[Short] – My Goal…My Girl ใครจะเผลอรักเธอกันล่ะ? EP05 (SayaMilky)

Posted on Updated on


cr original pic : คลิก


ปัญหาคราวก่อนแก้ไขกันไปได้ แต่ปัญหาใหม่ก็ยังตามมาอีก
คราวนี้เรื่องใหญ่มากเสียด้วย
แต่มันทำให้ทั้งยามาโมโตะ ซายากะ กับวาตานาเบะ มิยูกิ ได้พูดคุยกันมากขึ้น
จนประธานชมรมรู้สึกบางอย่างแน่ ๆ
แต่มันจะใช่อย่างที่คิดไว้หรือเปล่านะ ?


         “ไอ้เน่ งานเข้ามิลกี้อีกแล้ว” ฉันรู้สึกเหมือนเดจาวู ตอนที่โดนเพื่อนฉุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า ‘มิลกี้งานเข้า’ ผู้หญิงคนนั้นก็มีปัญหาอยู่ตลอดไม่ใช่รึไง
         ตั้งแต่เกิดเรื่องวิวาทคราวก่อน วาตานาเบะก็ต้องไปบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่โรงเรียน แต่ดูเหมือนพวกชมรมกระตือรือร้นไปช่วยยัยหัวเห็ดคนนั้นยิ่งกว่าเวลาซ้อมซะอีก แถมยังจับกลุ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน ฉันเองโดนพวกนั้นลากไปด้วย ไอ้เรารึพอปฏิเสธก็โดนสวนว่าเป็นกัปตันทีมก็ต้องช่วยกันสิ อย่าทิ้งเพื่อนสมาชิกชมรม

         พูดก็พูดเถอะ เจ้าพวกนั้นบางคนท่าทางปลื้มวาตานาเบะมาก ๆ ยูริเองก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย บางทีซ้อมฟุตบอลกันอยู่ ต้องขอให้ได้ชื่นชม เคจจิก็อีก รายนั้นใจดีกับทุกคนตลอด ฉันแอบเห็นว่าวาตานาเบะชอบไปอ้อน บางครั้งเวลาที่โดนฉันตำหนิ
         พวกนั้นเป็นอะไรกันไปหมด…

         ฉันเดินตามม่าจุงไปไม่รีบร้อน หลังได้แอบระบายอารมณ์กับความคิดในหัวคนเดียว ไม่จำเป็นต้องเอาปัญหาของวาตานาเบะมาใส่ใจ ปัดโธ่ นี่ม่าจุงเป็นเพื่อนของวาตานาเบะแท้ ๆ ยังไม่ชินอีกเหรอ
         หากแต่เธอพาฉันไปยังห้องพักครู ในนั้นพวกผู้ใหญ่กำลังพูดคุยกันอยู่ วาตานาเบะนั่งไขว่ห้างเชิด ๆ อยู่หน้าห้อง นี่น่ะเหรอคนที่งานเข้า ไม่เห็นจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลยสักนิด หรือกำลังคิดว่าจะโดนทำโทษเบา ๆ จึงไม่ได้เกรงกลัวอะไรอย่างงั้นเหรอ
         “ครูเขาว่าไงบ้าง” ม่าจุงรีบเข้าไปถามเพื่อนสนิท
         “ครูน่ะ เขาประชุมกันอยู่ แล้วนี่แกไปตามยามาโมโตะมาทำไม” วาตานาเบะชี้นิ้วมาทางฉันและมองม่าจุงอย่างไม่เข้าใจ
         “คงกลัวว่าจะมีเรื่องเหมือนคราวก่อนก็ได้” ฉันว่าไปส่ง ๆ ติดจะแขวะนิดหน่อย และหย่อนก้นแถวนั้นบ้าง
         “ฉันมีเรื่องอะไรนั่นมันก็ปัญหาของฉันเอง ไม่เห็นต้องไปรบกวน ‘คุณประธานชมรม’ เลยนะคะ โองาซาวาระ” กองหน้าตัวปัญหาเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ เวลาพูดเรื่องเกี่ยวกับฉัน
         “หยุด ทั้งคู่นั่นแหละ เลิกแดกดันกันได้แล้ว” ม่าจุงวีนบ้าง แล้วเข้ามานั่งคั่นระหว่างฉันกับวาตานาเบะไว้
         “ม่าจุงแกจะเกริ่นให้ฉันฟังสักหน่อยมั้ยล่ะว่ามันเกิด ‘เรื่อง’ อะไร” วาตานายกมุมปากเหลือบตาแต่เธอหันไปทางอื่นตอนที่พ่นลมหายใจแสดงออกถึงความเซ็ง
         “มิลกี้ไปเมามา…ใช่มั้ย” คนตรงกลางพยายามให้วาตานาเบะมีส่วนร่วมวงสนทนา ทั้งที่เจ้าตัวไม่อยากคุยด้วยเท่าไหร่นัก
         “ฉันจำไม่ได้” คนข้าง ๆ ม่าจุงสวนขวับ
         “มีคนเห็นว่าคุณวาตานาเบะอยู่สองต่อสองกับผู้ชาย แถมยังนัวเนียกันริมถนนอีกด้วย” สุดท้ายม่าจุงก็เล่าเอง ด้วยความเหลืออด
         “นี่คือปัญหาเหรอ แค่เรื่องเมาโดนทำทัณฑ์บนก็คงไม่เป็นไรมั้ง ส่วนเรื่องผู้ชายนั่นน่ะ…” ม่าจุงมองฉันอย่างไม่เชื่อสายตา “อะไร ?”
         “นี่มันอาจจะมีผลต่อทีมของพวกเรานะ ไม่เป็นห่วงหน่อยเหรอ”
         “เรื่องเมื่อคราวก่อนน่ะ ฉันวู่วามใจร้อนไป คราวนี้ฉันจะไม่มากังวลและคิดมากอีกแล้ว อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด อีกอย่างวาตานาเบะก็ ‘โตพอ’ ซึ่งน่าจะรู้ว่าอะไรควรไม่ควร” ฉันไม่ว่าตรง ๆ แต่คิดว่าอีกคนคงเข้าใจ เธอจะไปไหนกับใคร ที่จริงมันก็สิทธิ์ของเธอนั่นแหละ ถ้ารู้จักดูแลตัวเอง
         ถึงจะพูดไปแบบนั้น แต่ใจแอบโมโหอยู่ฉันรู้ตัวเอง วาตานาเบะไม่เคยเข็ดกับเรื่องพรรค์นี้เอาซะเลย
         “แหม ๆ ไม่ต้องทำมาเป็นสอนหรอก เงียบ ๆ ไปเหอะน่า”
         “ก็ได้” วาตานาเบะทำท่าฮึดฮัดเมื่อฉันขึ้นเสียง
         “เฮ้ย ! ไอ้สองคนนี้นี่ ทะเลาะกันเองอยู่ได้ ไหนว่าโตแล้วไง นี่อะไรทำอย่างกับเด็ก ๆ ว่ากันไปกันมา แทนที่จะหาทางช่วยเหลือกัน ก็ดี…ฉันไม่ยุ่งด้วยแล้ว จัดการปัญหากันเอาเองก็แล้วกัน”
         “อ้าว เดี๋ยวสิม่าจุง” ม่าจุงเดินไปไม่สนใจ ฉันก็เลยต้องนั่งอยู่กับวาตานาเบะแค่สองคน

         ผู้ใหญ่ก็ยังคงปรึกษากันอย่างไม่รู้จบสิ้น คิดว่าคงยังหาข้อสรุปที่ชัดเจนไม่ได้ ฉันยังไม่รู้เลยว่าจะต้องอยู่ตรงนี้จนหมดเวลาพักเที่ยงเลยหรือเปล่า
         “ทำอะไรมาอีกล่ะ” ฉันได้ยินคนข้าง ๆ ถอนหายใจอีกครั้ง พอม่าจุงไป ฉันว่าถามดูก็ไม่เสียหายอะไรนี่ ลองฟังสถานการณ์จากวาตานาเบะดูบ้าง
         “ก็บอกไปแล้วว่าจำไม่ได้ ฉันจำไม่ได้จริง ๆ” วาตานาเบะคงอารมณ์เย็นขึ้นบ้างแล้วเหมือนฉัน เมื่อเธอตอบโดยไม่แดกดัน
         “แต่เธอไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ย” วาตานาเบะพยักหน้าไว ๆ เธอคงโอเคดี “ก็ดีแล้วที่ไม่เป็นอะไร” ฉันไม่จำเป็นต้องโล่งอกไปกับคำตอบของคนที่นั่งข้าง ๆ สักหน่อย แต่ก็ดันโล่งอกไปจนได้ เมื่อเธอปลอดภัยดี
         “ฉันคิดว่าฉันโดนวางยา” วาตานาเบะตั้งข้อสังเกต สีหน้าเปลี่ยนไป เธอกำลังกังวลอยู่ไม่น้อย
         “เธอไม่มีหลักฐาน พูดไปใครจะเชื่อ แล้วใครวางยา แล้ววางทำไม”
         “เธอเชื่อฉันมั้ยล่ะ ยามาโมโตะ” วาตานาเบะคนที่เคยทะนงตนหายไปจากหน้าห้องพักครู “ตอนนี้คงมีคนที่ไม่ปลื้มฉันมากเกินกว่าที่ควรจะเป็น”
         “เธอหมายถึง…แค้นจนสร้างเรื่องพวกนี้ขึ้นมา” เจ้าตัวยักคิ้วเมื่อความเห็นจากฉันคงเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเธอ ฉันพอจะเข้าใจว่าทำไมวาตานาเบะถึงรู้สึกแบบนั้น เรื่องคราวก่อนก็ยืนยันได้อยู่ว่ามีคนตั้งใจแกล้งใส่ร้ายเธอ นี่ถ้าไม่ได้ฟูจังช่วยไว้ ป่านนี้คงโดนทำโทษหนัก
         “เมื่อวานฉันไปเคลียร์ปัญหามา กับคนที่กำลังกุ๊กกิ๊กกันอยู่ จริง ๆ มันก็ไม่เชิงว่าคบกันน่ะ …”
         “พอแค่นั้น ฉันไม่อยากรู้รายละเอียดตรงนี้ ว่าเธอจะคบหรือไม่คบใคร” วาตานาเบะยักไหล่และตัดข้ามไม่เล่าความสัมพันธ์ของเธอกับใครคนนั้น
         “…หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้เลย แค่นี้แหละ”
         “แล้วเธอตื่นอีกที…ในห้องกับ…” ฉันพยายามต่อสถานการณ์เท่าที่พอจะคิดออก
         “ฉันตื่นที่บ้าน” วาตานาเบะรีบเถียง เมื่อฉันพูดในทำนองว่าเธออาจไปทำอะไรต่อมิอะไรกับแฟนหนุ่มสักคนของเธอ นี่ฉันเองก็คิดไปถึงไหนต่อไหน “เสื้อผ้าครบ…เสื้อผ้าที่ไม่ใช่ชุดเดิม”
         วาตานาเบะต่อข้อความที่เธอดูค่อนข้างหนักใจหลังจากเงียบไปพักหนึ่งให้จนครบถ้วน ฉันพยักหน้ารับทราบเรื่อง เป็นไปได้ว่า บางช่วงที่วาตานาเบะอยู่บ้านกับใครสักคนนั้น เธอถูกเขาเปลี่ยนเสื้อผ้า หรืออย่างโลกสวยสุด ๆ ก็คือเธอละเมอเปลี่ยนเสื้อผ้าเอง แต่ช่างเถอะฉันจะไม่ลงรายละเอียดว่าทำไมเขาคนนั้นต้องเปลี่ยนให้
         “แล้วที่บ้านเธอไม่มีคนเห็นเหตุการณ์เลยเหรอ”
         “พอดีแม่ฉันไม่อยู่น่ะ”
         “ก็…เป็นไปได้ว่า เขาพาเธอไปที่บ้าน…จากนั้น” หลังจากนั้นก็ไม่มีคนพูดอะไรกันอีกจนกระทั่งครูทาเคโนะอุจิเดินออกมาด้านนอก
         “ยามาโมโตะมาก็ดีละ” ฉันรีบลุกไปครูทาเคโนะอุจิที่หน้าตาดูดีกว่าที่คิด แสดงว่าผลการประชุมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่กังวลกันนัก “ว่าจะไปตามตัวอยู่พอดี”
         “เดี๋ยวพวกครูเขาจะรวบรวมหลักฐานให้มากกว่านี้ นี่เรื่องใหญ่นะ ส่วนเรื่องชมรมยังไงซะ ไม่เป็นปัญหา ก็ซ้อมกันตามปกติละนะ เรามีภาพถ่ายแต่มันก็ไม่ชัดเจน ดังนั้นถ้าลงโทษเลย คงดูโหดร้ายเกินไป แต่วาตานาเบะ” ครูที่ปรึกษาชมรมหันไปทางคนที่เขาเรียก “ถ้าผลสรุปออกมาว่าเธอทำผิดจริง โทษงวดนี้ไม่ใช่เบา ๆ นะครับ และครูก็คงจะไม่สามารถช่วยอะไรได้”
         วาตานาเบะรับทราบเรื่องที่โดนเตือน เธอไม่ได้โต้เถียงอะไร หลังจากนั้นพวกเราทั้งสองคนก็แยกย้ายกันกลับห้อง วาตานาเบะจะบอกเรื่องนี้กับม่าจุงแล้วจะขอโทษเพื่อนด้วยที่ทำให้โกรธ

         หลังจากนั้นก็มีภาพของวาตานาเบะกับผู้ชายหลุดออกมา ในโรงเรียนมีการพูดถึงเป็นวงกว้าง ภาพกระจายไปอย่างรวดเร็ว พวกคนในชมรมก็ได้รับด้วยเหมือนกัน มีคนส่งรูปถ่ายเหล่านั้นมาให้ถึงห้อง ถ้าเป็นไปได้ฉันอยากให้ลงชื่อผู้ส่ง เผื่อจะได้เขียนจดหมายขอบคุณตอบกลับไป
         ในภาพก็เป็นอย่างที่เขาบอก คือวาตานาเบะอยู่ในสภาพที่เมามายจนแทบจะยืนไม่ได้ ฝ่ายผู้ชายเห็นหน้าไม่ชัดเท่าไหร่ ดูแล้วไม่น่าจะใช่คนในโรงเรียน เพราะไม่ใส่ยูนิฟอร์ม แต่จะคิดแบบนั้นก็คงไม่ได้ เพราะอาจจะไปเปลี่ยนชุดมาก่อน
         ถึงแม้ว่าวาตานาเบะจะทำเรื่องไม่ดี ที่ไปแย่งแฟนของใครต่อใครมามากมาย แต่เหตุการณ์ที่เมาแล้วเดินคั่วผู้ชายริมถนนแบบนี้ เพิ่งเคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ฉันเองยังอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ ก็ถ้าคนที่ชำนาญอย่างวาตานาเบะต้องมาพลาดให้เป็นข่าว ไหนจะยังมีรูปหลุดได้ขั้นนี้ มันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผล
         ใครกันที่ทำแบบนี้ บางอย่างมันไม่ชอบมาพากลชวนตงิดใจ

         “กลับด้วยกันมั้ย” ฉันเดินเข้าไปชวนวาตานาเบะที่นั่งอยู่คนเดียวกลางสนามฟุตบอล การซ้อมตามตารางของพวกเราที่ทำเป็นประจำทุกวันเสร็จสิ้นแล้ว “ได้คุยกับที่บ้านหรือยัง” คนที่นั่งอยู่หันมาส่ายหัว
         “แม่ฉันทำงานตลอดน่ะ ไม่ค่อยว่าง ฉันไม่อยากให้แม่เป็นห่วง เลยไม่เคยพูดเรื่องปัญหาให้ฟัง เรื่องคราวก่อน ฉันก็ไม่ได้เล่านะ ส่วนมากจะไปคุยกับม่าจุงกับริกะจัง” มันจะดีกว่าหรือเปล่าถ้าได้เล่าให้ผู้ปกครองฟังบ้าง แต่ฉันก็ไม่อยากเข้าไปก้าวก่ายเรื่องครอบครัวของวาตานาเบะ ยังดีว่ามีม่าจุงกับคิชิโนะ ม่าจุงสนิทกับวาตานาเบะฉันไม่แปลกใจ แต่คิชิโนะที่เพิ่งมาสนิทกันช่วงหลังนี่สิ ทำไมวาตานาเบะถึงได้ไว้ใจและเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง “ที่มาชวนฉันกลับ หรือว่ากลัวฉันไปโดนมอมที่ไหนอีก” วาตานาเบะยังมีเวลาว่างกวนประสาทกันได้อยู่
         “ก็เปล่านี่ ที่มาถามเพราะเรายังอยู่ในข้อตกลงนั่นต่างหาก…ช่างเถอะ ถ้าอย่างงั้นฉันกลับก่อน เธอสบายดีแล้วนี่”
         “อ้าว แบบนี้ไม่ได้สิ ถ้าฉันโดนมอมอีกจะทำยังไง วันนี้ฉันไปค้างบ้านเธอดีกว่า ตกลงตามนี้นะ ยามาโมโตะ”
         “อะไรนะ ?”

         รุ่งเช้า…
         ฉันมาโรงเรียนพร้อมกับวาตานาเบะในตอนเช้า เธอเดินยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ จนเกือบลืมไปว่าตัวเองมีรูปหลุดกับผู้ชายกระจายไปจนคนทั้งโรงเรียนรู้ เธอไปค้างกับฉันเมื่อคืน แม่ก็เหมือนเดิม ไม่รู้ทำไมถึงชอบวาตานาเบะนัก เอาอกเอาใจแถมยังบอกว่าให้มาบ่อย ๆ อีกด้วย ฉันน่ะแอบงอนแม่ก็เพราะอย่างนี้แหละ
         “รู้สึกว่ากัปตันจะดูแลมิลกี้ดีเกินไปแล้วนะ ฉันอยากดูแลแบบนี้บ้าง แต่มิลกี้ไม่ยอม” คิชิโนะเดินเข้ามาข้าง ๆ วาตานาเบะแล้วทักทาย กระเซ้าเรื่องที่ฉันไม่เห็นว่าจะน่าดีใจตรงไหน ดูแลคนอย่างวาตานาเบะน่ะเหรอ
         “ส่วนฉันน่ะ ฉันตั้งใจชวนเพื่อนมาเที่ยวบ้าน มิลกี้ก็มักจะบอกว่าไม่ว่างตลอด แบบนี้ใช้อะไรเป็นมาตรฐานล่ะ ฉันเป็นเพื่อนกับเธอมาตั้งกี่ปี น่าน้อยใจมั้ย” ม่าจุงเดินเข้ามากวนประสาทด้วยอีกคน
         “เออนี่…แต่เพราะมิลกี้กำลังโดนผู้ไม่หวังดีเล่นงาน กัปตันจึงต้องดูแลก็พอเป็นเหตุผลได้นะ” คิชิโนะก็ร่วมด้วย กองหน้าเท้าซ้ายรับส่งกับม่าจุงไหลลื่นยิ่งกว่าฟุตบอล จนฉันไม่อยากฟังสารพัดเรื่องที่สองคนนั้นหามาแซว จึงหาทางออกมาจากตรงนั้น
         “ฉันไปก่อน แล้วเจอกันตอนเย็น”
         “อะไรเนี่ย ไม่คุยกับพวกฉันด้วยอะ ทำไมกัปตันเป็นคนแบบนี้” ม่าจุงตะโกนไล่หลังมา พร้อมทั้งหัวเราะคิกคัก

         ตกเย็น…
         ตอนซ้อมฉันยิ่งหมั่นไส้พวกม่าจุงที่พยายามแย่งกันไปซ้อมกับวาตานาเบะ พยายามเอาอกเอาใจจนออกนอกหน้า เพื่อล้อเลียนที่ฉันดูแลกองหน้าคนนั้นดีเป็นพิเศษ โดยเฉพาะม่าจุงที่น่าจะเข้าใจว่าฉันทำไปเพราะอะไร กลับแซวฉันหนักยิ่งกว่าคิชิโนะเสียอีก ฉันรู้สึกคับแค้นใจมาก ตอนนี้ในทีมแปลกใจว่าเรื่องที่สองคนนั้นแซวมันเป็นยังไงกันแน่
         “นี่ ๆ เป็นกัปตันไปซ้อมกับรองกัปตันโน่นเลย หรือไม่ก็ไปซ้อมกับยูริ เดี๋ยวมิลกี้พวกฉันดูแลเอง” คิชิโนะพยายามลากวาตานาเบะที่กลั้นขำออกไป เมื่อฉันเดินเข้าไปใกล้พวกนั้น
         “ฉันแค่เดินมาบอกว่าเดี๋ยวต่อไปจะซ้อมแบบทีม จะโอเวอร์กันไปถึงไหนน่ะ ห๊า ? วาตานาเบะได้ยินใช่มั้ยเรื่องซ้อม”
         “ได้ยินค่ะ” คิชิโนะรีบชิงตอบทั้งที่ฉันไม่ได้ถามเธอ อยากเตะบอลอัดสักทีจริง ๆ

         พวกเราแบ่งทีมกันเพื่อซ้อม เป็นไปตามคาดเมื่อฉันตั้งใจให้วาตานาเบะมาอยู่ด้วยกัน ที่ทำก็เพราะหมั่นไส้ม่าจุงกับคิชิโนะล้วน ๆ สองคนนั้นส่งสายตากวนประสาทใส่ฉันตลอดเวลาที่เล่น แทนที่จะตั้งใจซ้อมกัน
         “ยามาโมโตะ อย่าไปใส่ใจพวกม่าจุงเลยนะ พวกนั้นก็แค่อยากแกล้งน่ะ”
         “ใครบอกว่าฉันใส่ใจ” ฉันสูดหายใจเข้าปอดระหว่างที่บอลออกนอกสนามไป วาตานาเบะก็เข้ามาหา
         “เชื่อตายแหละ หน้ามุ่ยขนาดนี้ ถ้าเธอไม่ใส่ใจเรื่องที่พวกนั้นแซวแล้วเป็นอะไรไม่ทราบ”
         “ก็เปล่าสักหน่อย” ฉันรีบวิ่งไม่สนใจวาตานาเบะ เพื่อไปหาบอล เมื่ออีกทีมส่งบอลจากริมเส้นเข้ามาสู่เกมอีกครั้ง ฉันได้โอกาสเมื่อไม่มีคนเข้าประกบ แล้ววิ่งส่งกำลังเตะบอลสุดแรง บอลพุ่งออกไปด้วยความเร็วแล้วกระดอนกลับมาด้วยความเร็วเช่นกัน เมื่อยูริยกขาสกัดบอลไว้ทันในตอนท้าย บอลโดนเธอแล้วพุ่งเข้าใส่หน้าฉันเต็ม ๆ ฉันรู้แค่ว่าหลังจากนั้นฉันก็ร่วงกลางอากาศ หน้าชาจนไม่รู้สึกอะไรเลยสักอย่าง
         “ตายละ ทำไมไปทำกับกัปตันแบบนั้นล่ะตันจัง” ฉันว่านั่นคือเสียงของรองกัปตัน แต่ไม่ได้มีความสงสารกันสักนิด ถึงฉันจะมึนมากก็เถอะแต่หูได้ยินค่อนข้างชัดเจน
         “โจนิชิซังจะว่าหนูแบบนั้นก็ไม่ถูกนะคะ หนูเล่นตามเกมนี่นา” คนที่ถูกเคจจิว่ารีบออกตัว แต่ก็ไม่สลดด้วยเหมือนรองกัปตัน
         “ฉันว่าจะแซวกัปตันก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แต่พาไปห้ามเลือดก่อนดีมั้ย” เสียงวาตานาเบะดังแทรกขึ้นมา นี่ก็คงสะใจฉันอยู่เหมือนกัน น้ำเสียงไม่ได้สลดเลย “เดี๋ยวฉันพาไปก็ได้” เธอเสนอทางเลือก
         “เฮ้ย…ใครเป็นคนสกัดบอลก็คนนั้นแหละออกไปดูแลกัปตันเขาหน่อย คนจะได้เหลือเท่ากัน ถ้าให้มิลกี้คนที่อยู่ฝั่งเดียวกับซายาเน่ออกไปอีก เสียเปรียบพอดีสิ จะเล่นต่อเดี๋ยวไม่สนุก” ม่าจุงรีบขัดทันที พอมีคนอาสาจะพาฉันไปนั่งพัก ฉันนึกหน้าม่าจุงในหัวออกทันทีแม้จะหลับตาอยู่ คงจะมีความสุขมากที่ได้ขัดขวางฉัน
         “โห หนูอยากเล่นต่ออีกหน่อยนี่นา” ยูริโอดครวญ แต่รุ่นน้องไม่มีทางเลือก เธอเป็นคนพยุงฉันออกมานั่งพักและคอยดูอาการอยู่ข้าง ๆ ในขณะที่เสียงการซ้อมแบบทีมก็เริ่มต่อไปโดยไม่มีฉันรวมทั้งยูริ
         “ขอโทษด้วยนะคะกัปตัน ไม่ได้กะว่าจะโดนเต็มหน้า” ฉันว่าประโยคขอโทษมันทะแม่ง ๆ แต่พยายามไม่คิดอะไรมาก ถึงแม้ว่ายูริจะชื่นชมวาตานาเบะ แต่คงไม่ถึงขั้นเป็นไปกับพวกม่าจุง ฉันคิดแง่ดี
         “ไม่ต้องขอโทษหรอก มันเป็นเรื่องปกตินี่ เราเล่นกีฬา การบาดเจ็บมันเป็นเรื่องธรรมชาติ” ฉันปลอบใจเสียงอู้อี้เพราะบีบจมูกไม่ให้เลือดกำเดาไหลออกมามากไปกว่านี้ “ฉันก็ยิงเองด้วย เรียกว่าทำตัวเองล่ะมั้ง” รุ่นน้องหัวเราะ
         “แต่กัปตันยิงแรงมากเลยนะ หนูยังนึกว่าไปโมโหใครมา ตอนที่ขาหนูโดนบอล ค่อนข้างจะเจ็บค่ะ แบบว่าปกติที่ซ้อม ๆ กันมากัปตันไม่ค่อยยิงแรงขนาดนี้”
         “สงสัยกะกำลังผิดไปหน่อย จะลองยิงไกลน่ะ ไม่มีอะไรหรอก” ฉันไม่ได้บอกว่าจริง ๆ ความแรงของบอลอาจมาจากพวกม่าจุงที่แซวฉันอยู่ตลอดเวลาก็ได้ คิดว่าเรื่องนี้รุ่นน้องไม่จำเป็นต้องรู้ “ยูริเข้าไปซ้อมต่อเถอะ ฉันไม่เป็นไรแล้วล่ะ” ปีกซ้ายถามย้ำกับฉีกอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่เป็นอะไรแน่ ๆ ก่อนจะกลับเข้าไปขอซ้อมกับเพื่อน ๆ ในทีมอีกครั้ง

         “ดีขึ้นหรือยัง”
         “ม่าจุงยอมให้มาได้แล้วรึไง” ฉันแกล้งแขวะเมื่อลืมตามาเห็นวาตานาเบะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
         “ยังโมโหอยู่เห็น ๆ เลยนี่ ก็ไหนว่าไม่ได้สนใจ แค่ม่าจุงกับริกะจังแกล้งนิดหน่อยยามาโมโตะก็ออกอาการแล้ว แบบนี้พวกนั้นก็สนุกกันใหญ่”
         “ก็พวกนั้นตั้งใจแกล้งฉัน…จะให้ทำไง”
         “สรุปว่านี่ฉันต้องบอกเธอเหรอว่าควรทำตัวยังไง” วาตานาเบะคว้าเอาผ้าเปื้อนเลือดไปจากมือฉัน “นอนไปเฉย ๆ” เธอมิวายสั่งเสียงเข้มที่ฉันพยายามจะแย่งเอาผ้าคืนมา ฉันไม่ค่อยอยากให้วาตานาเบะเข้ามายุ่งวุ่นวายอะไรทั้งนั้น เดี๋ยวพวกม่าจุงก็ได้หาเรื่องแซวไม่หยุดหย่อน
         “อยากโดนพวกนั้นแซวอีกรึไง” ฉันหันหน้าหนี ไม่เต็มใจให้วาตานาเบะเช็ดคราบเลือดเท่าไหร่ ดีที่ตอนนี้เลือดกำเดาหยุดไปแล้ว
         “เขาแซว เธอทำเฉย ๆ ซะสิ ยิ่งกัปตันออกอาการมากพวกนั้นยิ่งไม่เลิก อยากแซวก็ปล่อยไป เธอบอกฉันบ่อย ๆ ว่าไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นไม่เห็นต้องไปสนใจเลย”
         “มันน่าโมโหนี่ แซวกันอยู่ได้ ทำไมต้องแกล้งฉันด้วย” วาตานาเบะอาศัยจังหวะที่ฉันบ่นอยู่ดึงหน้าฉันหันไปทางเธอ เจ้าตัวอมยิ้ม
         “แซวมาก ๆ ก็เบื่อกันเองแหละ สงบจิตสงบใจซะบ้างเถอะค่ะคุณกัปตัน”
         “เธอยิ้มอะไร” วาตานาเบะเหลือบไปมองข้างหลังตอนที่ฉันถามฉุน ๆ แล้วก็หันกลับมายิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกระซิบ
         “เธอน่ารักดี…” ฉันไม่รู้ว่านั่นคือคำตอบหรือประโยคบอกเล่า แต่ฉันก็เหวอไปแล้ว ไม่เข้าใจว่าทำไม วาตานาเบะต้องก้มเข้ามาบอกข้าง ๆ หูซะใกล้ขนาดนั้นด้วย “น่ารักดีเวลาที่ถูกแกล้ง พวกม่าจุงกับริกะจังถึงได้อยากแกล้งไง น่าสนุกจะตาย ที่เห็นกัปตันโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ”
         “แค่นั้นหรอกเหรอ สนุกแค่นั้นเนี่ยนะ” ฉันทำเสียงดังโวยวายกลบเกลื่อน ฉันเขินที่วาตานาเบะเข้ามาใกล้ได้ยังไง ตลกกันไปใหญ่แล้ว เดี๋ยวนี้ฉันไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เมื่อเธออยู่ใกล้ ๆ ฉันมักเกิดอาการแปลก ๆ ซึ่งมันน่าหงุดหงิดใจ
         มันจะดีมั้ย หรือว่ามันรู้สึกบอกไม่ถูก แล้วก็ขัดแย้งกันเองอยู่ในหัว

         ตกเย็นหลังจากนอนอยู่เฉย ๆ รอเวลาให้พวกเพื่อนสมาชิกชมรมซ้อมจนเสร็จ ม่าจุงเข้ามาถามว่าเป็นยังไงบ้างระหว่างเดินทางแยกย้ายกันกลับบ้าน
         “นี่แกคงไม่ได้กะซัดเต็มที่เพราะเรื่องที่ฉันแซวหรอกใช่มั้ย ซายาเน่”
         “เฮ้ย ทำไมถึงคิดแบบนั้น” ฉันเดินคุยมากับม่าจุง หากสายตาเฝ้าแต่มองคนข้างหน้า วาตานาเบะกำลังเดินกินขนมอยู่กับคิชิโนะเพื่อนสนิทของเธออีกคน
         “ก็ตัวแกเองยังหน้าซีดเลย แสดงว่าบอลมันต้องแรงมากอะ ยูริก็บอกว่าเจ็บขา เห็นน้องเขาบอกว่าขาช้ำด้วย” ยังดีแค่ขาช้ำ แต่ฉันระบมไปทั้งหน้า ทั้งที่เป็นคนเตะบอลเองแท้ ๆ เจ็บใจตัวเองไม่รู้จะลืมความอับอายครั้งนี้ยังไง
         “โม้เปล่าเนี่ย” ม่าจุงมองฉันเหมือนอยากตบหัวสักฉาด
         “ฉันจะไม่ถือโทษกับคำถามเมื่อกี้ของแกนะ แล้ว…จะเลิกมองมิลกี้มันได้หรือยัง”
         “มองอะไร ฉันก็มองทางเดินปกติ แกจะให้ฉันเดินก้มหน้ารึไง” ฉันคิดว่าไม่ได้อึกอักจนเพื่อนจับได้แล้วแท้ ๆ ทำไมม่าจุงถึงรู้ว่าฉันมองวาตานาเบะอยู่ แต่ก็หันไปมองม่าจุง แสดงออกเต็มที่ว่าฉันไม่ได้กำลังมองใคร
         “ถ้าฉันดูไม่ผิด ริกะจังน่ะ ว่าไงดีล่ะ…เป็นห่วง ‘เพื่อน’ อย่างมิลกี้มากเกินคนทั่วไปก็ว่าได้ ปกติคนที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานจะไม่ค่อยสนิทกันใช่มั้ย แต่กับริกะจังเรียกว่าสนิทกันเร็วเลยทีเดียว ริกะจังเขาไม่ได้แสดงมันออกมาโต้ง ๆ แต่ดูแลให้ความสำคัญมิลกี้ตลอดเลยนะ ดูแลโดยไม่มีข้อพันธะสัญญาเหมือนกับบางคนแถวนี้ หลัง ๆ มิลกี้มันก็ติดริกะจังมากกว่าฉันแล้วด้วย ซายาเน่…ท่าทางจะมีคู่แข่งแล้วนะ”
         “แล้วจะมาบอกฉันทำไม” ม่าจุงหัวเราะกลับ เมื่อฉันหันไปทำท่าหัวเราะใส่เธอก่อน
         “เปล่าหรอก ไม่ได้อยากบอกอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าเอาแต่มองอย่างเดียว ก็จะได้แค่มองตลอดไปนะเพื่อน”
         กองหน้าเพื่อนต่างห้องเดินแยกออกไปก่อนแล้วเมื่อเรามาถึงหน้าประตูโรงเรียน ทำไมฉันถึงรู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องที่ได้รู้จากม่าจุง ต่อให้คิชิโนะจะดูแลวาตานาเบะดีเกินเพื่อนปกติมันก็เรื่องของเขาสองคนไม่ใช่เหรอ ทำไมฉันถึงรู้สึกฉุนอยู่ลึก ๆ นี่ฉันกลัวจะดูแลวาตานาเบะได้ไม่ดีเท่าคิชิโนะแน่ ๆ ยังงี้ใครจะยอมแพ้กันเล่า ฉันจะต้องดูแลให้ดียิ่งกว่าคิชิโนะให้ได้ จะได้ไม่ต้องรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง แต่ฉันจะต้องไม่ทำให้วาตานาเบะหลงตัวเองไปด้วยที่เอาอกเอาใจเธอดีเกินผิดสังเกต เรื่องนี้ยากอยู่เหมือนกัน เอาเถอะถ้าตั้งใจฉันต้องทำได้สิ อย่างยามาโมโตะซะอย่าง ไม่มีทางยอมแพ้อะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว

         ยกเว้นว่าฉันอาจจะยอมแพ้เรื่องคนบนรถประจำทางวันนี้สักเรื่อง คนเยอะชนิดที่ไม่มีที่นั่งเหลืออยู่เลย ถ้าเป็นวันที่ฉันสบายดี ฉันคงยืนอย่างสบายใจ แต่ฉันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เมื่อวันนี้ ดันเตะบอลอัดหน้าตัวเองจนเจ็บระบมไปหมด ฉันถอนหายใจเล็ก ๆ ก่อนจะเลือกที่ยืนซึ่งยังว่างพอให้สามารถจับยึดเพื่อไม่ให้ตัวเองไถลเวลารถเบรก
         ฉันยืนโงนเงนอยู่ดี ๆ รถเมล์คันนี้ก็เบรกอะไรที่ฉันไม่ทันระวังตัว เรียกว่าไม่เห็นเลยจะดีกว่า เพราะยืนเบลออยู่ แรงเหวี่ยงนั้นพาร่างฉันไปกระแทกกับเสาบนรถเข้าอย่างจัง หน้าที่ช้ำอยู่แล้วก็เจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้ง
         “เจ็บชะมัด” ฉันพยายามจะควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋า เพราะมองเห็นหยดเลือดที่ปลายเท้าตัวเอง สงสัยว่ากระแทกเข้าจุดเดิมทำให้เลือดกำเดาไหลอีกรอบ
         “หนู ไม่เป็นไรนะ” ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงจุดใกล้ ๆ ที่ฉันยืนรีบถามอาการ น้ำเสียงลนลาน
         “ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ต้องขอโทษด้วยค่ะ” ฉันรีบก้มไปจะเช็ดหยดเลือด ความผิดของฉันเองที่เลือดหยดจนมันสกปรก
         “เธอจะเอาผ้าเช็ดหน้านี่ เช็ดพื้นรถเมล์จริง ๆ เหรอ” วาตานาเบะจับข้อมือฉันไว้ก่อนมันจะถึงพื้น
         “เปล่า คือ…ฉันจะเช็ดเลือดที่หน้า” ไม่สิ…ฉันจะเช็ดเลือดที่พื้นหรือที่หน้ากันนะ มึนไม่ไหวซะแล้วสิ
         “หน้าเธออยู่บนพื้นรถเมล์สินะ นี่ฉันเพิ่งรู้ เอาผ้าที่มือนั่นน่ะ ซับเลือดไปซะ” ยัยหัวเห็ดนั่งขำ ขณะจัดการรอยเลือดที่พื้นรถเมล์ให้ เธอไล่ไม่ให้ฉันเข้ามายุ่งวุ่นวาย
         “แอบตามมาทำไม” ฉันพูดไปหายใจทางปากไประหว่างรอเลือดหยุด
         “เป็นห่วงเลยตามมา”
         “แค่นี้เหรอ” เอ๊ะ…ฉันต้องการอะไรจากวาตานาเบะอีกหรือยังไง ทำไมถึงได้ถามออกไปแบบนั้น
         “ใช่สิ เธอคิดว่าฉันจะพูดอะไรล่ะ” วาตานาเบะยืนอยู่ข้าง ๆ ท่าทางแปลกใจจริง ๆ ไม่มีทีท่าจะกวนประสาทฉันอย่างที่กะเอาไว้ว่าจะเจอ “ไม่เห็นหน้าตัวเองใช่มั้ย คิดว่าฉันจะมากวนเหรอ หน้าเธอมันซีดซะฉันไม่อยากแกล้งอะไรทั้งนั้นแหละ กลัวจะร่วงไปนอนกับพื้นแล้วกลับไม่ถึงบ้าน”
         “ขอโทษที่ทำให้เข้าใจแบบนั้น และก็ขอบคุณเธอด้วยวาตานาเบะ” ฉันว่าอาการก็ดีขึ้นแล้วจนกระทั่งโดนกระแทกซ้ำเข้าไปอีก รู้สึกว่ามึนหัว
         “หนูนั่งก่อนมั้ย ฉันเข้าใจว่าถามแบบนี้อาจดูเสียมารยาท ฉันไม่ได้จะดูถูกหนูนะ แต่หนูไม่สบาย บางทีอาจจะ…” คนแถวนั้นพยายามจะสละที่นั่งให้
         “เลือดไหลมันซ้ำกับแผลเดิมที่เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยตอนซ้อมกีฬาน่ะค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ นะคะ ต้องขอบคุณมากนะคะ ไม่รบกวนดีกว่าค่ะ”
         “นี่…” วาตานาเบะเข้ามาจนชิดฉัน “ดื้อเหมือนกันนะเธอ”
         “เรื่องของฉันน่า อีกอย่างมันไปรบกวนคนอื่นเขา เธอก็เห็นนี่”
         “ถ้างั้น มารบกวนฉันนี่”
         “ให้ฉันรบกวนเธอเรื่องอะไร” ฉันไม่เข้าใจที่วาตานาเบะพูดสักนิด ยิ่งตอนที่มึนแบบนี้ยิ่งไปกันใหญ่
         “เธอพิงฉันได้นะ จะได้พักระหว่างทางไง”
         “เรื่องอะไรฉันต้องพิงเธอด้วย”
         “พูดมากจริง ๆ นะกัปตัน ไม่สบายขนาดนี้ ยังจะเยอะอีก” วาตานาเบะคงหมดความอดทน ไม่ก็ขี้เกียจโต้แย้งบนรถเมล์ที่คนเยอะเป็นพิเศษ เธอดึงฉันเข้าไปซบ “เธอก็จับเสาไว้ด้วยละกัน ถ้ามีคนลงเมื่อไหร่ ก็ค่อยไปนั่ง จะได้ไม่ต้องไปกวนคนอื่นเขา ตกลงมั้ย”
         “ถ้ามีคนลงต้องเรียกฉันทันทีเลย เข้าใจใช่มั้ย แม้แต่เธอฉันก็ไม่ได้อยากจะรบกวนนักหรอก เดี๋ยวจะมาทวงโน่นนี่ตอนหลังอีก ฉันกลัวจะดูแลเธอไม่ไหว” ในหัวฉันน่าจะปฏิเสธบ้าง เช่นว่า ทำไมวาตานาเบะต้องดึงฉันไปพิงเธอ มันต้องเป็นเพราะฉันมึนมากแน่ ๆ ถึงได้ยอมแพ้และยอมซบเธอแบบนี้
         “อันนี้ฉันดูแลให้เป็นกรณีพิเศษละกัน หุบปากแล้วก็พักไปเถอะ เธอน่ะ” ไหล่ของวาตานาเบะช่วยฉันให้สบายใจอย่างประหลาด เธอประคองฉันไว้หลวม ๆ ด้วยการจับตรงหัวไหล่“แต่ถ้าไม่มีคนลงเลยก็ดีเหมือนกันนะ”
         “พูดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียวทุกทีสิ”
         “ฉันพูดเอาแต่ได้ยังไงเหรอ” เสียงกระเซ้าบ่งบอกว่าสิ่งที่ฉันพูดนั้นมีโอกาสเป็นไปได้สูง
         “ก็เธอคิดจะให้ฉันอยู่แบบนี้ไปจนถึงบ้านใช่มั้ยล่ะ ฉวยโอกาสกอดฉันไปเรื่อย ๆ” วาตานาเบะขยับตัวเล็กน้อยและเพิ่มแรงประคองที่หัวไหล่ เรื่องของเธอฉันไม่สนใจแล้ว อยากกอดก็กอดไปสิ ได้อยู่แบบนี้ สบายตัวดีเหมือนกัน ฉันขยับหน้าซุกลงไปกับอีกคนมากขึ้น
         “กอดแบบเพื่อน ไม่เป็นไรหรอกยามาโมโตะ ถ้ากลัวพวกม่าจุงแซว ไม่ยาก…เธอก็แค่อ้างว่าจำไม่ได้ ฉันว่าคงไม่มีคนมาสงสัยคนไม่สบายหรอก ยิ่งเป็นกัปตันด้วยแล้ว โกหกยังไงคนก็เชื่อมากกว่าฉันที่พูดความจริงหลายเท่า สองมาตรฐานชัด ๆ” ฉันยิ้มเมื่อวาตานาเบะกระซิบ และยังจิกกัดตัวเองให้ฉันฟังส่งท้าย ก่อนจะปล่อยให้สติของตัวเองดำดิ่งลงสู่ความว่างเปล่า

         ฉันไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งวันใดจะได้มาพึ่งพาคนอย่างวาตานาเบะ มิยูกิ แต่วันนี้จะขอบคุณใครสักคนคงหนีไม่พ้นยัยหัวเห็ด แถมเธอยังสมใจเรื่องที่ไม่มีคนลงจนกระทั่งถึงป้ายอีกด้วย พอมาถึงบ้านแม่ก็ดันดีใจที่เห็นคนข้างฉันมากกว่าที่จะสนใจเรื่องอาการไม่สบายของลูกสาวตัวเอง
         “ขอบใจนะ ที่วันนี้คอยดูแล” ฉันรู้ว่าอีกคนยังไม่หลับ จึงพูดขอบคุณสักหน่อยระหว่างเตรียมเข้านอน
         “ที่จริงน่าจะให้ฉันนอนบนเตียงนะ” วาตานาเบะตะโกนขึ้นมาจากข้างเตียง แถมยังไม่ตะโกนอย่างเดียวเธอกระโจนขึ้นมานอนเท้าคางอยู่ข้าง ๆ
         “ขอมากไปแล้ว เธอนอนข้างล่างนั่นแหละ วันนี้ฉันไม่สบาย ฉันไม่สละเตียงให้เธอเหมือนทุกครั้งหรอก ฝันไปเถอะ” ฉันแอบยิ้มตอนที่นอนหันหลังให้เธอ
         “นิดเดียวก็ไม่ได้เหรอ ไม่เห็นต้องเขินเลย ไม่มีใครรู้สักหน่อยว่าฉันนอนเตียงเดียวกับเธอ”
         “แต่ฉันรู้” วาตานาเบะเงียบไปก่อนจะเสนอทางเลือกบ้าบอคอแตกให้ฉันอีกครั้ง
         “ยามาโมโตะก็หลับไปสิ จะได้ไม่รู้ว่าฉันขึ้นมานอนอยู่ข้าง ๆ”
         “ฉันยังไม่หลับสักหน่อย เธอก็ขึ้นมานอนแล้วนี่ แบบนี้จะดีเหรอ”
         “ดีอยู่แล้วน่า” ฉันปล่อยวาตานาเบะ เออออไปคนเดียว ยังไงเธอก็จะทำอยู่แล้ว ฉันห้ามไปคงเหนื่อยเปล่า แต่ฉันควรห้ามได้สิ ฉันเป็นถึงเจ้าของห้องนี่
         “นี่วาตานาเบะ” ฉันไม่รู้ว่ามันเป็นเวลาที่เหมาะสมหรือเปล่าแต่ก็อยากจะลองคุยกับเธอถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีกสักครั้ง คุยกันแบบเปิดอก
         “มีอะไรเหรอ คุณกัปตัน” อีกคนยังอารมณ์ดีอยู่ที่เอาชนะฉัน ซึ่งเป็นเจ้าของห้องแท้ ๆ และได้นอนบนเตียงสบายใจเฉิบ
         “เธอไม่รู้สึกกลัวเรื่องผู้ชายคนนั้นบ้างเลยเหรอ” ฉันหันหลังกลับมามองคนที่นอนอยู่ข้าง ๆ แต่วาตานาเบะก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรเมื่อฉันชวนเธอคุยเรื่องนี้ หรือว่าบางครั้งอาจเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วสำหรับคนที่เจอเรื่องยุ่งยากมาตลอดเวลาแบบเธอ และเรื่องคราวนี้ก็อาจเป็นอะไรขี้ปะติ๋วมากจนฉันคิดไม่ถึง
         “ฉันกลัว ฉันยอมรับ แต่ฉันก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมฉันยังวางใจอยู่ได้”
         “วางใจแบบไหนเหรอ” วาตานาเบะอมยิ้ม สีหน้าเดาใจไม่ถูก
         “อาจเพราะเรื่องคราวนี้ ฉันมีแรงสนับสนุนจากเพื่อน ๆ มั้ง มันทำให้ฉันไม่รู้สึกเดียวดาย ต่อให้สุดท้ายเรื่องที่เกิดขึ้นมันจะเลวร้ายแค่ไหน แต่แค่พวกเธอเข้าใจว่าฉันไม่ได้ทำ นั่นน่ะมันมีค่ากับฉันนะ โดยเฉพาะเรื่องที่ฉันมีเธออยู่ด้วย อันนี้เป็นอีกเรื่องที่ช่วยฉันได้เยอะเลย…ซายากะ ถึงจะไม่มีฉัน ยังไงทีมของพวกเราก็ต้องทำได้เสมอแหละเนอะ”
         “นอนเตียงฉันแล้ว ยังถือโอกาสเรียกชื่อฉันอย่างสนิทสนมด้วยเหรอ” อีกคนไม่สนและยังทำท่าสงสัยว่าตัวเองทำผิดอะไร ฉันทำเป็นว่าไม่ได้ยินประโยค ที่วาตานาเบะบอกว่าถ้าเกิดเธอไม่ได้อยู่ในทีม ฉันจะเป็นยังไง อาจจะแปลกไปแน่ ๆ ที่ไม่มีคนคอยกวนประสาท
         “ให้ฉันเป็นเพื่อนกับซายากะได้มั้ย” วาตานาเบะคิดอะไรของเขา ทั้งที่ตอนแรกยังยิ้มแย้มทำท่ายียวนใส่ฉัน หากแต่ถามถึงเรื่องที่ขอเป็นเพื่อน เธอกลับทำหน้าเศร้าขึ้นมา
         “ไปฝึกทำท่าทางให้มันน่ายอมคบเป็นเพื่อนหน่อยได้มั้ยเนี่ย ขอคนอื่นคบเป็นเพื่อนแท้ ๆ แต่ทำหน้าเศร้าอย่างกับจะจากไปไหน”
         “ฉันมันคนไม่ค่อยมีใครอยากคบ ขนาดกับซายากะยังต้องมีเงื่อนไขเลยเห็นมั้ยล่ะ”
         “ก็เธออยากแกล้งฉันแต่แรกไม่ใช่รึไง อย่ามาโวยวายหน่อยเลย ตอนนี้ก็คงไม่ทันแล้ว…ใช่ เรื่องนี้ต้องนับรวมม่าจุงเข้าไปด้วย ตัวคิดแผนการ” คิดแล้วอยากเตะบอลอัดหน้าเพื่อนสนิทของวาตานาเบะขึ้นมาตงิด ๆ
         “ถ้าไม่ใช่เพราะม่าจุง ฉันอาจจะไม่ได้อยู่ใกล้เธอมากขนาดนี้ก็ได้” วาตานาเบะเปรยแต่เธอไม่ยอมมองฉัน “และอาจจะไม่รู้ว่ายังมีหลายเรื่องที่ฉันสามารถทำได้ เรื่องที่เป็นประโยชน์ เรื่องดี ๆ ในสายตาคนอื่น”
         “ฉันถามหน่อย เธออยากอยู่ใกล้ฉันแค่ไหน แค่นอนบนเตียงเดียวกันยังไม่พอใช่มั้ย อะไรของเธอน่ะ รึว่าอยากจะยึดห้องฉันไปด้วย นี่ก็เกือบจะยึดใจแม่ฉันได้ด้วยแล้วมั้ง โอ๋ยิ่งกว่าฉันที่เป็นลูกซะอีก” ฉันทำเป็นต่อว่า ใจอยากให้บรรยากาศนั้นไปในทิศทางสบาย ๆ มากกว่าปล่อยให้มันอึมครึม รู้สึกแปลก ๆ อีกแล้ว
         “ถ้ายึดหัวใจยามาโมโตะคนลูกได้ ฉันก็อยากจะทำนะ”
         “วาตานาเบะ…เธอนี่ ฉันบอกแล้วไงว่าห้ามยุ่งกับพี่ชายฉัน” วาตานาเบะหัวเราะร่วนเมื่อฉันเฉไฉไปน้ำขุ่น ๆ ทั้งที่รู้ว่าอีกคนกำลังสื่ออะไร แต่ยัยหัวเห็ดคนนั้นก็ไม่ต่อความให้ยืดยาว และ ‘ยอม’ จบบทสนทนาของเรา
         “ฝันดีนะ ซายากะ”
         “อื้ม ฝันดี”

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้เท่านั้น
[Short] – My Goal…My Girl ใครจะเผลอรักเธอกันล่ะ? EP05 (SayaMilky)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s