[Short] – ฉันจะเอาแต่ใจ EP06 END (SayaMilky x YuiParu)

Posted on Updated on

         
         “แกคิดดีแล้วใช่มั้ยที่เล่นแบบนี้”
         “เพื่อช่วยให้แกสมหวัง ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอก กับยุยไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย” พารุโทรมาหา ที่จริงวันนี้เรามีนัดคุยกันข้างนอก พารุค่อนข้างกลุ้มใจเรื่องที่ฉันทำลงไป ฉันเล่าว่าบอกอะไรกับยามาโมโตะไปบ้าง พารุจะไม่ยอมให้ฉันรับความผิดไปคนเดียว แต่ยังไม่ทันได้คุยกันให้จบ โยโกยามะก็เข้ามา ฉันก็เลยเล่นตามน้ำต่อไปอีกและพูดจายั่วยุอารมณ์ให้เพื่อนของพารุโกรธ แน่นอนว่าได้ผลอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะโยโกยามะโกรธจนตบหน้าฉัน
         “มิลกี้ ฉันว่าแบบนี้มันไม่…”
         “ช่างฉันเถอะ ฉันไม่ได้ชอบยามาโมโตะมากอย่างที่แกคิด” พารุน้ำเสียงเป็นกังวล เธอไม่สบายใจแม้กระทั่งตอนนี้ แต่ฉันไม่อยากให้เพื่อนต้องมาพะวงเรื่องฉัน
         “นี่ฉันแค่ได้ยินแกพูดทางโทรศัพท์ ฉันยังไม่เชื่อเลย ถ้าอยู่ต่อหน้า ยังไงฉันก็มั่นใจว่าแกชอบยามาโมโตะและชอบมากด้วย ชอบมากจนยอมทำแบบนี้”
         “แกมองฉันดีไปหรือเปล่า ทำไมฉันจะต้องทำอะไรเพื่อผู้หญิงคนนั้น”
         “ก็เพราะถ้าเป็นคนอื่นแกคงไม่ทำแบบนี้ แกต้องพุ่งเข้าหาเขาลูกเดียว แต่นี่แกหยุด แล้วเปลี่ยนแผน แกกำลังยอมให้ตัวเองเจ็บ เพราะไม่อยากทำร้ายยามาโมโตะใช่มั้ยล่ะ…ฉันต้องคุยเรื่องนี้กับยุย”
         “อย่านะพารุ ฉันอุตส่าห์ทำให้แกสมหวังแล้ว แกอย่ามาทำลายเรื่องนั้นเพราะฉันสิ”
         “ทำไมแกดื้อแบบนี้”
         “ช่วยรับความพยายามของฉัน ที่ทำให้แกสมหวังได้แล้วด้วยเถอะ อย่าบอกเรื่องนี้กับโยโกยามะและอย่าให้ยามาโมโตะรู้ว่าฉัน…เป็นห่วงเขาแค่ไหน”
         “มิลกี้…”
         “แกก็อย่าเพิ่งติดต่อมาหาฉันอีกเข้าใจมั้ย” ฉันรีบตัดบทแล้ววางสายทันที จากนี้ไปฉันจะเริ่มต้นใหม่ และดำเนินชีวิตตามปกติของฉัน

         ถึงจะพยายามออกห่างจากพารุยังไง แต่งานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนที่เราทั้งคู่รู้จัก ก็ทำให้ฉันมีเหตุต้องเจอกับพารุอีกจนได้
         “แกไม่ได้บอกเรื่องฉันกับโยโกยามะไปแล้วหรอกนะ” ฉันเข้าไปยืนดื่มเครื่องดื่มใกล้ ๆ พารุ สายตาก็สอดส่องกลัวว่าโยโกยามะจะเข้ามาเห็นอีก แต่ที่ฉันกล้าเข้ามาก็เพราะเห็นว่าคนสนิทของพารุเดินแยกไปอีกทางแล้ว
         “ไม่ได้บอก แต่ฉันไม่ได้เต็มใจอยากจะทำแบบนี้ ฉันก็อยากเห็นแกมีความสุข แกเข้าใจฉันมั้ย ทำไมทีแบบนี้แกต้องบังคับใจฉันด้วย” ฉันโล่งใจที่เพื่อนยังฟังคำที่ฉันขอบ้าง ถึงแม้จะโดนเธอต่อว่า
         “ฉันรู้ว่าแกไม่เห็นด้วย แต่แกอย่าใส่ใจเรื่องของฉันเลย ขอให้มีความสุขกับคนที่แกชอบฉันก็ดีใจแล้ว”
         “ยามาโมโตะก็มางานวันนี้นะ ยุยชวนให้มา แต่หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้”
         “ฉันจะระวังตัว พยายามไม่ให้เจอกัน ขอบใจนะ”
         “มิลกี้…” ฉันรอฟังว่าพารุจะพูดอะไร แต่อีกคนก็บอกปัดว่าไม่มีอะไร
         “แกมีอะไรก็พูดมาเถอะก่อนที่โยโกยามะจะกลับมา”
         “ยุยบอกฉันว่ายามาโมโตะทำเหมือนว่าสบายดี คบคนไม่ซ้ำหน้า ทำตัวมีความสุข แต่จริง ๆ แล้วกำลังเศร้าใจอยู่ ฉัน…คิดว่าเขาคิดถึงแกนะ เขาพยายามจะลืมแก” คำพูดของพารุทำให้ฉันอึ้งไป “แผนที่แกแกล้งแสดงว่าแกนิสัยไม่ดี อาจจะไม่ได้ทำให้ยามาโมโตะรู้สึกดีขึ้นอย่างที่แกตั้งใจ”
         “นั่นคงจะไม่เกี่ยวกับฉันหรอก แกกังวลเกินไปแล้วพารุ…” ฉันพยายามไล่ความเป็นห่วงที่มีต่อยามาโมโตะออกไปจากหัวตัวเอง หลังเดินแยกออกมาอยู่ห่าง ๆ จากบริเวณที่พารุอยู่ตอนที่เข้าไปคุยกับเธอ แต่ดันมาอยู่ในจุดที่มองเห็นยามาโมโตะเข้า
         ที่พารุบอกกับฉันเรื่องความเศร้าที่เกิดขึ้นกับยามาโมโตะยังคงคาใจอยู่ นั่นทำให้ฉันแอบไปหามุมเพื่อเฝ้าสังเกต ซึ่งตลอดเวลาที่ดูยามาโมโตะ เธอทำแค่เพียงนั่งดื่มเงียบ ๆ คนเดียวจนฉันเกือบเลิกสนใจ กระทั่งมีผู้หญิงผมยาวหน้าสวยเดินเข้าไปนั่งกับเธอ
         ด้วยความที่เพลงในงานเลี้ยงวันเกิดนั้นเสียงดังมาก ฉันจึงไม่สามารถรับรู้บทสนทนาระหว่างยามาโมโตะและผู้หญิงคนนั้นได้ จะรู้ก็แค่ยามาโมโตะยิ้มแย้มเปลี่ยนเป็นคนละคน ดีไม่ดีผู้หญิงคนนั้นคงเป็นคู่ควงคนใหม่ของยามาโมโตะ ฉันขี้เกียจแอบดูคนพลอดรักกันก็เลยหลบไปสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำ
         แต่จะทำยังไง ภาพที่ยามาโมโตะกำลังลูบไล้มืออยู่กับผู้หญิงหน้าสวยคนนั้นก็ไม่หายไปจากหัวของฉันเลยสักนิด มันติดตาฉัน และจำได้แม่น
         “แกรู้มั้ยฉันเจอใคร” ฉันสะดุ้งเพราะมัวแต่คิดว้าวุ่น เมื่อประตูห้องน้ำเปิดออกและปรากฏร่างของผู้หญิงหน้าสวยคนนั้นเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับคุยโทรศัพท์น้ำเสียงตื่นเต้น พอเธอเห็นฉันอยู่ข้างในก็ลดเสียงลงและเดินเข้าไปยังอ่างน้ำล้างหน้าด้านในสุด
         “คนที่เพื่อนแกเคยอวดว่าควงอยู่พักหนึ่งไง แต่พอพ้นคืนนั้นก็เลิกรากันไป จริง ๆ มันไม่น่าเรียกว่าควงด้วยซ้ำ เรียกว่าแค่นอนด้วยกันมากกว่านะ ฉันว่า…” หลังพูดจบผู้หญิงคนนั้นก็หัวเราะคิกคัก อย่างกับเป็นเรื่องปกติธรรมดาเวลาพูดถึงเรื่องคนอื่นในเชิงนี้
         ฉันอยากรู้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นระหว่างยามาโมโตะกับผู้หญิงคนนี้หรือไม่ แน่นอนที่สุดว่าภาพที่ยามาโมโตะนัวกันกับผู้หญิงคนที่กำลังคุยโทรศัพท์ ก่อนที่ฉันจะหลบมาที่ห้องน้ำเป็นตัวแปรสำคัญ
         เพื่อไม่ให้น่าสงสัย ฉันจึงแกล้งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบ้างและทำหน้ามีความสุขเวลาอ่านที่หน้าจอ ทั้งที่จริงมันคือไลน์ซึ่งฉันคุยกับพารุ ยังไงก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว ผู้หญิงที่อยู่ด้านในไม่มีทางเห็นหน้าจอโทรศัพท์ของฉัน
         ฉันเห็นว่าเธอลอบมองมานิดหน่อย แต่เมื่อฉันแสร้งทำเป็นสนใจอยู่กับโทรศัพท์ของตัวเอง เธอจึงเริ่มคุยกับปลายสายต่อโดยไม่ติดใจสงสัยอะไร
         “ฉันจะพยายามควงให้ได้มากกว่าหนึ่งคืน เก็บไว้เป็นสถิติไปอวดเพื่อนเธอเล่น ๆ เอ้อนี่…รู้สึกว่ารายนี้จะทำให้เพื่อนเธอเสียความมั่นใจอยู่พักใหญ่เลยไม่ใช่เหรอ ฉันว่าต้องมีอะไรดีแน่ ๆ เลยละ…ฉันรู้ได้ยังไงน่ะเหรอ ก็ความรู้สึกมันบอกแบบนั้น แค่เมื่อกี้ที่ได้ใกล้ชิดกันนะ ฉันยังชอบเลย มีเสน่ห์แต่ก็แอบร้ายอยู่ไม่เบา ยังไงคืนนี้ฉันต้องมีเรื่องสนุกทำแล้วแหละ…แน่นอนผู้หญิงแบบนั้นก็มีค่าแค่เรื่องแบบนั้นแหละ ฉันไม่ได้คิดจะจริงจังอยู่แล้ว จะไปสนใจทำไม ตักตวงผลประโยชน์ให้มากที่สุด ก็พอแล้วสำหรับฉัน” ฉันออกมาจากห้องน้ำหลังได้ยินค่อนข้างครบถ้วน
         ฉันเสียเวลาอยู่นานคิดหัวแทบแตก ฉันรู้ว่าไม่ควรยุ่งเรื่องนี้ แต่ฉันหมั่นไส้ผู้หญิงในห้องน้ำ เธอคิดแค่ว่าจะไปสนุกกับยามาโมโตะเพื่อเก็บเป็นสถิติ ยามาโมโตะมีค่าแค่นั้นสำหรับเธออย่างนั้นเหรอ ทั้งที่ฉันก็เข้าใจนะว่ามันเป็นเรื่องที่สองคนจะมีความสุขร่วมกัน
         แต่พอฉันดันไปได้ยินคำพูดในห้องน้ำเข้า มันก็แค่รู้สึกว่ายอมไม่ได้ ฉันยอมที่จะไม่ใช้ยามาโมโตะเป็นเครื่องมือและถอยออกมา แต่คนอื่นกลับจะมาใช้ยามาโมโตะแบบนี้ ฉันยอมไม่ได้จริง ๆ อย่าหวังเลยว่าฉันจะยอมให้มีความสุขกันง่าย ๆ
         ฉันรีบออกจากงานเลี้ยงแล้วตรงดิ่งไปที่พักของยามาโมโตะทันที ฉันยอมรับ ฉันไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนนั้นจะไปต่อกันที่ไหน อาจจะไม่กลับมาที่พักของยามาโมโตะก็ได้ แต่อย่างน้อยถ้ามาที่นี่ล่ะก็ ถ้าสองคนนั้นมา ฉันก็จะขัดขวางให้ถึงที่สุด
         แต่เมื่อผ่านไปเกือบสามชั่วโมงที่ฉันนั่งรออยู่ปากทางเข้าอาคาร จนเวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่ ยามาโมโตะก็กลับมาเพียงคนเดียว เธอชำเลืองมองฉัน แต่ก็เดินผ่านไปไม่สนใจ
         “ยามาโมโตะ เธอจะ…”
         “มีแผนอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันอีกรึไง” คนที่เดินผ่านไปหยุดเดิน เธอหันมาว่าหน้าเพลีย ๆ
         “ฉันอยากคุยเรื่องเธอกับผู้หญิงที่งานวันนี้น่ะ”
         “ชิราอิชิ…ทำไม รู้จักกันเหรอ อ๋อนี่รึว่าเป็นแผนของเธออีกล่ะวาตานาเบะ” ยามาโมโตะร้องหึ เธอคงคิดว่าฉันตั้งใจวางแผนส่งผู้หญิงคนนั้นเข้าไป
         “ฉันไม่เกี่ยวอะไรทั้งนั้นแหละ…แค่บังเอิญไปได้ยิน” ยามาโมโตะยกคิ้วมองฉันสงสัย อาจคิดว่าฉันจะมาไม้ไหนอีก “เขาแค่จะเก็บไว้เป็นสถิตินะ เขาหวังประโยชน์จากเธอแค่นั้น”
         “วาตานาเบะ นี่เธอความจำเสื่อมอะไรไปหรือเปล่า ฉันเองเต็มใจกับชิราอิชิ เพราะฉะนั้นเขาจะเก็บฉันเป็นสถิติหรืออะไรก็ช่างหัวเขาสิ แต่ขอบใจที่อุตส่าห์มาบอกเรื่องที่ไม่จำเป็นนะ อยากได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทนหรือเปล่า” ยามาโมโตะจงใจมองฉันหัวจรดเท้าแล้วเธอก็ส่ายหัว “ฉันก็พอจะช่วยเธอได้นะวาตานาเบะ แต่อย่าดีกว่า ร่างตายซากแบบเธอ ฉันไม่นิยมของแปลกแบบนั้น”
         “ฉันไม่ต้องการอะไรตอบแทนหรอก” ฉันยืนดูยามาโมโตะเดินต่อเข้าไปเกือบจะผ่านทางเข้าอาคาร พลางคิดได้ว่าไม่น่าทำเรื่องบ้า ๆ แบบนี้ แต่พอมองยามาโมโตะอีกที เธอก็ล้มไปนอนที่พื้นทางเข้าเสียแล้ว
         “ซายากะ !”
         ฉันรีบวิ่งเข้าไปประคองคนที่นอนอยู่กับพื้น พนักงานรักษาความปลอดภัยวิ่งเข้ามาดูด้วยอีกคน ฉันเลยแจ้งว่ายามาโมโตะพักอยู่ที่อาคารนี้ เขาจึงช่วยพามาส่งจนถึงหน้าห้อง ส่วนฉันก็พายามาโมโตะเข้าไปนอนพักด้านใน
         “เธอไม่ได้เมาสักหน่อย ทำไมถึงหมดสภาพ ชิราอิชิเขาทำเธอหมดแรงขนาดนี้เลยเหรอ” ฉันแกล้งว่าด้วยความหมั่นไส้ ทำให้ยามาโมโตะลุกขึ้นมาต่อว่าทั้งที่ก็ไม่ค่อยจะมีแรง
         “เธอจะมายุ่งอะไรกับฉัน กลับไปได้แล้ว อย่ามาอยู่ให้ฉันเหม็นขี้หน้า” ยามาโมโตะนั่งโวยวายอยู่บนเตียง แต่ดูอ่อนแรงเต็มที ไม่รู้ว่าจะแกล้งทำเป็นอวดเก่งไปทำไม
         “พอดีฉันเป็นพวกชอบสอดรู้สอดเห็น เลยอยากถามเธอสักหน่อยว่าทำไมถึง อยู่ในสภาพอ่อนปวกเปียกทั้งที่ไม่ได้เมา หรือถ้าเพราะผู้หญิงคนนั้น…ชื่ออะไรนะ ชิราอิชิใช่มั้ย เขาทำอิท่าไหนถึงได้หมดสภาพกันมาแบบนี้” ฉันแกล้งว่าไปส่ง ๆ เมื่อเห็นอีกคนดื้อดึงวางท่าอวดเก่ง
         “ยุ่งไม่เข้าท่า แต่ฉันจะบอกให้ก็ได้ถ้าวาตานาเบะอยากรู้ ห้องน้ำมันก็ทำอะไรค่อยถนัดเท่าไหร่ ฉันไม่มีทางเลือกมาก ตรงไหนสะดวกสำหรับเราสองคน ฉันก็เลือกตรงนั้นแหละ แต่เธอก็เห็นนี่ว่าชิราอิชิเขาสวยแค่ไหน มันก็ไม่ใช่ว่าแค่แป๊บ ๆ แล้วแยกกัน การที่ฉันจะหมดแรง มันช่วยไม่ได้หรอก” ฉันแค่อยากยั่วยามาโมโตะ แต่ไม่ได้เตรียมใจที่จะได้ยินเรื่องบาดใจจากปากของยามาโมโตะ ทำให้เลือดสูบฉีดขึ้นมาเพราะความฉุนที่เกิดขึ้นกะทันหัน
         “พูดมาก” ฉันผลักยามาโมโตะเต็มแรง เธอล้มไปบนที่นอน ก่อนที่จะตามเข้าไปเอาหลังมือแตะหน้าผากของเธอไว้ ถึงตอนแรกอีกคนจะขยุกขยิกไม่ยอมอยู่นิ่งก็ตาม “แค่พูดว่าไม่สบาย มันจะยากตรงไหนเชียว หรือความจำเสื่อมไม่รู้ว่าตัวเองมีไข้ หรือเพราะว่าเป็นฉันก็เลยไม่อยากให้อยู่ในห้องเธอนาน ๆ ทำไมอะ ยังกลัวฉันอยู่เหรอ หรือว่ากลัวตัวเองจะอดใจไม่ได้” ฉันรู้ว่าอุณหภูมิของยามาโมโตะสูงกว่าปกติ ตั้งแต่ตอนที่พยุงเธอขึ้นมาที่ห้องแล้ว แต่ก็ไม่คิดไม่ฝันว่ายามาโมโตะจะดื้อพูดลากออกไปเรื่องอื่นโดยไม่ยอมบอกว่าตัวเองไม่สบาย
         “เคยมีคนบอกเธอมั้ยว่าเธอหลงตัวเองเกินไปน่ะ…ฉันก็แค่ไม่สบาย ไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย เธอสนใจด้วยรึไง” พอได้มองสายตาคนไม่สบายใกล้ ๆ ฉันดันลืมตัว เผลอไปลูบแก้มอีกคนด้วยความเป็นห่วง หลังจากที่ใช้หลังมือเช็คอุณหภูมิ จึงรีบปรับท่าทางให้ห่างเหินกับยามาโมโตะเหมือนเดิม เพื่อเตือนตัวเองว่าอย่าเผลออีกต่อให้จะห่วงเธอแค่ไหนก็ตาม
         “ใครจะสนใจ ก็บอกแล้วว่าฉันแค่อยากรู้ แต่ซายากะทำลีลาพูดเรื่องอื่นอยู่ได้ เสียเวลาฉันไปไม่รู้จะกี่นาทีแล้วเนี่ย…จะไปหยิบยามาให้ละกัน ซายากะจะได้นอนพัก” ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของห้องเก็บยาไว้ไหน แต่อันดับแรกที่ฉันต้องทำคือ ออกห่างจากยามาโมโตะให้มากที่สุด ฉันกลัวว่าจะแสดงออกมากจนเกินไปว่าเป็นห่วง
         หากแต่พอลุกได้ไม่เท่าไหร่อีกคนก็ลากกลับลงไปนั่งบนเตียงด้วยกันอีกครั้ง…และฉันก็อยู่ในอ้อมกอดของเธอ ฉันยังคิดในหัวว่าฉันฝันไปหรือเปล่า ยามาโมโตะอาจจะเหวี่ยงฉันลงไปนอนกับพื้นด้วยความโมโหหรือจะอะไรก็ตาม หรืออาจจะหมั่นไส้ฉันจนอยากลงมือทำร้าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเธอกระชับวงแขนพร้อมทั้งซบหน้าอยู่กับหลังฉันอยู่อย่างนั้น
         “แค่พูดว่าเป็นห่วงฉัน มันยากมากนักเหรอ…มิยูกิ” สิ่งที่ฉันพยายามอดทนมันเริ่มจะสูญเปล่า เมื่อคนที่อยู่ข้างหลังเอ่ยปากอย่างตรงไปตรงมา หรือเธอจะรู้ว่าฉันเป็นห่วง ทั้งที่ฉันทำเป็นเย็นชาใส่ “ทุกคนเขารู้ความจริงกันหมดแล้วนะ”
         “หืม” ฉันพยายามจะดิ้นออกจากวงแขนของยามาโมโตะ เมื่อได้ยินประโยคหลังสุด แต่อีกคนไม่ยอมปล่อย พร้อมรัดฉันแน่นขึ้นกว่าเก่า “นี่ปล่อยฉันนะซายากะ ปล่อย !”
         “ไม่ปล่อย” ยามาโมโตะล็อกแขนฉันไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็เริ่มอยู่ไม่สุข
         “พารุบอกเรื่องนี้ใช่มั้ย…อ๊า” ฉันระทวยเพราะโดนคนข้างหลังซุกไซ้โลมเลียข้างหู จากที่กำลังรู้สึกโมโหเรื่องโดนเพื่อนหักหลังบอกความลับ ก็เปลี่ยนเป็นอารมณ์อื่นแทน
         “ฉันไม่สบายอยู่นะ มิยูกิต้องเอาใจฉันให้มากกว่านี้สิ” ตอนนี้ฉันเป็นอิสระจากวงแขนของยามาโมโตะแล้วก็จริง แต่ฉันกลับหมดแรงไปไหนไม่ได้ จึงทำแค่เพียงเอามือทั้งสองข้างยันไว้กับเตียง ยอมให้อีกคนจับอะไรก็ตามที่เธอต้องการ แล้วไม่นานหลังจากนั้นยามาโมโตะก็ช่วยจัดการกับเสื้อผ้าตัวนอกของฉัน เธอให้ฉันยืนอยู่ข้างเตียงหันหน้าเข้าหาเธอ
         “ถอดมันออกซะสิ” คนที่นั่งอยู่บนเตียงทำเป็นออกคำสั่งยิ้มอารมณ์ดี ทั้งยังเร่งให้ฉันถอดชุดชั้นในให้ไว แต่สิ่งที่เธอทำมันยิ่งเป็นอุปสรรคกับฉัน ยามาโมโตะส่งความร้อนผ่านริมฝีปากเธอไปตามต้นขาของฉัน เธอกำลังเร่งความปรารถนาของฉันให้เพิ่มมากขึ้น ยามที่ไล่ลิ้นนิ่มเย็นชื้นไปทั่วโคนขา
         “ถอดชิ้นล่างด้วยสิ ชักช้าอยู่ได้ อายอะไรเหรอ” ยามาโมโตะถามเจ้าเล่ห์ ฉันยอมลดมือที่เอาปิดหน้าอกไว้ไปถอดชั้นในข้างล่าง
         “ซายากะจะสั่งอะไรอีกมั้ย”
         “มิยูกิอาจจะอาย เดี๋ยวฉันปิดให้เธอเองดีกว่า” ฉันยื่นมือไปจับมือของยามาโมโตะไว้เมื่อเธอส่งมันมา แล้วจากนั้นฉันก็โดนดึงให้ลงไปนอนที่เตียง เจ้าของห้องตามเข้ามาคร่อมฉันไว้พร้อมทั้งใช้ปากครอบครองหน้าอกหน้าใจของฉันอย่างชำนาญ
         “อันนี้เรียกว่าช่วยปิดเหรอซายากะ” ฉันถามเสียงสั่น เมื่อโดนคนที่คร่อมตัว ปลุกเร้าอารมณ์อย่างต่อเนื่อง
         “ปิดด้วยปากไง ไม่ชอบเหรอ มือฉันไม่ว่าง” ยามาโมโตะไม่สนใจว่าฉันจะอยู่ไม่สุขยุกยิกยังไง เธอยังคงขยับมือไม่หยุด ที่จริงฉันชอบให้ยามาโมโตะทำแบบนั้น “ปากแข็งอีกแล้ว ฉันถามก็ไม่ตอบ แบบนี้ต้องทำให้อุ่น” ฉันเผลอเล่นลิ้นไปกับอีกคนด้วย เมื่อเธอจงใจเลียลิ้นรอบปากฉัน ขณะส่วนล่าง ก็ที่ใช้นิ้วมือกระตุ้นด้วยการถูขึ้นลงเบา ๆ ที่ทำให้ฉันหวิวกับอารมณ์ที่แปรปรวนของตัวเองไม่รู้จักจบสิ้น
         “ฉันก็ชอบให้ซายากะทำทุกอย่างนั่นแหละ” ฉันยอมแพ้และดึงคออีกคนลงมาจูบด้วยความคิดถึง และคิดถึงมากที่สุด ส่วนหลังจากนี้เดี๋ยวค่อยว่ากันต่อไปเรื่องเพื่อนตัวแสบอย่างพารุ
         …


         “แกคิดดีแล้วใช่มั้ยที่เล่นแบบนี้” ชิมาซากิพูดผ่านโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะตรงหน้าฉันกับยุย
         “เพื่อช่วยให้แกสมหวัง ฉันน่ะไม่เป็นไรหรอก กับยุยไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ย” วาตานาเบะไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอพูดนั้นพวกเราได้ยินมันชัดเจน
         “มิลกี้ ฉันว่าแบบนี้มันไม่…”
         “ช่างฉันเถอะ ฉันไม่ได้ชอบยามาโมโตะมากอย่างที่แกคิด” วาตานาเบะบอกปัด แต่น้ำเสียงของเธอกำลังเป็นกังวล เปลี่ยนเป็นคนละคนกับตอนที่ต่อว่าชิมาซากิในร้านวันนี้
         “นี่ฉันแค่ได้ยินแกพูดทางโทรศัพท์ ฉันยังไม่เชื่อเลย ถ้าอยู่ต่อหน้า ยังไงฉันก็มั่นใจว่าแกชอบยามาโมโตะและชอบมากด้วย ชอบมากจนยอมทำแบบนี้”
         “แกมองฉันดีไปหรือเปล่า ทำไมฉันจะต้องทำอะไรเพื่อผู้หญิงคนนั้น”
         “ก็เพราะถ้าเป็นคนอื่นแกคงไม่ทำแบบนี้ แกต้องพุ่งเข้าหาเขาลูกเดียว แต่นี่แกหยุด แล้วเปลี่ยนแผน แกกำลังยอมให้ตัวเองเจ็บ เพราะไม่อยากทำร้ายยามาโมโตะใช่มั้ยล่ะ…ฉันต้องคุยเรื่องนี้กับยุย”
         “อย่านะพารุ ฉันอุตส่าห์ทำให้แกสมหวังแล้ว แกอย่ามาทำลายเรื่องนั้นเพราะฉันสิ”
         “ทำไมแกดื้อแบบนี้”
         “ช่วยรับความพยายามของฉัน ที่ทำให้แกสมหวังได้แล้วด้วยเถอะ อย่าบอกเรื่องนี้กับโยโกยามะและอย่าให้ยามาโมโตะรู้ว่าฉัน…เป็นห่วงเขาแค่ไหน”
         “มิลกี้…”
         ชิมาซากิปิดโทรศัพท์แล้วมองหน้าฉันกับยุย
         “ฉันต้องขอโทษเป็นอันดับแรกที่ทำเรื่องวุ่นวายให้ทุกคนเดือดร้อนกันใหญ่ ที่จริงมันก็แค่เพราะฉันอยากรู้ว่ายุยกับยามาโมโตะชอบกันอยู่หรือเปล่าแค่นั้น เพราะฉันชอบยุย”
         “แล้วทีนี้เรื่องมันเริ่มบานปลายใหญ่โตมาขั้นนี้ เพราะวาตานาเบะใช่มั้ย” ยุยหันไปถาม ถึงตอนแรกจะโมโหที่รู้ว่าตัวเองโดนหลอก แต่เพราะนั่นก็ทำให้รู้ตัวเองว่าชอบชิมาซากิ ทั้งสองคนได้ปรับความเข้าใจกัน จากนั้นชิมาซากิก็เล่าเรื่องราวในฝั่งของวาตานาเบะให้ฟังบ้าง
         “มิลกี้บอกฉันว่าจะจัดการให้ฉันได้สมหวังกับยุย ตอนนั้นฉันคิดว่าเพื่อนคงมีแผนที่จะบอกความจริงกับทางยามาโมโตะไว้แล้ว ไม่คิดว่ามันจะยอมรับผิดคนเดียว”
         “แสดงว่าที่วาตานาเบะตั้งใจทำทั้งหมดก็เพื่อเล่นละครหลอกพวกเราเป็นครั้งสุดท้าย เธอเตรียมการไว้สำหรับปิดงาน”
         “ใช่ค่ะ” ชิมาซากิหันมาพยักหน้ารับกับข้อสงสัยของฉัน
         “ที่ตั้งใจแสดงให้เห็นความคิดลบ ๆ ทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้พวกเราติดใจสงสัยในพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลก่อนหน้านั้นสินะ ฉันก็โมโหที่เขาพูดถึงพารุแบบนั้น ตบหน้าวาตานาเบะไปไม่ได้ยั้งมือเลยด้วยสิ”
         “ไม่เป็นไรหรอกยุย ที่มิลกี้เจ็บไม่ใช่หน้า แต่เป็นหัวใจมากกว่า ทั้งที่ชอบยามาโมโตะมากขนาดนี้แล้ว ก็ยังกล้ายอมตัดใจเดินถอยออกไป ฉันอยากให้ช่วยเพื่อนฉันสักหน่อยได้มั้ยคะ” ท้ายประโยคชิมาซากิหันมาทางฉัน
         “จะช่วยยังไงดีล่ะ คนดื้อแบบวาตานาเบะคงไม่ยอมง่าย ๆ คุณก็เห็นว่าเขาไม่ยอมให้บอก แต่คุณก็ยังบอกพวกเรา” ฉันเกาหัวขณะที่คิดว่าจะทำยังไงต่อแต่ชิมาซากิยิ้ม
         “ฉันก็ไม่ได้บอกนี่คะ ฉันแค่เปิดสปีกเกอร์โฟนให้ฟัง”
         “จริงด้วย พารุไม่ได้บอกนะซายาเน่”
         “ฉันอยากเอาคืนวาตานาเบะสักหน่อย พอจะมีทางมั้ยคะ คนดื้อ ๆ แบบนั้นต้องแกล้งให้เปิดความรู้สึกที่แท้จริงออกมา จะได้เลิกดื้อสักที”
         “อันดับแรกฉันคิดว่าเราต้องทำให้ยามาโมโตะดูไร้ค่าในสายตาคนอื่นซะก่อน และต้องทำให้มิลกี้เห็นด้วย ฉันแอบเทความมั่นใจว่า คนอย่างมิลกี้ต้องอยู่ไม่สุขแน่ มันจะเป็นยังไงเมื่อคนที่ตัวเองห่วงมากที่สุด กลับโดนคนอื่นมองอย่างไร้ค่า”
         “แล้วจะไร้ค่าในเรื่องไหนดีล่ะ” ยุยก็เหมือนฉันที่คิดไม่ออกว่าจะให้ฉันไร้ค่าแบบไหน
         “เรื่องนี้ไม่ยากหรอก แต่ฉันขอติดต่อใครสักคนก่อน”
         ชิมาซากิน่าจะมีแผนอยู่ในใจแล้ว เมื่อเธอส่งยิ้มให้ฉันกับยุยที่ยังคงนึกไม่ออกว่ามันจะออกมาในทิศทางใด แล้วฉันต้องไร้ค่าขนาดไหนถึงจะทำให้วาตานาเบะอยู่ไม่สุขได้
         ฉันคิดว่าชิมาซากิคงใช้เวลานานในการวางแผนครั้งนี้ แต่เธอติดต่อผ่านทางยุยเร็วกว่าที่ฉันคิด พร้อมทั้งบอกว่าแผนการจะเริ่มในงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อน ที่ยังไงวาตานาเบะก็ต้องไปแน่นอน ชิมาซากิอธิบายแผนครั้งนี้ เธอเชื่อว่ายังไงในวันงาน วาตานาเบะต้องเข้ามาคุยด้วยแน่ เมื่อใกล้ถึงวันงานเข้ามาเรื่อย ๆ พวกเราและคนที่เกี่ยวข้องในแผนการ ก็เตรียมพร้อมแล้วทุกอย่าง
         แผนการดำเนินไปตามอย่างที่ชิมาซากิบอก ยุยหลบไปตามที่ตกลงกันไว้ เพื่อรอให้วาตานาเบะเข้ามาคุย ส่วนฉันนั่งหลบอยู่ในมุมที่ไกลจากชิมาซากิมากที่สุดกับผู้หญิงที่ชิมาซากิติดต่อไว้ เธอชื่อชิราอิชิ ไม
         เมื่อวาตานาเบะเข้าไปพูดคุยกับชิมาซากิ คนสนิทของยุย ต้นคิดแผนการคนนี้ ก็ทำเป็นเล่าว่าฉันดูท่าทางเสียใจและคิดถึงวาตานาเบะอยู่ ทุกคนได้ยินผ่านโทรศัพท์ที่ชิมาซากิเปิดประชุมสายเอาไว้กับผู้ร่วมแผนการทั้งหมด
         เมื่อวาตานาเบะหลงกล พวกเราจึงเริ่มแผนการในส่วนต่อไป ตอนแรกฉันยังกังวลอยู่ว่าจะเล่นละครยังไง หรือวาตานาเบะจะไปอยู่ตรงไหนหลังจากที่คุยกับชิมาซากิ แต่ช่างบังเอิญและเข้าทางเมื่อเธอเดินมาโซนที่ฉันนั่งอยู่กับชิราอิชิ รายนั้นแทบจะลุกออกไปไม่ทัน เมื่อวาตานาเบะใกล้เข้ามา
         ฉันทำเป็นนั่งดื่มอยู่คนเดียวและตีหน้านิ่งมากที่สุด สักพักใหญ่ก็ถึงคิวของชิราอิชิ ที่เดินนวยนาดเข้ามานั่งด้วยกัน โดยเหตุการณ์ทั้งหมดมีพวกของยุยแอบดูอยู่ห่าง ๆ พวกนั้นแอบขำเมื่อวาตานาเบะหลบไปหามุมเพื่อแอบดูฉันกับชิราอิชิ
         ฉันทำเป็นสนใจในตัวของชิราอิชิและแกล้งพลอดรักกัน จนกระทั่งผู้ที่สังเกตการณ์บอกว่าวาตานาเบะทนดูการกระทำของฉันกับชิราอิชิไม่ไหว ขอบคุณที่วาตานาเบะไม่ใจแข็งพอ เพราะไม่อย่างนั้นฉันคงต้องใช้แผนจูบมาเล่น ยุยรีบส่งข่าวว่าวาตานาเบะกำลังตรงไปห้องน้ำ และนั่นก็ตรงตามแผนอีกครั้ง ชิราอิชิส่งสัญญาณว่าโอเค เธอรีบเดินตามไปที่ห้องน้ำเพื่อละครตบตาบทถัดไป
         เมื่อไปถึงห้องน้ำ ชิราอิชิไมซึ่งโทรหาฉันก่อนหน้านั้นแล้ว ก็แสร้งทำเป็นพูดเรื่องสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และเรื่องที่เธอแค่สนุกกับฉัน พูดใส่ไฟเรื่องที่เพื่อนของเพื่อนเธอก็เคยมีสัมพันธ์กับฉันแต่คบกันได้ไม่นาน ฉันนั่งหัวเราะอยู่กับพวกยุยและชิมาซากิ พวกเราสามคนยังคุยว่า ถ้าต้องเจอใครที่พูดได้น่าหมั่นไส้แบบชิราอิชิ ก็คงทนไม่ได้เหมือนกัน
         “ที่ฉันไม่มั่นใจก็คือหลังจากนี้ ไม่รู้ว่ามิลกี้จะเลือกแอบตามดูยามาโมโตะ หรือว่าจะเลือกเข้ามาพูดต่อหน้า” ชิมาซากิปิดโฟนทางฝั่งพวกเราไว้ก่อนตอนที่ปรึกษาหารือกัน
         “หมายความว่าจะตามดูฉันจนกว่าจะกลับไปที่พักอย่างงั้นเหรอ”
         “วาตานาเบะจะรอจนซายาเน่พาสาวไปที่พักเลยเหรอ ฉันว่าตอนนี้คงไม่มีกะจิตกะใจจะอดทนรอได้หรอก” ชิมาซากิชี้นิ้วไปทางยุย ท่าทางเธอจะเห็นด้วย
         “คนที่กำลังโมโหหึง ฉันว่าอาจจะทำอะไรไม่คาดคิด อย่างเช่นว่าเดินเข้ามาพูดต่อหน้ากันตรง ๆ นี่แหละ”
         “ถ้าเป็นแบบนั้น ตอนนี้พวกเราก็แยกย้ายกันก่อนดีกว่า เดี๋ยววาตานาเบะพรวดเข้ามากลางวงแผนจะแตกซะก่อน” ยุยให้ความเห็น จากนั้นทุกคนก็กลับไปอยู่ตามจุดเริ่มต้นอีกครั้ง แต่สิ่งที่พวกเราคิดไม่เกิดขึ้น หลังวาตานาเบะออกมาจากห้องน้ำเธอก็หายไปเลย
         “มิลกี้มันเล่นใหญ่อีกแล้วสิ” ชิมาซากิบอกขำ ๆ เธอหันไปถามผู้มีประสบการณ์ที่สุด “พี่ไมคิดว่าคนแบบมิลกี้เขาจะไปไหนคะ ฉันไม่คิดว่ามิลกี้มันจะงอนร้องไห้งอแงกลับบ้านตัวเองอะ”
         “วาตานาเบะเขารู้จักที่พักของยามาโมโตะหรือเปล่าล่ะ พี่ว่าไม่แน่นะ อาจจะไปรออยู่ที่นั่นก็ได้”
         “นี่ถึงขั้นไปดักที่ห้องพักฉันเลยเหรอ คือฉันน่ะ ตอนแรกฉันเอียงไปทางชิมาซากิ เรื่องที่เขาจะเข้ามาพูดต่อหน้าอยู่แท้ ๆ”
         “อันนี้ส่วนตัวของฉันนะ” ชิราอิชิขอพูด เธอแอบยิ้มมุมปาก “วาตานาเบะอาจจะลองเสี่ยงวัดใจ ถ้ายามาโมโตะไปต่อกับฉันที่อื่น เขาคงปล่อย แต่ถ้ายามาโมโตะกลับไปที่พักล่ะก็ ฉันว่าคงมีเรื่องสนุก ๆ เกิดขึ้นคืนนี้แน่ ฉันว่าฉันพอจะเข้าใจวาตานาเบะ บางทีเธออาจไม่อยากยอมให้ใครคนอื่นมายุ่งกับที่ ๆ เขาเคยอยู่ก็ได้”
         “ลึกซึ้ง” ยุยทำท่าเหมือนได้เรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ส่วนชิมาซากิหันไปแกล้งดักคอคนสนิท
         “ยุยฟังแล้วก็จำเอาไว้ด้วย เพราะฉันเอง คิดอย่างที่พี่ไมพูดเหมือนกัน”
         “รู้แล้วค่ะ คุณชิมาซากิสำคัญที่สุดสำหรับฉันเสมอค่ะ” ยุยทำท่าเอียงคออ้อนชิมาซากิจนฉันรู้สึกหมั่นไส้อยู่ลึก ๆ หวานไม่ดูเวลากันเลยให้ตายเถอะคู่นี้
         “อย่างนี้ละกัน พวกเราไปที่พักของยามาโมโตะแล้วดูว่ามิลกี้อยู่ที่นั่นจริงหรือเปล่า ยังไงไปคิดแผนการต่อกันที่โน่นก็ได้” ทุกคนเห็นด้วยกับชิมาซากิ เมื่อตกลงกันได้ก็พากันมายังที่พักของฉัน
         แน่นอนว่าเราทั้งหมดเห็นวาตานาเบะกำลังรออยู่ที่หน้าอาคาร…
         “พี่ไมนี่สุดยอดเลยค่ะ เดาแม่นชะมัด” ชิมาซากิกระซิบอย่างเบาเสียงเมื่อแอบดูอยู่ห่าง ๆ จากอาคารซึ่งเป็นที่พักของฉัน
         “เอาไงต่อ ซายาเน่ จะให้คุณชิราอิชิเข้าไปด้วยมั้ย”
         “เอาแบบนี้ละกัน วาตานาเบะต้องคิดว่าฉันจะกลับมากับคุณชิราอิชิ ดังนั้นเราจะพังความคิดในหัวของวาตานาเบะ”
         “พังแบบไหนเหรอคะ” ชิราอิชิแสดงท่าทีสนใจเมื่อฉันออกความเห็น
         “ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยสบาย เพราะเครียดกับแผนการของชิมาซากิ เดี๋ยวฉันจะใช้แผนนี้จัดการวาตานาเบะเอง”
         “สรุปว่าพวกเราไม่จำเป็นแล้วใช่มั้ย” ฉันเขินวูบวาบเมื่อชิมาซากิรู้ทัน
         “โอ้ แย่จังพี่ยังอยากเห็นคนขี้งอนอีกหน่อย สนุกดี” ชิราอิชิรีบสนับสนุนรุ่นน้องอย่างชิมาซากิทันที
         “เรื่องแบบนี้ก็ต้องปล่อยให้เขาตกลงกันสองคนนี่นา ถึงฉันจะอยากรู้ด้วยก็เถอะ” ยุยไม่วายหยอกฉันด้วยอีกคนแต่สุดท้ายสามคนนั้นก็บอกลาก่อนแยกย้ายกันกลับไป
         ฉันเดินเข้าไปทำตัวเหมือนปกติ พอวาตานาเบะเห็น ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจและเดินผ่านไป แต่เธอร้องเรียกอย่างที่คิดเอาไว้ ฉันก็เลยพูดยั่วเกี่ยวกับเรื่องชิราอิชิไปหลายชุด แต่ไม่ลืมตบท้ายด้วยแผนแกล้งไม่สบาย ฉันทำเป็นลมล้มหมดแรงก่อนจะเดินเข้าอาคารที่พัก วาตานาเบะนั้นก็วิ่งมาดูด้วยความเป็นห่วง เธอกับพนักงานรักษาความปลอดภัยช่วยพาฉันขึ้นมาที่ห้อง
         วาตานาเบะพาฉันมานอนที่เตียงจนได้ เธอแขวะเรื่องที่ฉันหมดสภาพกลับมา รวมทั้งแขวะเรื่องชิราอิชิ นั่นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเนื้อเต้น และรับรู้ได้ว่ามีคนเป็นห่วง รวมทั้งหวงอยู่เหมือนกัน
         ฉันไม่หยุดการเล่นละครเพียงแค่นี้ เรื่องที่ไม่สบาย ฉันมีไข้น่ะเรื่องจริง แต่ท่าทางที่อ่อนเพลีย ฉันตั้งใจแสดงเพื่อเรียกคะแนนสงสารจากวาตานาเบะ แน่นอนว่าวาตานาเบะก็หลงกลเหมือนเคย เธอรู้ว่าฉันไม่สบายแต่คิดว่าฉันทำเป็นเก่งกระมัง เธอก็เลยดุฉัน ฉันรู้สึกว่าได้รับความเอ็นดูตอนที่เธอเข้ามาวัดอุณหภูมิ ก็เลยลืมตัวว่ากำลังเล่นละครอยู่ แต่วาตานาเบะกลับจับแก้มฉันอย่างอ่อนโยน
         ความอบอุ่นที่ฉันต้องการมาตลอด ความอบอุ่นของผู้หญิงคนนี้…
         นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ฉันเริ่มไม่อยากเล่นละครอีกต่อไป เมื่อเห็นว่าวาตานาเบะห่วงใยฉันขนาดไหน วาตานาเบะบอกว่าจะไปหยิบยามาให้ฉัน แต่นั่นเหมือนเป็นการปิดบังความรู้สึกของเธอมากกว่า เรื่องอะไรที่ฉันจะยอม ดังนั้นเพื่อให้สามารถพูดคุยกันได้ ฉันเลยคว้าวาตานาเบะเข้ามากอด พร้อมทั้งบอกว่าทุกคนรู้ความจริงหมดแล้ว
         หลังจากนั้นฉันก็วุ่นวายจัดการธุระส่วนตัวกับวาตานาเบะกันยกใหญ่ เราสองคนเหนื่อยจนหอบไม่รู้จะกี่นาทีที่ผ่านพ้นไป จนลืมเลยว่าฉันกำลังไม่สบายอยู่ และไม่ควรใช้กำลังมาก แต่เหงื่อที่ออกมาเพราะการใช้กำลังโรมรันอยู่บนตัววาตานาเบะหรือการโดนอีกคนจิกเล็บลงมาบนตัวนับไม่ถ้วนนั้น ต่อให้ฉันต้องเป็นไข้ไปอีกสักกี่วันฉันก็เต็มใจ
         เต็มใจที่ได้อยู่แนบชิดกับวาตานาเบะ…

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้ยุยพารุเท่านั้น
[Short] – ฉันจะเอาแต่ใจ EP06 END (SayaMilky x YuiParu)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s