         “ค่ะฉัน โยโกยามะค่ะ”
         “ถ้าคุณพร้อมแล้ว ฉันจะนำคุณไปที่รถเลยดีมั้ยคะ”
         “ฉันไปชุดนี้แหละค่ะ พอดีว่าไม่ค่อยเก่งเรื่องแต่งตัวเท่าไหร่ แต่คิดว่าชุดนี้น่าจะสุภาพสำหรับการไปทานอาหารนะคะ” ฉันบอกเขิน ๆ เมื่อมองตัวเองที่ใส่เสื้อกล้ามสีเทาทับด้วยเสื้อสายเดี่ยวปล่อยชายสีน้ำเงินเข้มกับกระโปรงพลิ้วสีขาวยาวถึงกลางหน้าแข้ง ซึ่งตรงข้ามกับฝั่งเลขาที่มาด้วยชุดสูทสุภาพสำหรับทำงาน เรียบร้อยสุด ๆ
         “เรียนเชิญทางนี้ค่ะ” คนนำเอ่ยยิ้ม ๆ ถึงตอนแรกอิริยามะจะดูนิ่งและทำให้ฉันเกร็งอยู่สักหน่อยกับการจะพูดคุยกับเธอ แต่สิ่งเหล่านั้นก็หายไป อิริยามะชวนฉันคุยอย่างเป็นกันเองพอกับเจ้านายของเธอ เจ้าของใบหน้าสไตล์ลูกครึ่งมักจะยิ้มอย่างเขิน ๆ ตบท้ายทุกครั้งหลังสนทนา เธอยังบอกอีกว่าฉันไม่เหมือนกับที่เจ้านายบรรยายเอาไว้ เขาบอกว่าฉันค่อนข้างเป็นนักเลงหน่อย ๆ หมอนี่เล่าอะไรให้เลขาเขาฟังบ้าง ฉันละสงสัย
         “ตอนที่เปิดประตู คุณแต่งตัวไม่เหมือนนักเลงด้วยซ้ำ ฉันนะคะอึ้งไปเลยค่ะ ว่าใช่ห้องนี้หรือเปล่า คิดว่าคุณมัตสึซากะอำฉันอีกแล้ว”
         “ถ้าฉันทำงานฉันก็ไม่แต่งแบบนี้หรอกค่ะ เพราะมันไม่ถนัด” อิริยามะยิ้มพยักหน้า ก็แหงละ ใครจะใส่ชุดแบบนี้ไปลุยนาขุดดิน “คุณมัตสึซากะชอบแกล้งคุณอิริยามะเหรอคะ” เจ้าของใบหน้าสไตล์ลูกครึ่งส่ายหัวท่าทางขบขัน
         “เจ้านายชอบแกล้งอำฉันอยู่เรื่อย แต่ก็ใจดีค่ะ เมื่อก่อนฉันเป็นคนพูดน้อยค่ะ ไม่รู้ว่าทำไมคุณมัตสึซากะถึงรับเข้าทำงาน บางคนก็มองว่าเอ่อ…”
         “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจ ก็คุณสวยขนาดนี้ ใครบ้างจะไม่คิดแบบนั้น ขอโทษนะคะ ฉันยังคิดเลยค่ะ” ฉันก้มหัวขอโทษสีหน้ารู้สึกผิด แต่อิริยามะรีบโบกมือว่าไม่ถือโทษโกรธอะไร
         “เชื่อมั้ยคะ คุณมัตสึซากะไม่เคยแสดงท่าทีใด ๆ ที่เป็นการสื่อไปเรื่องแบบนั้นเลยนะคะ ทำให้ฉันรู้สึกนับถือและพยายามทำงานอย่างเต็มความสามารถ เพื่อตอบแทนเจ้านายค่ะ” จะรู้ได้ยังไงว่าเบื้องหลังมัตสึซากะไม่ได้คิดอะไรจริงหรือเปล่า ฉันแอบให้น้ำหนักเรื่องความสัมพันธ์ลับ ๆ ของเจ้านายกับเลขาคู่นี้อยู่นิดหน่อย
         “ฉันว่าคุณมัตสึซากะดูจะเข้ากับคนอื่นได้ง่าย ร้อยทั้งร้อยคงเป็นเสือผู้หญิง แต่เมื่อคุณพูดถึงขนาดนี้ ฉันจะเชื่อเรื่องที่คุณชมเจ้านายก็แล้วกันค่ะ” ฉันเชื่อแค่ครึ่งเดียว ตอนนี้บทสนทนาของเราสองคนที่ไม่นับรวมคนขับรถเริ่มเข้มข้น
         “ไม่เชิงว่าเสือผู้หญิงนะคะ ก็คบมาหลายคนตั้งแต่ที่ฉันทำงานมา ฉันรู้สึกว่าคุณมัตสึซากะยังไม่เจอคนที่เขาพร้อมจะใช้ชีวิตด้วยน่ะค่ะ ที่ผ่านมาคงเป็นประมาณว่ารู้สึกดีด้วยเฉย ๆ ในฐานะที่เป็นเลขาการนินทาเจ้านายไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ฉันคงพูดมากไปแล้ว”
         “ไม่เป็นไรมั้งคะ ฉันไม่ใช่คนรักของคุณมัตสึซากะสักหน่อย”
         “แต่ก็ไม่แน่นะคะ ตั้งแต่คุณโยโกยามะมา ช่วงนี้เจ้านายฉัน ดูจะมีความสุขเป็นพิเศษ”
         “ก็คงจะเรื่องที่เขาได้แกล้งคุณชิมาซากินั่นแหละค่ะ” ฉันหัวเราะสบาย ๆ ผ่อนคลายไปกับการพูดคุยกับอิริยามะ ระหว่างที่เดินทางไปพบกับมัตสึซากะที่ร้านอาหาร

         “เชิญนั่งครับ” รอยยิ้มจากผู้ชายผิวเข้มและการเชื้อเชิญฉันให้นั่งฝั่งตรงข้ามกับเขาเมื่อเดินทางมาถึงร้านอาหารกลางเมือง ที่นี่คนไม่ค่อยมาก ดู ๆ แล้วคนที่มาคงชอบความเงียบมากกว่าความครึกครื้น “คุณจะสั่งอะไรดีครับ อิริยามะด้วยนะ”
         “จะไม่เป็นการรบกวนคุณสองคนเหรอคะ” ฉันหันหน้าไปมองอิริยามะพร้อมกับเจ้านายของเธอ
         “คุณอย่าพูดอะไรให้คุณโยโกยามะรู้สึกไม่สบายใจสิครับ รีบสั่งอาหารดีกว่านะ” มัตสึซากะนั่งหัวเราะเมื่อเลขาเบ้หน้านิดนึง อิริยามะที่ตอนแรกจะไม่ยอมนั่งด้วยกันก็ต้องจำใจรับเมนูไปเปิดดูอย่างช่วยไม่ได้
         “คือว่า…วันนี้คุณชิมาซากิจะมาแน่เหรอคะ” มัตสึซากะกำลังสั่งให้พนักงานร้านไปยกเครื่องดื่มมาก่อน แล้วมองฉันผ่านแว่นตากรอบดำทรงกลม ซึ่งตอนเจอกันครั้งก่อนเขาไม่ได้สวมแว่น
         “ใจเย็น ๆ สิครับ ปกติคุณชิมาซากิจะมามืดกว่านี้ แต่มาแน่นอน ดังนั้นระหว่างที่รอ เราก็ทานอะไรกันก่อนดีกว่าครับ” มัตสึซากะละสายตาลงไปที่เมนูตามเดิม ฉันก็เป็นอีกคนที่จำใจเหมือนอิริยามะ
         ราว ๆ ครึ่งชั่วโมงที่ฉันนั่งกินอาหารรสดีตรงหน้า ฉันรู้แค่มันอร่อย แต่ไม่ได้ประทับใจ นี่คงเพราะฉันไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องราวที่โต๊ะนี้ จะบอกว่าไม่รอก็คงไม่ใช่ ฉันจดจ่ออยู่แต่กับการมาของเจ้าของลักยิ้มบุ๋มคนนั้น จดจ่อมากไปจนมัตสึซากะคงรู้สึกได้
         “ตอนแรกผมก็คิดนะครับ ว่าอะไรที่ทำให้คุณชอบคุณชิมาซากิ แต่ตอนนี้เท่าที่เห็น เขาคงนั่งอยู่เต็มหัวใจของคุณแล้ว ทำไมถึงชอบเขาล่ะครับ ถามได้ใช่มั้ยฮะ” ถ้าตอบว่าไม่ได้ยังไงก็คงโดนตะล่อมถามอยู่ดี ฉันเดาจากสีหน้าของผู้ชายที่กำลังเท้าคางยกคิ้วเหมือนรู้ทัน กับผู้หญิงแบบนั้นคิดให้ตายก็ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ ปกติฉันมักทำอะไรอย่างเป็นระบบ แต่ทุกอย่างก็พัง เมื่อเจอชิมาซากิ และฉันหลงรักรอยยิ้มร้าย ๆ ของเธอ ไม่รู้ว่าทำไม ถ้าสักวันจะได้เห็นเธอยิ้มอย่างมีความสุขด้วยตาของตัวเองคงดีไม่น้อย ฉันอยากจะอยู่ข้าง ๆ เธอในตอนนั้น “ผมถามแค่นี้ ถึงกับทำหน้าอ่อนโยนเลยเหรอฮะ ชอบเขามากจริง ๆ ด้วย อิริยามะเมื่อกี้คุณเห็นเหมือนผมใช่มั้ยฮะ” เลขาพยักหน้ายิ้ม ๆ
         “ชอบค่ะ ฉันชอบชิมาซากิ” ตอนนี้ฉันคงไม่มีความรู้สึกอื่นให้
         “ดีครับ คุณเปิดเผยดี ผมชอบ ขอโทษที่การทานอาหารกับผมมันน่าเบื่อไปหน่อยนะฮะ ผมอยากให้คุณผ่อนคลาย ผมทราบดี มิยูกิก็ทราบดีว่าคุณไม่สบายใจกับแผนการครั้งนี้เท่าไหร่นัก แต่อดทนหน่อยนะฮะ…เอาละ คนที่คุณกำลังคิดถึงมาโน่นแล้วฮะ” คนกระเซ้าเปลี่ยนท่าทีไปเล็กน้อย ฉันอยากจะหันไปมองแต่ผู้ชายคนเดียวในโต๊ะอาหารยั้งเอาไว้ก่อน มัตสึซากะเกาคางกลั้นขำ ฉันเชื่ออิริยามะแล้วจริง ๆ ว่าเขาดูจะมีความสุขมากในช่วงนี้ “คุณอิริยามะ ในระหว่างนี้ที่เราจะต้องทำเหมือนกำลังคุยงานสำคัญกันอยู่เนี่ย ช่วยรายงานผมทีนะ คนของเราอยู่แถวนั้นใช่มั้ย” เลขาหน้าลูกครึ่งพยักหน้ารับ ท่าทีเป็นปกติ
         “คุณชิมาซากิเห็นแล้วนะคะว่าพวกเราอยู่กันตรงนี้ แต่ก็ยังไม่ได้แสดงท่าทีอะไร พอดีว่าที่ปรึกษาสาวสวยผู้ติดตาม รีบพาคุณชิมากิไปนั่งซะก่อนค่ะ” ฉันไม่ทันได้สังเกตเลยว่า อิริยามะมีหูฟังอยู่ด้วย นี่คงเป็นเครื่องสื่อสารที่สาวหน้าสไตล์ลูกครึ่งติดต่อกับคนของมัตสึซากะที่เขาพูดไว้ก่อนหน้านั้น
         “ฉันขอถามอะไรหน่อยนะคะ เรามาเพื่อแค่นี้จริง ๆ เหรอคะเนี่ย” พวกนี้ลงทุนกับการแกล้งคนเกินไปหรือเปล่า
         “ใช่ครับ เดี๋ยวอีกสักพักเราจะกลับ” มัตสึซากะตอบหน้าตาย แต่ก็คงจะหมายถึงแบบนั้นจริง ๆ
         “คุณทำให้ฉันเปลืองชุด แต่ใส่ไม่คุ้มเลยสักนิด” สายตาพิจารณาของมัตสึซากะสอดส่องด้วยความขี้เล่นซุกซน
         “ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่งตัวน่ารักแบบนี้ ยังไงก็คุ้มค่าฮะ” ผู้ชายคนที่พูดหันไปเรียกพนักงานร้านมาคิดเงิน แล้วพวกเราทั้งหมดก็ลุกเพื่อจะเดินออกจากร้าน ฉันได้เห็นเพียงแค่ปลายผมที่เคยสัมผัส ก่อนที่ร่างผอมสูงผิวเข้มคนต้นคิด จะเข้ามาบดบังเจ้าของเรือนผมนุ่มที่ฉันอยากจะเห็น “อย่าเพิ่งใจอ่อนสิครับ” มัตสึซากะก้มเข้ามากระซิบและเดินประกบข้างฉันก่อนจะพาออกมานอกร้าน โดยมีอิริยามะตามมาเป็นคนสุดท้าย ฉันใจแป้วที่ไม่ได้เห็นหน้าชิมาซากิ ฉันเป็นอะไรแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่
         …

         ฉันยืนนิ่งเป็นหินให้ผู้หญิงคนหนึ่งเอาสายมาวัดรอบตัว อิริยามะมากับฉันด้วยแต่นั่งให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ เธอเป็นคนจัดการติดต่อทุกอย่างตามที่มัตสึซากะสั่ง เลขาหน้าสไตล์ลูกครึ่งบอกกับฉันว่าถึงเวลาต้องออกงานสังคม
         “ฉันเข้าใจถูกมั้ยคะว่างานนี้ เจ้านายคุณไม่ได้จัดขึ้นมาเอง” ถึงจะรู้สึกว่าสิ่งที่ถามตรงข้ามกับความจริง แต่ก็อยากถามให้รู้ชัด ๆ ไป
         “งานนี้เขาจัดเพื่อคุณและคุณชิมาซากิโดยเฉพาะเลยค่ะ แต่ไม่ออกตัว ฉันจำได้ว่าคุณมัตสึซากะไปพูดโน้มน้าวเพื่อนให้ริเริ่มงานเลี้ยงค่ะ” อิริยามะเงยหน้าขึ้นมาจากอุปกรณ์สื่อสารและส่งยิ้มมาให้ “เป็นผู้จัดงานเลี้ยงในเงามืดค่ะ ฉันว่าเจ้านายของฉันก็ร้ายเหมือนกันนะคะ คุณโยโกยามะคิดแบบนั้นมั้ย”
         “ร้ายที่สุดต่างหากค่ะ ถึงเขาจะดูยิ้มแย้มร่าเริงแบบนั้น” ฉันกระเซ้ากับเลขาของมัตสึซากะที่หัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน ฉันคนหนึ่งที่ไม่อยากจะเป็นศัตรูกับคนแบบเขา นึกไม่ออกเลยว่าชิมาซากิต้องเจออะไรบ้างตอนที่ต้องรับมือกับผู้ชายแบบนี้ ซึ่งพยายามช่วยวาตานาเบะจัดการตัวปัญหาที่สร้างเรื่องวุ่นวายให้เพื่อนรัก
         “ฉันว่าฉันคงทำตัวไม่ถูกเวลาไปงานแบบนี้” อิริยามะหัวเราะ แต่ฉันไม่ได้พูดเล่น ๆ ฉันไม่ใช่คนเข้างานแบบนี้เท่าไหร่นัก ยังคิดไม่ออกเลยว่าวันงานฉันจะทนใส่ชุดราตรีได้นานแค่ไหน
         “คุณมัตสึซากะฝากมาบอกค่ะว่าเป็นการขอโทษ ที่ให้คุณใส่ชุดเก้อวันนั้นแล้วใช้ไม่คุ้ม”
         “โธ่ นั่นฉันพูดเล่น เจ้านายคุณนี่เอาจริงเหรอเนี่ย”
         “จริงยิ่งกว่าจริง เพราะเจ้านายฉันจะควงคุณเข้างานค่ะ”
         “อันนี้ฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
         “ฉันเพิ่งบอกคุณนี่ไงคะ” ฉันถามย้ำกับอิริยามะอีกหลายรอบเพราะไม่ค่อยอยากเชื่อ ซึ่งเลขาก็ยังยืนยันหนักแน่นว่ามัตสึซากะจะควงฉันเข้างาน เจ้านายของอิริยามะเพิ่มเรื่องที่ทำให้ฉันกังวลใจพอ ๆ กับเรื่องชุดนั่นแหละ
         ไม่กี่วันต่อมาก็ถึงเวลาใส่ชุดที่มัตสึซากะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ ฉันจะตกส้นสูงหรือเปล่านะวันนี้ ไม่รู้จะกี่รอบที่คิดอยู่คนเดียว ถึงแม้จะพยายามทำหน้านิ่งแค่ไหนมันก็ยังกังวลอยู่ดี อิริยามะช่วยเลือกชนิดที่สูงน้อยที่สุดแล้วเพื่อไม่ให้ฉันต้องเพิ่มระดับความเครียดเวลาเดินมากไปกว่าเดิม
         “ไหวมั้ยคะคุณโยโกยามะ” เลขาของมัตสึซากะเข้ามาถามไถ่ระหว่างเจ้านายของเธอแยกตัวออกไปคุยธุระกับเพื่อนคนที่จัดงาน ฉันใส่ชุดเดรสสีดำที่ไปวัดตัววันนั้น แขนเสื้อยาวเลยข้อศอกมาเล็กน้อยเสริมลูกเล่นด้วยผ้าลูกไม้เป็นซีทรู อย่างน้อยฉันก็รู้สึกว่าฉันโอเคกับชุดเรียบ ๆ แบบนี้แหละ แม้ว่าส่วนปลายที่เป็นกระโปรงจะสั้นไปสักหน่อยก็ตาม ฉันไม่ค่อยได้ใส่ชุดพวกนี้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ยังอดแปลกตากับตัวเองไม่ค่อยได้เหมือนกัน
         “ยังพอไหวค่ะ แต่ฉันขอไปห้องน้ำสักครู่นะคะ”
         “ให้ฉันไปเป็นเพื่อนมั้ยคะ” ฉันหัวเราะแห้ง ๆ คิดขำว่าตัวเองคงไม่ไปล้มคว่ำในห้องน้ำและปฏิเสธอิริยามะก่อนจะเดินมาอย่างทุลักทุเลเพียงลำพัง พอเดินมาจนถึงห้องที่เป็นเป้าหมายมีป้ายสัญลักษณ์รูปผู้หญิงสีชมพูคุ้นตา ก็เลี้ยวเข้าไปโดยไม่ลังเล
         “ห้องน้ำหรูเป็นบ้า” ฉันมองไปรอบ ๆ ห้องน้ำที่โออ่าสมเป็นโรงแรมชั้นนำ พอทำธุระในห้องน้ำเรียบร้อย มองซ้ายมองขวาไม่มีใครมาเข้าห้องน้ำ ฉันเลยถอดรองเท้ายืนเหยียบพื้นเย็น ๆ อยู่แถวนี้ก่อน ขอคั่นเวลาสักนิดหนึ่งก็ดี อย่างน้อย ๆ ไม่ต้องทนอึดอัดไม่เป็นตัวเองเวลาอยู่ด้านนอกนั่น แล้วแต่ละคนที่มางานฉันว่าคงเป็นนักธุรกิจกันเกือบหมด
         แต่ชิมาซากิก็เปิดประตูเข้ามาขณะที่ฉันกำลังไล่นึกถึงบรรยากาศงานรวมนักธุรกิจ เธอทำให้ฉันตกใจเพราะถ้าเป็นผู้ร่วมงานคนอื่นคงสงสัยว่าฉันมายืนเท้าเปล่าในห้องน้ำทำไม
         ผู้สนับสนุนโครงการของหมู่บ้านใส่ชุดเดรสยาวสีขาวเป็นสองชั้น ตัวในน่าจะเป็นสายเดี่ยวเปิดไหล่และคลุมทับด้วยเสื้อผ้าลูกไม้ซีทรูแขนยาว ทรงตรงปกคอและปลายแขนเสื้อเป็นผ้าทึบสีขาว เธอเกล้าผมโชว์ต้นคอขาวเนียนไม่ได้แต่งอะไรมาเป็นพิเศษ
         “มองแบบนั้นมีอะไรติดใจหรือว่ายังไงคะ” ถ้าไม่โดนตอกมาแบบนี้ฉันคงจะตะลึงอยู่กับความน่ารักสดใสของชิมาซากิที่ดูจะไม่เข้ากับหน้าตาไม่รับแขกของเธออยู่อีกนาน เห็นเธอชำเลืองมองเท้าฉัน
         “ติดใจ ฉันจะไปติดใจอะไรคนในเมืองนี้ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ฉันแค่รู้สึกคุ้น ๆ หน้า ไม่คิดว่าจะเป็นคุณ” ชิมาซากิไม่สนใจและหน้าหงิกหายเข้าไปในห้องด้านในสุด ฉันแอบด่าท่าทีเย็นชาของอีกคนตามหลังไปด้วยความโมโห วางมาดชะมัด คิดว่าฉันสนใจนักหรือไง “ค่ะ คุณมัตสึซากะฉันกำลังจะออกไปแล้ว” เขาโทรมาได้จังหวะพอดี ไม่อย่างนั้นคงได้มีเรื่องบ่นด่าชิมาซากิอยู่ในใจอีกเยอะ แน่นอนว่าฉันคว้าโอกาสนี้ เพิ่มน้ำเสียงให้ดังขึ้นไปอีกตอนพูดชื่อปลายสาย ยังไงคนที่กำลังทำภารกิจส่วนตัวอยู่ในห้องในสุดตอนนี้ต้องได้ยิน เมื่อวางสายจึงรีบจัดแจงใส่รองเท้าที่ไม่ถนัด ไม่อยากจะใส่มันอีกครั้งเลยให้ตายเถอะ
         “แต่งตัวจัดเต็มซะขนาดนี้ เกือบจำเธอไม่ได้ หมดไปเท่าไหร่ล่ะ คงจะเยอะน่าดู” ฉันหันไปมองคนที่เข้ามายืนส่องกระจกอยู่ข้าง ๆ ชิมาซากิกำลังเติมลิปมัน
         “ชุดนี้มีผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ค่ะ ฉันไม่เสียเงินสักบาท ยังไม่รู้ว่าจะตอบแทนเขาเป็นอะไรดี” ชิมาซากิเก็บลิปลงกระเป๋าและหันมาด้วยสายตาเย็นชา
         “ไม่ลองเสนอมัตสึซากะดูล่ะ เขาอาจจะมีสิ่งที่อยากได้อยู่ในใจแล้ว” ชิมาซากิเหยียดเรียบ ๆ โดยไม่เจาะจงว่าเธอหมายถึงเรื่องอะไร เธอเข้าใจว่าฉันหมายถึงใครที่เป็นคนจ่ายเงินค่าชุดให้ อาจเพราะฉันมางานในวันนี้กับมัตสึซากะ เธอเก็บอารมณ์โมโหไว้ได้อย่างแนบเนียน แต่ฉันรู้ว่าเธอโมโหมาก เธอกล้าพูดไม่ให้เกียรติฉันแบบนี้ยิ่งชัดเจน เธอกำลังคิดไปถึงไหนต่อไหนที่มันไม่ใช่เรื่องจริง
         “เอาไว้เรื่องนั้นฉันจะจัดการเองเวลาที่อยู่กับเขา ฉันไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแบบนั้นหรอกนะคะ เพราะฉันและคุณมัตสึซากะก็รู้ ๆ กันอยู่ว่าอะไรคือผลประโยชน์สูงสุดที่ฉันจะได้ เศษเงินเล็กน้อยไม่ทำให้คนอย่างคุณมัตสึซากะเดือดร้อนเท่าไหร่หรอก ใช่มั้ยคะ ดีไม่ดีฉันอาจจะ ‘ได้’ ผู้สนับสนุนโครงการคนใหม่ของหมู่บ้านเร็ว ๆ นี้” ชิมาซากิจ้องฉันนิ่ง เมื่อฉันจงใจเน้นคำว่า ‘ได้’ ที่มีความหมายมากกว่าปกติทั่วไป “และคุณมัตสึซากะเองก็จะได้ในสิ่งที่เขาต้องการ”
         “พัฒนาขึ้นนี่ ฉันไม่ยักรู้ว่าเธอใช้วิธีนี้ด้วย”
         “ฉันอาจจะใช้กับทุกคนที่ไม่ใช่คุณก็ได้ค่ะ” คงไม่เป็นการเพิ่มดีกรีความดุเดือดในบทสนทนาจนเกินไปหรอกใช่มั้ยถ้าฉันจะพูดร้าย ๆ ใส่ชิมาซากิที่กำลังหัวฟัดหัวเหวี่ยงบ้าง ตาขวางจ้องฉันนิ่งไม่หลบ
         “แทนที่จะดูแลฉันเหมือนอย่างที่เคยพูด ดูแลฉันให้ดี ให้ฉันประทับใจกับโครงการของเธอ เธอเลือกที่จะหาผู้สนับสนุนรายใหม่”
         “คุณคงไม่ลืมใช่มั้ยคะ ว่าที่คุณทำไปทั้งหมดทุกอย่าง นั่นก็เพราะคุณวาตานาเบะ ฉันไม่สามารถเอาหมู่บ้านมาล้อเล่นกับคนอย่างคุณได้หรอกนะคะ” ฉันโพล่งออกไปยังไม่ทันจบดีก็โดนขัดจังหวะ
         เพียะ! เสียงฝ่ามือกระทบหน้าดังก้องห้องน้ำหรู “อะไร ๆ ก็หมู่บ้าน หุบปากสักทีได้มั้ย” เจ้าของมือบางลดมันลงไปก่อนจะตะโกนกร้าว ชิมาซากิโมโหมากกว่าที่ฉันจินตนาการไว้
         “พูดเรื่องจริงทำเป็นรับไม่ได้ หรือคุณคิดว่าฉันจะต้องทำอะไร ๆ เพื่อคุณ” ฉันหัวเราะในลำคอถึงแก้มยังเจ็บยิบ ๆ อยู่ แต่ชิมาซากิกำลังตาแดงก่ำ และฉันอาจพูดแรงไป
         “ฉันก็เคยคิดไว้ว่าอยากให้เธอเป็นคนนั้น คนที่ดูแลฉัน” หยดน้ำใสที่ไหลออกมาจากดวงตาของเธอคนที่ฉันคิดมาตลอดว่าคงไม่มีทางเกิดขึ้น ชิมาซากิไม่น่าจะแสดงมันออกมา แสดงความอ่อนแอของเธอให้ฉันเห็น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ฉันรู้สึกตัว ชิมาซากิเดินไปที่ประตู ในขณะที่ฉันทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แทรกซึมไปทั่วร่างกายถึงเพียงนี้ “ถึงแม้ว่าเธอจะทำไปเพราะหมู่บ้าน ฉันก็ยังบ้าคิดว่าจะยอมให้เป็นแบบนั้น อยากให้เธอเอาเรื่องงานมาอ้าง ให้เราได้อยู่ใกล้ชิดกัน”
         หนึ่งคนจากไปหลังเสียงประตูปิดดังปังทิ้งฉันเอาไว้ในห้องน้ำหรูตามลำพังอีกครั้ง ฉันไม่เคยอยากเห็นน้ำตาของผู้หญิงที่ไม่แคร์อะไรอย่างชิมาซากิเลยสาบานได้ มันไม่สมควรเกิดขึ้นกับคนแบบนั้น แต่มันเกิดขึ้นแล้วและฉันเป็นคนสร้างความบอบช้ำให้เธอ
         “ยัยบ้าทำไมต้องมาร้องไห้ต่อหน้าฉัน”
         …
         “มีอะไรหรือเปล่าครับ คุณเอาแต่จ้องไปที่คุณชิมาซากิตลอดเลย”
         “ฉันรู้สึกว่าเขาจะดื่มมากไป” ฉันหันไปตอบแบบไร้ชีวิตชีวาสุด ๆ มัตสึซากะเข้ามาถามอย่างสงสัย ก็นั่นแหละเพราะฉันนั่งนิ่งไม่พูดจามาเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว ภาพน้ำตาจากผู้หญิงคนนั้นกวนใจแทบบ้า
         ชิมาซากินั่งอยู่หน้าโซนเครื่องดื่มไม่ลุกไปไหนเลยตั้งแต่ที่ฉันสังเกตอยู่ มัตสึอิ จูรินะซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว คนที่ฉันติดต่อเรื่องโครงการของหมู่บ้าน ยืนอยู่ไม่ห่างจากผู้หญิงชุดขาวผู้เป็นเจ้านายที่กำลังเมามายจนอาจจะถึงขีดจำกัดที่ผู้หญิงแบบนั้นจะดื่มต่อไปได้
         “ดื่มไปเยอะนะฮะนั่น…เอ้าคุณโยโกยามะ”
         การสนทนากับมัตสึซากะไม่ช่วยให้ฉันหายหงุดหงิดได้ หงุดหงิดตัวเอง มันร้อนอยู่ในหัว และฉันไม่อยากจะทำกริยาไม่ดีใส่เขา ถึงแม้จะเพิ่งทำเรื่องเสียมารยาทด้วยการออกมาทั้ง ๆ ที่มัตสึซากะกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ฉันเดินเข้ามานั่งข้าง ๆ ชิมาซากิ
         “พอได้แล้วมั้งคะ”
         “อย่ามายุ่ง” ชิมาซากิกระดกหมดไปอีกแก้ว ซึ่งฉันไม่รู้ว่าจากทั้งหมดกี่แก้ว แล้วเธอก็ลุกพรวดเดินออกไป ฉันจึงตามไปบ้างและทันจนคว้าเธอให้หยุดหันมาคุยได้ โซนแถวนี้จัดทำเป็นมุมพักผ่อนมีสระว่ายน้ำไม่ใหญ่มากอยู่ จุดนี้เห็นบรรยากาศนอกตัวตึกได้เป็นอย่างดีเพราะไม่มีอะไรมาบดบังท้องฟ้ายามค่ำคืนที่แต่งแต้มด้วยแสงไฟหลากสีจากข้างล่าง
         “เดินดี ๆ สิ ตรงนี้เป็นสระน้ำ มันอันตรายนะคุณ” ฉันเห็นสภาพของชิมาซากิที่ตัวแดงหน้าแดงจากการดื่มแล้วอดห่วงไม่ได้และเธอก็ดื้อมากด้วย
         “ทำเป็นมาสนใจ อยากจะได้อะไรอีกล่ะ เมื่อกี้เราน่าจะคุยกันจบแล้วนะ” เธอสะบัดมือฉันออก ต่อว่าเสียงเครือและเดินโซเซไปนั่งที่เก้าอี้ริมสระน้ำอย่างกะปวกกะเปียกจนฉันแอบถอนหายใจ ดื่มอะไรไม่ดูตัวเองแท้ ๆ รู้สึกทั้งโมโหทั้งเป็นห่วง
         “จะประชดไปถึงไหน เลิกทำตัวงี่เง่ากับฉันสักที” ชิมาซากิหันมาทำหน้าไม่เชื่อหูตัวเองที่โดนฉันตะคอกด้วยความโมโหบ้าง
         “ฉันไปทำอะไรงี่เง่ากับเธอ…” แต่ฉันไม่ได้สนใจสิ่งที่เธอพูด ฉันดึงเธอให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้พร้อมทั้งบดบี้ริมฝีปากด้วยความคิดถึง ไม่ว่าจะริมฝีปากบนหรือริมฝีปากล่างของเธอ ฉันก็จัดการมันทั้งหมด ความใกล้ชิดที่รับรู้ได้ถึงลมหายใจของกันและกัน อย่าทำให้เป็นห่วงได้มั้ย ฉันอยากบอกคำนี้กับเธอ
         ชิมาซากิไม่ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย เธอยกแขนมาคล้องคอและเริ่มตอบโต้ริมฝีปากฉันทันที ก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าที่เกิดขึ้นตอนนี้เพราะเธอเมามากด้วยหรือเปล่าจนทำให้สมองทำงานผิดพลาดไปและขาดการยับยั้งชั่งใจ เสียดายที่การทรงตัวของฉันไม่ค่อยดี หลังจากที่อีกคนเทน้ำหนักตัวมาที่ฉันทั้งหมด
         “เฮ้ย!” ฉันร้องลั่นคนแรกเมื่อไม่สามารถควบคุมตัวเองให้อยู่บนพื้น ไม่กี่วินาทีต่อมาน้ำใสในสระก็กระจายไปทั่วเพราะมีผู้หญิงชุดขาวและชุดดำเสียหลักตกลงไปว่ายน้ำเล่นโดยไม่ได้ตั้งใจ
         “เธอจะเล่นบ้าอะไร” คงเป็นเสียงที่ไม่ค่อยอยากมีคนพึงใจได้ยินนักตั้งแต่โผล่พ้นน้ำ แต่ฉันก็ไม่รู้จะเลี่ยงยังไง ชิมาซากิต่อว่าฉัน แต่ดูมีสติกว่าเมื่อกี้มาก ฉันว่าคงเพราะตกใจและความเย็นของน้ำช่วยเรียกสติเธอคืนมา
         “คุณคิดว่าฉันเล่นอะไร คุณทิ้งน้ำหนักตัวมาแบบนั้นฉันก็ล้มสิ โชคดีที่ตกลงมาในน้ำ นี่ถ้าล้มหัวฟาดพื้นเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ แต่ก็ดีจะได้หายบ้า” ฉันจงใจแขวะเธอ ที่จริงก็อาจจะรวมถึงฉันด้วย หลังจากเป็นบ้าเป็นหลังกับน้ำตาของชิมาซากิ ฉันละไม่ตอบเรื่องจูบ โธ่…แค่เห็นหน้าใกล้ ๆ ก็คิดถึงและไหนจะเรื่องที่ห่วงเธออีก อากาศเย็นแบบนี้จะมีใครอยากว่ายน้ำตอนกลางคืน แต่สิ่งที่อยู่บนพื้นตอนนี้ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าเป็นโชคอีกอย่างหนึ่งมากกว่าให้อยู่ในน้ำ กระเป๋าใส่โทรศัพท์ตกอยู่บนพื้นตอนที่มัวแต่จูบชิมาซากิ แสดงว่าโทรศัพท์ที่นอนอยู่ก้นสระเมื่อกี้ก็ของเธอ
         …
         “แล้วจะจูบทำไม”
         “แค่เช็คดูว่าคุณเมาขนาดไหนแค่นั้นเอง ไม่คิดว่าคุณ…”
         “ไม่คิดว่าอะไร” ชิมาซากิสวนขวับ
         “เป็นอะไรกันหรือเปล่าครับคุณ” พนักงานรักษาความปลอดภัยหนุ่มใหญ่ท่าทางใจดีวิ่งเข้ามาหน้าตาตื่น ขัดจังหวะความเงียบที่มีเสียงน้ำในสระกระทบกับขอบสระเป็นจังหวะเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ฉันและชิมาซากิพยายามทรงตัว สุดท้ายฉันเลยไม่ได้บอกเธอ เรื่องที่ไม่คิดว่าเธอจะจูบตอบรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ทัน ก็นึกว่าเธอจะปฏิเสธ ไม่ก็โวยวายที่ฉันไปจูบก่อนแบบนั้น
         ไม่มีใครเป็นอะไรเพราะสระน้ำไม่ได้ลึกมาก แต่ก็ไม่สามารถหยั่งถึงได้ด้วยความสูงอันน้อยนิดของเราทั้งสองคน ชิมาซากิพุ่งไปเกาะอยู่ข้างขอบ ส่วนฉันปัดผมเอาน้ำออกไปจากหน้าของตัวเองที่จุดเดิมซึ่งตกลงมา
         “พอดีเสียหลักตอนกำลังคุยกันก็เลย…” คนชุดขาวขัดจังหวะฉันที่ยังพูดไม่จบกับพนักงานรักษาความปลอดภัยด้วยการขึ้นจากน้ำ “นี่คุณ ลืมของไว้นะ” ชิมาซากิหันมาเมื่อฉันรีบตะโกนบอกให้รู้ตัว
         “ฉันลืมอะไร” คนหน้ายุ่งที่ตัวชุ่มจนชุดแนบเนื้อยืนรีดเอาน้ำออกอย่างไม่พอใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น
         “โทรศัพท์ตกน้ำแน่ะ ฉันเก็บให้มั้ย” ถ้าเป็นโทรศัพท์ของฉันที่นอนอยู่ข้างล่างฉันคงไม่สนุกด้วย แต่ไม่เป็นไร ชิมาซากิไม่เดือดร้อนอยู่แล้วกับแค่โทรศัพท์เครื่องเดียว ฉันจึงตั้งใจหยอกเธอแบบนั้น
         “ไม่จำเป็น” ชิมาซากิหันมาเธอทำหน้าหยิ่งทะนง อย่างที่คิดไม่ผิด สำหรับฉันถ้าต้องเห็นน้ำตากับใบหน้าหยิ่งยโสของชิมาซากิ ฉันขอให้เธอเป็นแบบหลัง ฉันไม่ชอบเห็นเธอร้องไห้
         …
         อิริยามะรีบหาผ้าเช็ดตัวมาให้ฉันในห้องรับรอง โดยมีพนักงานของโรงแรมช่วยบริการอย่างเต็มที่ ฉันใช้โทรศัพท์ตัวเองที่ปลอดภัยดีและใช้การได้ปกติ โทรไปขอความช่วยเหลือจากเธอ หลังดำลงไปเก็บโทรศัพท์ของชิมาซากิที่เจ้าของไม่อยากได้อีกต่อไปแล้ว ฉันไม่เจียมตัวเองทั้งที่ใส่ชุดเดรสอยู่ แต่ยังกล้ามุดลงกลับไปก้นสระเพื่อควานเอาอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมา ชุดสวยทำให้การเคลื่อนเคลื่อนไหวใต้น้ำไม่สะดวกเท่าที่ควร
         “ดวงฉันคงไม่ค่อยถูกกับชุดสวย ใส่แล้วซวยตลอด”
         “ก็ไม่เลวร้ายซะทีเดียวนะคะ ได้ไปเจอคุณชิมาซากิเธอด้วย คุณโยโกยามะท่าทางใจอ่อนกับคุณชิมาซากิอีกจนได้”
         “ใจอ่อน? ทำไมคุณถึงบอกว่าฉันใจอ่อน”
         “ฉันก็เดาน่ะค่ะ ตั้งแต่ตอนที่คุณกลับมาจากห้องน้ำ คุณก็ไม่สนใจอะไรอีกเลยนอกจากคุณชิมาซากิ ฉันว่าคุณคงไปเจออะไรเข้า ซึ่งถ้าจะมีอะไรที่ทำให้คุณดูเป็นกังวลมาก แน่นอนค่ะฉันคิดว่าต้องเป็นคุณชิมาซากิ แล้วทำไมถึงไปตกน้ำกันแบบนั้นได้ล่ะคะ” ฉันลืมไปซะสนิทเลยว่ากำลังอยู่ในแผนการของมัตสึซากะ ส่วนอิริยามะก็เดาได้ค่อนข้างตรงทีเดียวสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ระหว่างฉันกับชิมาซากิ
         “คือว่าเราโต้เถียงกันนิดหน่อยน่ะค่ะ ชิมาซากิเมาด้วยก็เลยได้เล่นน้ำกัน” ฉันหัวเราะแห้ง ๆ กับเรื่องจริงประมาณห้าสิบเปอร์เซ็นต์
         “แล้วท่าทางเธอเป็นยังไงบ้างคะ”
         “โมโหค่ะ” ฉันคิดว่าไม่ควรพูดถึงเรื่องที่เธอมาร้องไห้ต่อหน้าฉันในห้องน้ำจะดีกว่า ให้เลขาของมัตสึซากะเข้าใจแค่ว่าฉันได้เจอชิมาซากิก็พอ
         “คุณอยากยกเลิกแผนทั้งหมดใช่มั้ยคะ”
         “เอ๋?” ฉันมองคนถามที่กำลังยิ้มอย่างรู้ทันความคิดลึก ๆ ของฉัน
         “บอกคุณมัตสึซากะได้นะคะว่าคุณไม่อยากจะทำตามแผนแล้ว…คุณมัตสึซากะยังไงก็ดูเรื่องนี้ออก ไม่ช้าก็เร็วคงพูดกับคุณ ถ้าการทำแผนนี้จะทำให้คุณดูไม่สบายใจ คือคุณดูไม่สบายใจเอามาก ๆ เลยนะคะ”
         “ชิมาซากิพูดทำนองว่าฉันทำเพื่องานทำเพื่อหมู่บ้าน ท่าทางเขาเชื่อที่คุณวาตานาเบะพูดจนหมดหัวใจตลอดเวลา”
         “อย่าคิดแบบนั้นสิคะ เขาเชื่อไม่ใช่เพราะนั่นคือคุณวาตานาเบะนะคะ แต่เขาเชื่อเพราะเขาน้อยใจคุณ ทำให้เขาไม่คิดฟังความจริงที่อาจจะเป็นเรื่องที่ดูออกง่ายมากว่าคุณรู้สึกยังไงกับเขา แม้แต่ตัวคุณโยโกยามะเอง คุณน้อยใจคุณชิมาซากิเหมือนกัน”
         “มันช่วยไม่ได้นี่คะ” ฉันยอมรับเขิน ๆ กับเลขาหน้าลูกครึ่งคนที่กำลังหัวเราะอารมณ์ดีสุด ๆ
         “ฉันไม่อยากจะเล่นตามแผนของคุณมัตสึซากะหรอกนะคะจริง ๆ แล้วน่ะ แต่พอเห็นหน้าชิมาซากิบวกกับบางอย่างที่เธอเคยทำกับฉัน ฉันว่าอาจจะต้องเอาคืนกันสักหน่อย” อิริยาทำหน้าแปลกใจที่ฉันยังคงจะเล่นตามแผนเดิมทั้งที่เหมือนจะล้มเลิกแล้ว “ฉันจะพยายามไม่ใจอ่อนให้ผู้หญิงหัวดื้อคนนั้นอีกค่ะ”

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้และยุยพารุเท่านั้น
[Super Short] – ลองเป็น Dark Girl (14) (SayaMilky x YuiParu)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s