[Short] – My Goal…My Girl ใครจะเผลอรักเธอกันล่ะ? EP06 (SayaMilky)

Posted on Updated on


cr original pic : คลิก


จู่ ๆ วาตานาเบะ มิยูกิก็แปลกไป ไหนจะยังข่าวลือเรื่องหนุ่มคนใหม่ของเธออีก
นี่มันจะทำให้เกิดผลเสียกับชมรมฟุตบอลหรือเปล่า ?
แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น !
ความจริงที่ถูกเปิดเผย
และการสารภาพบางอย่างของวาตานาเบะ มิยูกิต่อยามาโมโตะ ซายากะ


         หลังหัดปล่อยวางความขี้โมโหเวลาที่โดนเพื่อน ๆ แซวเรื่องวาตานาเบะลง นั่นทำให้ฉันค้นพบว่า ยัยหัวเห็ดคนที่ฉันเคยไม่ชอบขี้หน้านักหนา ก็เป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลายที่ชอบเล่นสนุก เธออยากมีเพื่อน และที่ชมรมฟุตบอลหญิงเจ็ดคนของพวกเรา ต่างเห็นเธอเป็นเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญ และน่ารักสำหรับสมาชิกทุกคน ความเอ็นดูที่วาตานาเบะมีต่อรุ่นน้องในทีม สิ่งนี้สนับสนุนความคิดสงสัยของฉันช่วงแรก ๆ ว่าทำไมพวกตัวแสบในทีมถึงได้นับถือคนอย่างวาตานาเบะแม้จะเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกทีหลังก็ตาม
         ถึงฉันจะไม่ใช่พวกนักข่าวประจำโรงเรียนที่รู้ลึกรู้ทันทุกเรื่อง แต่การที่ฉันเริ่มมาสนิทสนมกับวาตานาเบะมากกว่าเดิม ก็กลายเป็นหัวข้อให้หลายคนพูดถึง จนได้ยินมาบ้างเหมือนกัน ซึ่งฉันกลับรู้สึกเฉย ๆ ต่อเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านั้นโดนม่าจุงกับคิชิโนะแซวจนไม่เหลือชิ้นดี นี่คงเป็นข้อดีของการปล่อยวางด้วย
         ยิ่งช่วงหลัง ๆ ตัวติดกัน ไปไหนมาไหนมักเห็นฉันอยู่ข้าง ๆ วาตานาเบะเสมอ ถ้าใครมาถามฉันจะมีคำตอบไว้ให้พวกเขาเหล่านั้นว่า เพราะช่วงนี้ใกล้แข่ง จึงต้องคอยคุมวาตานาเบะไม่ให้ก่อเรื่อง แต่ถ้าลงลึกมากกว่านั้น อาจเป็นเพราะเรื่องในคืนล่าสุดที่เธอพูดบางอย่างกับฉัน
         แต่บางคนตั้งข้อสังเกต และถึงกับแสดงความเสียดาย และโดยเฉพาะเรื่องนี้ ม่าจุงมาเล่าให้ฟัง มีรุ่นน้องที่แอบปลื้มฉันถามว่า ถ้าหากไม่ใช่เรื่องแข่ง ถ้าฉันไม่ต้องคอยคุมพฤติกรรมของวาตานาเบะ ไม่ใช่ว่าฉันกับวาตานาเบะมีความสัมพันธ์อะไรกันอยู่หรอกเหรอ ‘ก็คบกันอยู่นั่นแหละ แต่เรื่องแบบนี้ใครเขาจะเที่ยวป่าวประกาศ’ ม่าจุงแกล้งตอบไปแบบนั้น หวังอำเด็กสนุก ๆ แต่เล่นเอาเด็กคนนั้นฟูมฟายใหญ่โตวิ่งหนีไปด้วยความเสียใจ
         “ม่าจุงแกจะแซวอะไรฉันไม่ว่าหรอกนะ เพราะฉันชินแล้ว แต่คนอื่นเขาไม่ได้ชินกับฉันด้วยนี่ ทำเป็นเล่นไปได้” เพื่อนต่างห้องแวะมาหาระหว่างพักเที่ยง หลังจากที่ได้ไปก่อวีรกรรมไว้ จากท่าทางก็ไม่ได้ดูเป็นเดือดเป็นร้อนอะไร นี่คงสนุกอยู่ด้วยซ้ำ
         “ไม่เห็นยากเลย ถ้าซายาเน่ทำให้มันเป็นเรื่องจริงซะก็จบ วิน ๆ กันทั้งสองฝ่าย”
         “อะไรวิน พูดให้ดีนะ” จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนหน้าเมื่อม่าจุงแซวทีเล่นทีจริงแบบนั้น เดี๋ยวนี้ชอบพูดอะไรเป็นทางเลือกให้ฉันคิดตลอด อุตส่าห์คิดว่าตัวเองชินกับเรื่องวาตานาเบะแล้วแท้ ๆ แต่ก็ยังไม่วายเป็นแบบนี้เรื่อย ๆ
         “แต่แกสองคนก็ใช้ได้นะ จากที่ฉันสังเกต”
         “ฉันกับวาตานาเบะเนี่ยนะ ไม่มีทาง” ฉันส่ายหัวต่อต้านไม่ยอมรับ ให้ฉันคบกับยัยหัวเห็ดน่ะเหรอ…มันพอจะมีทางเป็นไปได้เหรอ
         “อะไรน่ะ กัปตันกำลังคิดอะไรอยู่”
         “ก็แกบอกฉันกับวาตานาเบะ…” ม่าจุงทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
         “เดี๋ยวก่อนกัปตัน นั่นน่ะฉันหมายถึงเรื่องที่คบกันอยู่ตอนนี้ ความสัมพันธ์ในทีม ทั้งการเข้าขาตอนเล่นบอลด้วยกัน แกกับมิลกี้ก็ใช้ได้ ไม่ดิ เล่นดีสุด ๆ เลยด้วย ตอนหลังที่แกสนิทกันมากขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น เล่นกันโคตรดีอะ”
         “หมายถึงเรื่องนี้เองหรอกเหรอ” ฉันถามเสียงอ่อย หลงเข้าใจผิดอยู่ตั้งนาน ม่าจุงหันมายิ้มทำหน้าทะเล้น
         “แกคิดว่า ฉันพูดเรื่องคบเนี่ย คบแบบไหนเหรอ”
         “เปล่านี่ ไม่มีอะไรสักหน่อย…ฉันเห็นแกมาเล่าเรื่องที่แซวรุ่นน้องอย่างสนุกปาก ก็นึกว่าไอ้ที่พูดต่อมา จะต่อเนื่องจากหัวข้อตอนแรก ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแกเกิดนึกอยากเปลี่ยนหัวข้อก็เปลี่ยนไม่บอกสักคำ” ฉันคุมเสียงตัวเองสุดฤทธิ์ ถึงรู้ว่ายังไงก็ตาม ม่าจุงมองออก เรื่องที่ฉันคิดกับกองหน้าในทีมคนนั้น
         “ไม่เห็นจำเป็นเลยนี่หว่า ฉันคิดอะไรออกก็รีบเล่า เวลาพักเที่ยงมันมีจำกัดนะเฮ้ย…เอ้อฉัน…กลับห้องก่อนดีกว่า เหมือนมีคนจะอยากคุยกับแกต่อนะ นั่งมองอยู่หลายทีแล้ว” ม่าจุงวิ่งพรวดออกไปจากห้อง หลังพูดจบ ตอนแรกฉันก็สงสัยว่าใคร จนกระทั่งฟูจังเดินเข้ามาหา
         “ฟูจังมีเรื่องอยากคุยกับฉันเหรอ”
         “เอ๋ ? ซายากะจังรู้เหรอ” เพื่อนแสนขี้อายเอ่ยเขิน ๆ ทันทีที่ฉันทัก
         “ม่าจุงบอกฉันน่ะ เห็นว่าฟูจังมองอยู่นานแล้ว”
         “อื้อ…” ฟูจังพยักหน้าตั้งท่าอธิบายทันที “ช่วงนี้ฉันเห็น…ซายากะจังค่อนข้างสนิทสนมกับวาตานาเบะ จะไม่เป็นไรเหรอ” นี่ก็อีกคนแล้วเหรอ ช่วงนี้มีคนสงสัยเรื่องฉันกับวาตานาเบะกันจริง ๆ นะเนี่ย ขนาดฟูจังที่ไม่ค่อยยุ่งเรื่องซุบซิบนินทา เรื่องทำนองนี้ก็เป็นไปกับเขาอีกคน
         “ฉันยังไม่มีแฟน วาตานาเบะทำอะไรฉันไม่ได้หรอกนะฟูจัง” ฉันแกล้งหยอก รู้ว่าฟูจังเป็นห่วง แต่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าต้องกังวลอะไรเรื่องนั้น เพราะวาตานาเบะเองก็มุ่งมั่นให้กับทีมฟุตบอลของพวกเรา ยิ่งช่วงหลังตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็ยิ่งสงบเสงี่ยมมากกว่าเดิมเสียอีก
         “ฉันเป็นห่วงซายากะจัง…อย่าโกรธกันนะ คือ…วาตานาเบะอาจจะนำพาเรื่องร้าย ๆ มาให้เธอก็ได้ ใช่มั้ย” ฟูจังค่อนข้างเกรงใจที่จะพูดว่าร้ายวาตานาเบะ ฉันรู้ว่าเพื่อนคงไม่ค่อยชอบหน้าสมาชิกในทีมฟุตบอลรายนั้นเท่าไหร่
         “ขอบใจมากนะฟูจัง ที่เป็นห่วงฉัน”
         “ฉันไม่อยากให้ ซายากะจังต้องเจอเรื่องไม่ดีแบบฉันที่เกิดขึ้นเพราะผู้หญิงคนนั้น ถึงแม้ฉันจะเป็นอิสระจากผู้ชายแย่ ๆ ก็เถอะ”
         “อย่างน้อย ๆ สำหรับฉันในฐานะเพื่อน การที่ฟูจังมีความสุข ฉันว่ามันคือเรื่องดี ๆ นะ”
         “ขอบคุณนะซายากะจัง…อย่าลืมล่ะ เรื่องวาตานาเบะ ฉันน่ะเห็นเขาอยู่กับใครไม่รู้สองสามรอบแล้ว” เพื่อนสาวยังไม่วายเตือนฉันอีกครั้ง
         “คนในรูปเหรอ ที่มีข่าวน่ะ”
         “ไม่ใช่นะ ฉันว่าไม่ใช่คนในรูปที่มีข่าว ไม่รู้ว่าเป็นนักเรียนของที่นี่มั้ย” ฉันคิดว่าซ้อมอยู่กับวาตานาเบะจนเย็น ยัยหัวเห็ดคงไม่ได้ไปเจอใครที่ไหนเสียอีก ไม่น่าชมเลยว่าช่วงนี้ดูสงบเสงี่ยมเรียบร้อย “ที่ฉันเป็นห่วงก็เพราะแบบนี้แหละ เราจะไปรู้ได้ยังไงว่าคนนอกเขาจะกล้าทำอะไรเราบ้าง ฉันใจคอไม่ดียังไงไม่รู้”
         “ฉันจะระวังตัว สบายใจได้” อีกคนยิ้มไม่ไม่ค่อยเต็มใจนัก แสดงถึงความกังวล ฟูจังกลับไปนั่งที่เดิมแล้ว จะเหลือก็แต่ใจฉันที่ลอยไปมากับคำพูดที่เพื่อนเตือน

         ตอนเย็นวาตานาเบะรีบออกไปทันทีที่ซ้อมเสร็จ โดยไม่อ้อยอิ่งเหมือนอย่างเคย ตอนแรกฉันคิดว่าเธอคงไปไหนกับคิชิโนะ แต่หันมาอีกทีเพื่อนของวาตานาเบะก็เดินกินขนม กลับเข้ามาที่สนามอีกครั้ง
         “ถ้ามิลกี้ ไม่ได้อยู่กับฉันหรอกนะกัปตัน ไม่ต้องมองหา” ฉันโดนกองหน้าเท้าซ้าย ดักคอทั้งที่ยังไม่ปริได้ปากถามเธอสักคำ ถึงจะ…แอบคิดคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ในหัวก็ตาม
         “ฉันยังไม่ได้ถามสักหน่อย ไม่ได้คิดจะถามเรื่องพรรค์นั้นด้วย” ฉันหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้าก้มตาเก็บของต่อไป ซึ่งมันไม่ได้ช่วยให้หายฉุนเฉียวเลย
         หรือว่าจะเป็นเรื่องที่ฟูจังบอก…ใครคนใหม่ของวาตานาเบะ
         ฉันรีบจัดการธุระของตัวเอง ยังพอมีเวลาเหลือ ให้พอไปสังเกตการณ์ คงไม่เป็นไรหรอก ฉันกำลังคิดว่าจะแวะไปดูที่บ้านของวาตานาเบะสักหน่อย อีกอย่างจะได้พิสูจน์เรื่องที่ฟูจังบอกกับตาตัวเองด้วย แต่ก็ไม่รู้ว่าวาตานาเบะจะกลับบ้านหรือเปล่า ไม่สิ…เธอต้องกลับบ้าน ต้องมั่นใจไว้ซายากะ
         ฉันยังไปไม่ถึงบ้านของวาตานาเบะด้วยซ้ำ หลังจากที่ออกจากสนามซ้อมฟุตบอล ขณะกำลังเดินไล่หาบ้านของวาตานาเบะอยู่ดี ๆ ก็เจอเจ้าตัวก่อนเจอบ้าน แต่ฉันไม่ได้ทัก
         เธอกำลังเดินอยู่กับผู้หญิงรูปร่างสูงกว่าเล็กน้อย น่าจะสูงราว ๆ หนึ่งร้อยหกสิบห้า ผมยาวกว่าคนที่ไว้ทรงหัวเห็ดนิดหน่อย ความยาวไม่เกินไหล่ จากที่มองไกล ๆ คงอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับวาตานาเบะด้วย หรืออาจเป็นเพื่อนมาจากที่ไหน เพราะไม่ได้สวมชุดนักเรียน และยังสะพายเป้ใบขนาดพอสมควรไว้ที่หลัง สวมเสื้อยีนส์กับกระโปรงตามสมัยนิยมทั่วไป
         ทั้งที่ไม่ได้เห็นว่าวาตานาเบะเดินกับผู้ชายคนไหนอย่างที่ฟูจังมาบอก แต่กลับกลายเป็นว่า มีสิ่งที่กวนใจฉันยิ่งกว่า นั่นคือปฏิกิริยาของวาตานาเบะ เมื่ออยู่กับผู้หญิงข้าง ๆ จากที่เคยเห็นนิสัยของกองหน้าตอนอยู่กับคิชิโนะเธอก็จะแสดงอาการคล้าย ๆ กับเวลาที่อยู่กับม่าจุง แต่กับผู้หญิงคนที่กำลังเดินคุยกันอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่นั้น อ๋อ ฉันเข้าใจแล้วว่าอะไรที่แปลกไป
         รอยยิ้มแบบนั้น รอยยิ้มที่เธอเคยยิ้มให้ฉัน…เธอยิ้มให้กับผู้หญิงอีกคน ที่ยิ้มเก่งไม่แพ้กัน ทั้งสองเดินคุยไม่รีบร้อน ปล่อยให้เวลาผ่านไปช้า ๆ ตรงข้ามกับฉันที่อยากข้ามเวลาไปให้เร็ว
         ฉันตามทั่งคู่ไปจนถึงบ้านของวาตานาเบะในที่สุด แต่ก็ไม่ได้อยู่สังเกตการณ์อะไรพร้อมทั้งรีบกลับบ้านตัวเอง คืนนี้วาตานาเบะคงจะมีธุระ และนั่นอาจเป็นสาเหตุให้เธอรีบร้อนกลับบ้านหลังซ้อมฟุตบอลเสร็จ ทั้งที่ปกติต้องอ้อยอิ่งอยู่กับฉันนานสองนาน
         ซึ่งพฤติกรรมนี้กินเวลาไปสามวัน และฉันก็ไม่ค่อยได้คุยกับวาตานาเบะเลยด้วย ดังนั้นช่วงพักระหว่างซ้อม พอมีโอกาสได้เจอกันอีกครั้ง ก็เลยเข้าไปลองถามสักหน่อย
         “ช่วงนี้ไม่กลับบ้านเร็วแล้วเหรอ” ผู้หญิงหัวเห็ดที่ผมชุ่มไปด้วยเหงื่อหันมาทำหน้านึก
         “กัปตัน…คิดถึงฉันเหรอ” ฉันแกล้งทำหน้านิ่งใส่ เพื่อแสดงให้อีกคนได้รู้ว่ามุกนี้มันฝืด และฉันก็จะไม่แกล้งขำด้วย “ไม่ต้องทำเฉยชาขนาดนั้นหรอกน่า แต่ว่ารู้ได้ยังไงว่าฉันกลับบ้าน” ตายละฉันลืมว่าไม่ควรหลุดเรื่องที่แอบตามเธอไปที่บ้านวันนั้น
         “แสดงว่าที่หายตัวไปหลังซ้อม เธอกลับบ้านจริง ๆ เหรอ ฉันคิดว่าไปไหนต่อไหนกับหนุ่มรายใหม่ซะอีก” ต้องทำเป็นกลบเกลื่อน เพื่อเฉไฉไม่รู้ไม่ชี้หาทางหนีไปเรื่องอื่น วาตานาเบะจะได้ลืมเรื่องที่ฉันหลุดพูดออกไปตอนแรก “ฉันแค่พูดไปงั้น ไม่คิดว่าจะกลับบ้านจริง ๆ”
         “หนุ่มรายใหม่เหรอ…มีใครเอาอะไรมาเล่าให้เธอฟังหรือไง ถึงได้คิดแบบนั้น” ยัยหัวเห็ดคงมองเรื่องที่ฉันถามนั้นไร้สาระหรือไม่ก็กำลังกลบเกลื่อน เพราะเธอหันมายิ้ม ๆ ทำหน้าไม่อยากเชื่อว่าฉันจะถามอะไรทำนองนี้
         “เอ๋ ? เปล่านี่ ฉันก็แค่ถามกว้าง ๆ” วาตานาเบะคงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรอีก เมื่อเธอเปิดปากอีกครั้ง
         “ฉันก็กลับบ้านแหละ มีธุระนิดหน่อย” หลังประโยคนี้เธอเงียบไปพักหนึ่งและแอบยิ้ม มันไม่ใช่รอยยิ้มทะเล้นกวนประสาทอย่างที่เคยเห็น ฉันค่อนข้างมั่นใจว่านั่นเป็นรอยยิ้มที่ใครก็คงไม่เชื่อว่าอย่างวาตานาเบะจะยิ้มในลักษณะนี้ เธอกำลังยิ้มอย่างมีความสุข เป็นความสุขที่ออกมาจากข้างใน พอเห็นเธอยิ้มทำหน้าคิดอะไรในใจก็ทำให้ฉันเห็นภาพคืนนั้นที่วาตานาเบะอยู่กับผู้หญิงอีกคน เดินคุยกันท่ามกลางบรรยากาศดี ๆ “แต่ไม่ใช่กับผู้ชายหรอกนะ ฉันกลัวจะมีปัญหากับเธอน่ะ เดี๋ยวจะโดนดุ” วาตานาเบะทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี อารมณ์ดีเกินไปละ คิดถึงผู้หญิงคนนั้นอยู่แน่ ๆ
         “เธอจะคบกับใครฉันไม่สนใจหรอก อย่าให้กระทบกับชมรมพวกเราก็พอ ฉันแยกแยะได้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นอะไร…ระวังตัวไว้หน่อยก็ไม่ได้เสียหายนี่” วาตานาเบะจะเข้าใจสิ่งที่ฉันต้องการให้เธอระวังไว้หรือเปล่า เพราะทำเป็นยิ้มอยู่ได้
         “กัปตันต้องระวังเรื่องนั้นให้ฉันนะ ฉันอยู่กับเธอมากกว่าผู้ชายคนไหนของฉันซะอีก…ฉันเป็นคนที่เธอต้องดูแล แค่นี้ฉันก็ไม่ต้องระวังอะไรแล้ว ยิ่งถ้า…ซายากะอยู่ข้าง ๆ ด้วยแบบนี้ มันทำให้ฉันสบายใจ ยกเว้นว่าถ้าฉันจะต้องระวังคนใกล้ตัว” ฉันรอจนวาตานาเบะเดินกลับเข้าไปซ้อมอีกครั้ง ไม่รู้ว่าทำไม แต่พอฉันเหมือนจะได้รอยยิ้มที่เธอยิ้มกับผู้หญิงคนนั้นคืนมา ความหงุดหงิดที่มีก็ค่อยดีขึ้นมาบ้าง
         เมื่อก่อนฉันไม่เคยต้องสนใจว่าผู้หญิงหัวเห็ดคนนี้จะเป็นยังไง แต่พอต้องคอยตามดูแลเธอเข้าหน่อย นั่นละหลายอย่างค่อย ๆ เปลี่ยนไป แม้กระทั่งฉันเอง

         เพราะวาตานาเบะดูท่าไม่มีธุระที่ไหน หรืออาจจะพูดอีกอย่างได้ว่าเธอว่าง วันนี้ฉันเลยถูกชวนให้ไปที่บ้านเธอ สงสัยจริงว่าทำไมจู่ ๆ ก็ชวน วาตานาเบะว่ามีขนมอยากให้ลองกินดูหน่อย พอฉันถามว่าเธอไปซื้อมันมาจากที่ไหน อีกคนก็ถามว่าฉันอยากจะไปซื้อมากินบ้างหรือไง แทนที่จะคิดก่อน ว่าจะไปหรือไม่ไปกับเธอ ฉันดันไปสนใจเรื่องที่มาของขนมแทนซะอย่างงั้น
         “สรุปว่าอยากให้ฉันกินขนมจริง ๆ ใช่มั้ย” วาตานาเบะเดินอยู่ไม่ไกลจากฉัน พวกเราอยู่ในซอยเข้าบ้านเธอ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ฉันก็ตกลงมาตามคำชวนเรื่องขนมของวาตานาเบะจนได้
         “เอาความจริงเหรอ” ฉันมองอีกคนหยุดเดินอย่างแปลกใจ
         “มีเรื่องไม่จริงด้วยรึไง” วาตานาเบะหัวเราะที่ฉันถามแบบนั้น สงสัยจะมีเรื่องที่ไม่จริงอย่างที่คิดไว้ เธอเดินเริงร่าเข้ามายืนข้าง ๆ ฉัน และเปลี่ยนมากอดฉัน
         ฉันยอมให้เธอกอดอยู่แบบนั้น พักใหญ่ วาตานาเบะนิ่งเงียบไม่พูดจา หรือว่าเธอจะกังวลใจกับเรื่องภาพหลุดผู้ชายคนนั้น สิ่งที่เธอกำลังกังวลอยู่ตอนนี้ หรือว่าเรื่องไหนกันล่ะ
         “ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ เธอ ไม่กี่วัน นี่มันทำให้ฉันลำบากนะ” จู่ ๆ อีกคนก็พูดเรื่องอะไรขึ้นมาไม่รู้ ไม่มีปี่มีขลุ่ย
         “ลำบากยังไง ถ้ามีปัญหาอะไร…บอกฉันได้…ทุกเรื่อง” ฉันสวนขวับ ตอนนี้เริ่มอยากรู้ว่าเธอไม่สบายใจเรื่องอะไรหรือเปล่าจนว้าวุ่นใจไปด้วย
         “พอคิดถึงเธอ แล้วมันก็อยากเจอน่ะ ฉันรู้สึกว่าจะติดซายากะเกินไปแล้วสิ”
         “คิดถึงก็โทรหาสิ” ฉันลืมตัวไปสนิท ตอนที่ตอบคนซึ่งยังไม่ยอมเลิกกอด ฉันจะตอบแบบนี้ไม่ได้ นี่ฉันเปิดทางให้วาตานาเบะทำไม “ไอ้เมื่อกี้ คือฉันหมายถึง…ถ้าวาตานาเบะมีธุระ ก็โทรมาหาฉันได้”
         “เรื่องไม่จริงที่ซายากะถาม ก็คือเรื่องขนม ที่จริงแล้วฉันน่ะ…”
         “ขอโทษที่ขัดจังหวะ คนไหนชื่อวาตานาเบะเหรอ” ผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาถาม คนถามท่าทางไม่น่าไว้ใจ พวกนั้นน่าจะมาจากทิศทางที่ฉันกับวาตานาเบะเพิ่งจะเดินผ่านกันเข้ามา
         “ฉันเอง” วาตานาเบะผละออกไป แล้วพยักหน้าบอกพวกนั้น ฉันแอบชำเลืองมองเธอ นี่รู้ตัวบ้างหรือเปล่าว่ามันอันตราย
         “มีคนเขาเหม็นขี้หน้าหล่อนว่ะ ทำยังไงดี” ผู้หญิงคนที่พูดส่งยิ้มเหยียด ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้คิดไปเองแล้ว อย่างน้อยจากคำพูดของพวกนั้น ท่าทางมันจะต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น
         ทั้งที่วันนี้ วันดี ๆ ที่ฉันได้อยู่กับวาตานาเบะ
         “ทำใจไปสิ บังเอิญว่าฉันหน้าตาดี” วาตานาเบะให้คำแนะท้าทายไม่กลัวอะไรสักนิด
         “มีคนฝากให้มาบอกว่าอย่าริร่านมาแย่งผู้ชายของเขา” ผู้หญิงคนเดิมเปลี่ยนไปพูดเรียบ ๆ แววตาแข็งกร้าว แต่ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่น่ากลัว คนประเภทนี้น่ะ…
         “อะไรนะ ?” เธอดูแปลกใจ แต่วาตานาเบะถามได้แค่นั้น เพราะอีกสองคนกรูเข้ามาทางพวกเราทันที
         คราวนี้ฉันได้อยู่ท่ามกลางการชุลมุนวุ่นหมัด ฝ่ามือไปด้วยอีกคน ถึงจะพยายามช่วยกันวาตานาเบะยังไง แต่ก็ยังมีคนที่ต้องจัดการตรงหน้า ไม่มีใครถือกล้องรอใช้ถ่ายเป็นหลักฐาน สองคนที่เข้ามาหาเรื่องแบ่งหน้าที่กัน คนหนึ่งจัดการวาตานาเบะและที่เหลือก็จัดการฉัน
         ฉันที่มัวแต่เผลอพะวงถึงแต่วานาเบะก็เลยพลาดท่าโดนจับเหวี่ยงไปกระแทกกับเสาไฟ ในตอนนั้นความเจ็บแปลบพุ่งขึ้นมาจนโมโหหน้ามืดและลืมเรื่องที่จะควบคุมอารมณ์ไปเสียสนิท ระหว่างที่โดนทุบจนความเจ็บปวดมากระจุกตามตำแหน่งนั้น ๆ
         ฉันยันตัวเองออกมาจากเสาไฟได้ในที่สุด และพุ่งเข้าไปลุยกับคนที่เหวี่ยงฉันเมื่อกี้ จนอีกคนหมอบไปบ้าง เพราะโดนต่อยเข้าเต็มท้องและหลายหมัดที่ฉันชกโดนหน้า แต่ฉันจะไม่ทำร้ายเธอไปมากกว่านี้ เพราะฉันยังต้องช่วยวาตานาเบะที่อยู่อีกทาง คนที่ตอนแรกต่อยฉันระรัว กำลังนอนหมอบอยู่กับพื้น หน้าตาระคนแปลกใจ มันเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่ ถึงได้หน้ามืดเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้ ฉันบ้วนเลือดออกเพราะรู้สึกคาวขณะที่มองอย่างอาฆาตผู้หญิงที่ยังไม่กล้าลุกขึ้นมา
         วาตานาเบะกำลังจัดการผู้หญิงอีกคนอยู่ แต่ล้มลงไปกลิ้งกับพื้นตอนที่ฉันเข้าไปพอดี จากนั้นอีกคนก็เปลี่ยนเป้าหมายมาที่ฉัน
         “อย่ายุ่ง !” ฉันพยายามฝืนแรงของผู้หญิงคนที่ตะคอกใส่ แต่ต้องยอมรับว่าเธอตัวใหญ่กว่าฉันเมื่อได้เข้าไปอยู่ใกล้ ๆ ดังนั้นฉันก็กลิ้งลงไปนอนตามอย่างวาตานาเบะด้วยอีกคน ก่อนที่จะโดนเตะอยู่หลายครั้ง
         “นี่หยุดนะ !” มีเสียงใครบางคนดังขึ้นมา แต่ไม่ใช่เสียงของวาตานาเบะ เสียงนั่นช่วยให้ฉันไม่โดนฝ่าเท้าเพิ่ม เพราะคนที่เพิ่งเตะฉันผละออกไปทางเสียงนั้นแล้ว
         “พวกชอบสอดเยอะจังนะ” ฉันชะโงกหน้าดูว่าเกิดอะไรขึ้น และใครที่เข้ามา ถึงจะเห็นไม่ถนัดนักแต่ราง ๆ ว่าเป็นคนที่เดินคุยกับวาตานาเบะเมื่อหลายวันก่อน ฉันคิดว่ากลับไปแล้วซะอีก
         “ซายากะ ไม่เป็นไรนะ” ฉันพยายามสูดหายใจสู้กับความเจ็บไปทั่วทั้งร่าง วาตานาเบะถามเสียงห่วงใย เธอเข้ามาช่วยพยุงและประคองฉันให้นั่ง
         “ยังไหวอยู่” วาตานาเบะตรวจดูอาการฉัน หน้าตาท่าทางเป็นกังวลมากและโกรธมากไปพร้อม ๆ กัน เธอเอาหลังมือเช็ดเลือดให้รอบ ๆ บาดแผลแต่ฉันรีบห้าม
         “ห่วงตัวเองก่อนเถอะ หน้าเธอดูไม่จืดเหมือนกันนี่” วาตานาเบะรีบเช็ดเลือดกำเดาที่ไหลออกมา แต่ก็ยังไม่ได้สนใจอาการบาดเจ็บเหล่านั้นของตัวเองเท่ากับให้ความสนใจฉัน ฉันเกือบจะได้ช่วยเช็ดเลือดที่จมูกให้วาตานาเบะอยู่แล้ว แต่เพราะเสียงทีช่วยเราสองคน ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน
         “มิยูกิ ไม่เป็นไรใช่มั้ย” ร่างของใครอีกคนเข้ามานั่งข้าง ๆ ฉันกับวาตานาเบะ คนที่เข้ามาเอามือประคองหน้าคนที่ประคองฉันอยู่ ฉันเลยหันไปมองอีกด้านเพราะไม่อยากเห็นภาพบาดตา ก็พบว่าสองคนที่เข้ามาหาเรื่องวาตานาเบะนั้น รีบประคองกันออกไปเห็นแค่หลังไว ๆ และหายไปอย่างรวดเร็ว
         “ฉันไม่เป็นไร แล้วทำไมมานากะถึงได้มาเจอพวกเรา”
         “ฉันลืมของไว้ที่บ้านมิยูกิ ก็เลยต้องกลับมาอีก” ฉันปล่อยให้สองคนนี้ถามไถ่กันไปพยายามไม่ฟังอะไรจนกระทั่งคนที่วาตานาเบะเรียกว่ามานากะ ช่วยกันประคองฉันมาถึงที่บ้านของวาตานาเบะ

         “ฉันคงต้องกลับก่อนนะ ขอบคุณที่ช่วยไว้” ฉันหมดหน้าที่ในค่ำคืนนี้แล้ว และหมดไปอย่างรวดเร็วเหลือเกินสำหรับวันดี ๆ ที่เพิ่งจะได้อยู่กับกองหน้าตัวปัญหา วาตานาเบะยืนมองไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรตอนที่ฉันทำท่าจะกลับ
         ผู้หญิงคนที่ชื่อมานากะ พยักหน้าให้งง ๆ แล้วหันไปทางวาตานาเบะ ท่าทางจะแปลกใจกับอะไรบางอย่าง “เธอจะกลับสภาพนี้เหรอ มิยูกิ ห้ามเพื่อนหน่อยสิ”
         “ค้างที่บ้านฉันก่อนสิ” วาตานาเบะเอ่ยสั้น ๆ พูดเหมือนขอไปที ทำตามที่เพื่อนบอก
         “คือฉัน…” ฉันไม่อยากจะทนอยู่เป็นก้างขวางคอ ถึงต่อให้เป็นห่วงยัยหัวเห็ดแค่ไหนก็เถอะ
         “เห็นมั้ย ยอมที่ไหนล่ะ” วาตานาเบะส่ายหัว ส่วนผู้หญิงที่ชื่อมานากะหลุดหัวเราะก่อนที่จะหันไปคุยกับวาตานาเบะต่อ
         “ทำไมถึงรู้นิสัยกันดีนักล่ะ มีอะไรที่ฉันยังไม่รู้มั้ย” แววขบขันผสานอยู่กับคำถามจากเพื่อนของวาตานาเบะ
         “ซายากะ เป็นกัปตันทีมฟุตบอลที่โรงเรียนน่ะ” วาตานาเบะช่วยอธิบายเพิ่ม เธอเปิดประตูบ้านให้เรียบร้อยแล้ว “ดีที่แม่ไม่อยู่ ไม่อย่างนั้นถ้ากลับมาสภาพนี้ฉันโดนแม่ด่าหูชาแน่”
         “อ๋อ ฉันชิดะ มานากะ เล่นฟุตบอลเหมือนกันค่ะ” คนแนะนำตัวรีบหันมาแนะนำตัวยิ้ม ๆ
         “ยามาโมโตะ ซายากะค่ะ” หลังจากที่ฉันแนะนำตัวเองบ้าง ชิดะก็หันไปโวยวาตานาเบะต่อ
         “เรื่องนั้นอย่าเพิ่งไปคิดถึงมันเลย พากัปตันทีมไปทำแผลก่อนดีกว่ามั้ย หรือไม่ก็ช่วยพูดอะไรให้เพื่อนอยู่ก่อน ไม่ใช่ตามใจ จะให้เพื่อนกลับบ้านทั้งที่สภาพเยินแบบนี้…” วาตานาเบะชำเลืองมองมาที่ฉันแล้วทำหน้าที่บอกไม่ถูกว่าเธอกำลังคิดอะไร “ฉันเข้าไปรอข้างในนะ” ชิดะตัดบทรีบรุดเข้าบ้านไปก่อนคนแรก
         หลังอีกคนเดินแยกเข้าไปด้านในก่อนแล้ว เพื่อให้ความเป็นส่วนตัวกับเราสองคน วาตานาเบะก็เปิดฉากคุย “ฉันขอโทษที่มันเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น อาจจะดีกว่าถ้าเราไม่อยู่ด้วยกัน ถ้าคนแบบฉันไม่อยู่ใกล้ ๆ ซายากะ”
         “กำลังคิดโทษตัวเองอีกใช่มั้ยล่ะเธอน่ะ…ปัญหาพวกนี้มันบ้าบอคอแตกจะตาย หรือว่าเธอเบื่อที่จะเล่นฟุตบอลแล้ว ถึงได้มาทำเป็นพูดแบบนี้ นั่นคือข้ออ้างของเธอใช่มั้ย” วาตานาเบะเผยอยิ้มแล้วเดินเข้ามาหาช้า ๆ
         “ถ้าซายากะไม่กลัวเรื่องอันตรายพวกนี้ล่ะก็ ได้สิฉันจะอยู่ข้าง ๆ เธอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง อาจจะมีคนเสนอตัวเข้ามาซ้อมพวกเรา เหตุการณ์แบบวันนี้ไง” วาตานาเบะทำหน้าไม่รู้สึกรู้สาอะไร ซึ่งมันตรงข้ามกับน้ำเสียงที่เธอใช้
         “ไม่ต้องเป็นห่วงฉัน ฉันเอาตัวรอดได้ แต่อย่าทิ้งทีมฟุตบอลไปไหน” วาตานาเบะเป็นส่วนหนึ่งของทีมฟุตบอลนี้ และเธอก็มีความสามารถที่ช่วยทีมของพวกเราได้…วาตานาเบะสำคัญแค่นั้นเหรอ…ซายากะ ในหัวมันถามฉัน
         “เรื่องสัญญาของพวกเรา ยกเลิกไปก่อนดีมั้ย แต่ซายากะไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะยังเล่นฟุตบอลให้” มีความกังวลใจพาดผ่านนัยน์ตาเศร้าตอนที่วาตานาเบะพูดประโยคเหล่านั้น ใจคงไม่อยากทำ
         “เรื่องสัญญาก็ให้มันเป็นไปแบบนั้นแหละ ไม่มีการยกเลิกอะไรทั้งสิ้น ยิ่งรู้ว่ามีคนจ้องจะเล่นงานเธอ ฉันก็ยิ่งต้องคอยอยู่ช่วย เรื่องอะไรจะปล่อยให้สมาชิกชมรมโดนทำร้ายล่ะ”
         “ยังไงซายากะก็จะไม่ยกเลิกสัญญาใช่มั้ย”
         “ไม่แน่นอน”
         “ถ้าอย่างงั้นคืนนี้ ซายากะก็ต้องค้างที่บ้านฉัน”

         …

         ยามาโมโตะยอมค้างที่บ้านฉันจนได้ ก็เลยปล่อยให้เธอจัดการตัวเองระหว่างที่ฉันนั่งคุยอยู่กับมานากะ “ยิ้มอะไร” มานากะที่โดนฉันถามก็ยังคงยิ้มไม่หยุด
         “ไม่เห็นบอกเลยว่ามิยูกิกับกัปตันทีม…” เพื่อนสมัยเด็กส่งสายตาทั้งที่ยังพูดไม่จบดี ทำเป็นรู้ทันเรื่องบางอย่าง
         “ฉันจะบอกอะไรเธอ เพราะมันไม่มีอะไรนี่”
         “ตอนที่ได้ยินมิยูกิเล่าว่าเล่นฟุตบอล ฉันแปลกใจนะ ไม่รู้รายละเอียดนอกจากนั้น แต่นี่สิที่น่าตกใจไม่คิดว่าจะเป็นเพราะกัปตันทีม”
         “ไม่ใช่เพราะซายากะทั้งหมดหรอกนะ”
         “แต่ก็ใช่ ฉันเข้าใจถูกมั้ย” ฉันแอบหันไปมองทางห้องน้ำว่าคนที่กำลังถูกพูดถึงคงไม่พรวดออกมาตอนนี้
         “ก็ใช่บางส่วน” ฉันยอมรับกับเพื่อนตรง ๆ มันเริ่มจากความสนุกของฉันที่แค่อยากให้คนฮอตแบบยามาโมโตะมาดูแล แต่พอนานวันเข้าหลายอย่างเปลี่ยนไป
         “แล้วไปถึงไหนกันแล้ว”
         “จะไปถึงไหนได้ยังไง ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไร” ฉันโกหกเพื่อน เมื่อเร็ว ๆ นี้ฉันเพิ่งขอความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้ชายคนหนึ่งให้มาเล่นละคร แสดงเป็นคู่ควงคนใหม่ของฉัน จุดประสงค์เพื่อทดสอบใครบางคน แต่ยังไม่ทันได้ทำตามแผนอะไรเพิ่มเติม ก็เกิดเรื่องนี้ซะก่อน
         “ฉันว่ากัปตัน เขาดูหงุดหงิดที่ฉันอยู่นี่นะ” มานากะตั้งข้อสังเกต นั่นทำให้ใจฉันเต้นไม่เป็นจังหวะขึ้นมาดื้อ ๆ
         “อย่าพูดอะไรโดยไม่มีหลักฐานแบบนั้นสิ”
         “มิยูกิเธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่ากัปตันเขาดูเป็นห่วงเธอมากกว่าปกติ แบบนี้ไม่เรียกว่าเพื่อนร่วมชมรมด้วยซ้ำนะ”
         “คงเป็นเพราะสัญญาระหว่างฉันกับซายากะนั่นแหละ” มานากะตาวาวรีบขยับเข้ามาฟังใกล้ ๆ
         “สัญญาอะไรเอาไว้เหรอ เห…เรื่องราวน่าสนใจ”
         “สัญญากันเอาไว้ว่า ถ้าซายากะดูแลฉันดี ๆ ฉันก็จะตั้งใจเล่นฟุตบอล แต่ก่อนหน้านั้นมันมีเรื่องอื่นด้วยน่ะ แต่ขอไม่เล่าละกัน ไม่งั้นยาว แต่สรุปคือซายากะยอมดูแลฉันส่วนฉันก็ตั้งใจเล่นฟุตบอล”
         “ถ้าเป็นฉันเจอคนแบบนี้นะ ฉันไม่อยากให้มันเป็นแค่สัญญาหรอก”
         “มานากะหมายความว่าไงน่ะ”
         “เธอชอบยามาโมโตะใช่มั้ย…” ฉันอึ้งที่โดนถามไม่อ้อมของเพื่อน แต่ก็ไม่รู้จะเอ่ยปากพูดความรู้สึกตัวเองออกไปยังไง ฉันไม่ทันตั้งตัวมาก่อนว่าจะมีคนรู้ถึงความรู้สึกภายในของฉัน ม่าจุงเองก็อาจจะรู้เรื่องนี้ แต่เพื่อนร่วมห้องไม่พูดมันออกมาตรง ๆ
         “เอาเถอะ ไม่ต้องบอกฉันเรื่องนี้ก็ได้ แต่ฉันว่ามิยูกิน่าจะบอกใครบางคนให้เขารู้ไว้บ้างนะ ฉันว่าเขาน่าจะดีใจ ถึงต่อให้ฟอร์มเยอะไปหน่อยก็เถอะ” มานากะปิดท้ายขำ ๆ “ฟอร์มเยอะกันทั้งคู่ ชอบก็ชอบสิ”
         “ไว้ฉันจะเก็บเอาไปคิดนะ”
         “ยังต้องคิดอีกเหรอ ชอบกันขนาดนี้แท้ ๆ” ฉันได้แต่ทุบไหล่เพื่อนแก้เขินระหว่างรอให้ยามาโมโตะชำระล้างร่างกายเสร็จ

         ฉันนั่งทำแผลให้กัปตันที่นั่งเพลีย ๆ อยู่บนที่นอนของฉันเอง หลังยามาโมโตะอาบน้ำเสร็จฉันก็เดินตามเธอขึ้นมา ส่วนมานากะคงกำลังอาบน้ำอยู่ชั้นล่างและคืนนี้ฉันยกห้องของแม่ให้เพื่อนสมัยเด็กยึดไป
         ถึงกัปตันทีมจะสะดุ้งบ้างเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ดิ้นหรืออิดออดที่จะให้ฉันทำแผล ดังนั้นแค่เวลาไม่กี่นาทีกัปตันก็ได้ทิ้งตัวนอนอยู่บนที่นอนนุ่ม ๆ ของฉัน
         “แล้วชิดะล่ะ” ยามาโมโตะถามเสียงเบาระหว่างที่ฉันกำลังเก็บอุปกรณ์ทำแผล
         “คงจะกำลังอาบน้ำน่ะ พรุ่งนี้ต้องเดินทางเช้า เดี๋ยวก็เข้านอนมั้ง”
         “ไม่ไปดูแลเขาหน่อยเหรอ”
         “เดี๋ยวไป นี่ก็กำลังรอให้เธอเข้านอนก่อน” ฉันแกล้งพูดส่ง ๆ อยากยั่วคนที่พยายามผลักไสฉันอย่างยามาโมโตะ พอได้ยินที่ฉันพูด เธอหน้าเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง “ฝันดีนะซายากะ” ฉันพรวดออกมาจากห้องแล้วก็แอบขำหน้าของผู้หญิงที่นอนซุกอยู่บนเตียง โดยเฉพาะตอนที่แกล้งไปลูบหน้าด้วยความเอ็นดู เธอทำหน้าหงิกใส่ไม่ปิดบัง
         ฉันลงไปดูว่ามานากะอาบน้ำเสร็จหรือยัง เพราะฉันจะได้อาบบ้างแล้วค่อยกลับเข้าไปกวนประสาทกัปตันบนห้องต่อ อุตส่าห์อยู่ช่วยกันจนได้รับบาดเจ็บ ฉันจะทิ้งให้เธอนอนคนเดียวได้ยังไง
         มานากะเดินสวนขึ้นมาชั้นสองพอดี เธอจึงขอตัวไปพัก ห้องน้ำจึงว่างสำหรับฉัน พออาบน้ำเสร็จก็เลยรีบกลับขึ้นไปบนห้องบ้าง ยามาโมโตะหันมาทำท่าตกใจ อาจจะงงว่าฉันจะเอายังไงแน่ สงสัยคิดว่าฉันจะไปนอนกับมานากะ ถ้าเรื่องที่เพื่อนสมัยเด็กพูดจริงว่ากัปตันรู้สึกหงุดหงิดอะไรบางอย่างอยู่
         “ไหนว่าจะไปดูแล…”
         “อ๋อดูแลแล้ว เรียบร้อยดี มานากะไปนอนที่ห้องแม่ฉันน่ะ”
         “แล้วทำไม เธอยังมาห้องนี้”
         “อ้าว…ก็นี่ห้องฉันนะ หรือซายากะคิดว่านี่เป็นห้องของตัวเอง” ฉันเดินเข้าไปซุกตัวอยู่กับยามาโมโตะบนเตียง อีกคนเด้งตัวขยับออกห่าง แต่ฉันไวกว่าและจับเธอไว้ให้อยู่ใกล้ ๆ
         “ฉันคิดว่าแบบนี้มันไม่เหมาะเท่าไหร่ ให้ฉันนอนข้างล่างมั้ย” อีกคนลุกขึ้นมานั่ง ทำท่าจะลงไปจากเตียง ฉันเลยรีบดึงเธอไว้อีกที
         “ซายากะว่ามันไม่เหมาะยังไงเหรอ” คนโดนถามไม่ยอมมองหน้าฉัน ฉันก็เลยเอาหน้าเข้าไปใกล้ ๆ เพื่อจะได้กดดันให้อีกคนยอมพูด “ถ้าเพื่อนเธอเข้ามาเห็นเข้ามันจะไม่ดี”
         “มันจะไม่ดี ถ้าฉันไม่พูดเรื่องที่กำลังทำให้ซายากะเข้าใจผิด”
         “เรื่องเข้าใจผิด…” ยามาโมโตะหันหน้าขวับ เมื่อหันมาเจอหน้าฉันใกล้ ๆ เธอรีบขืนตัวไปนั่งริมเตียง แต่เพราะมันติดกำแพงห้องแล้วก็เลยไปไหนไกลไม่ได้มากไปกว่านี้
         ฉันขยับตัวเข้าหาเธอช้า ๆ จนกระทั่งยามาโมโตะไม่ขืนตัวอีกต่อไปเมื่อฉันเข้าไปจนถึงแก้มของเธอ และรอให้ยามาโมโตะหันมา กระแสไฟบางอย่างไหลผ่านเข้ามาตามแขนของฉัน ตอนที่ริมฝีปากของเธอขยับเชื่องช้า ริมฝีปากที่เต็มใจกับริมฝีปากฉัน
         “ฉันชอบซายากะนะ” ฉันยิ้มเมื่อเห็นว่าบางคนกำลังหน้าแดงระเรื่อ และทำตาปริบ ๆ “ถ้ามีอะไรที่กวนใจซายากะอยู่อย่างเช่นว่า มานากะเป็นใคร มานากะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉันเอง เราไม่ได้มีอะไรเกินไปมากกว่าเพื่อนจริง ๆ” ฉันนั่งพิงกำแพงอยู่ข้าง ๆ ยามาโมโตะระหว่างที่ไล่อธิบายความเข้าใจผิดของกัปตันทีม
         กัปตันพยักหน้าหงึก ๆ แต่ไม่พูดอะไร หลังจากที่มองหน้ากันอยู่พักใหญ่ ยามาโมโตะก็เป็นฝ่ายเข้ามาจูบฉันอย่างงง ๆ อ่อนโยนและอบอุ่นแต่หนักแน่นด้วยความรู้สึกมากมาย
         “ฉันคงไม่ตื่นขึ้นมาและพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นแค่เรื่องที่ฉันฝันไป ใช่มั้ยวาตานาเบะ” บางทีฉันอาจจะต้องถามคำถามนี้มากกว่า เมื่อได้ยินน้ำเสียงอ้อน ๆ ของยามาโมโตะที่เข้ามาซบไหล่ฉันแทน
         “นี่แน่ะ”
         “โอ๊ย !” กัปตันคนเก่งร้องลั่นเมื่อโดนฉันบีบกราม
         “ร้องเสียงดังขนาดนี้ รับรองว่าไม่ได้ฝันไป”
         “แบบนี้ ฉันน่าจะสบายใจขึ้นมาบ้างแล้วละ ต่อไปคงไม่มีใครมาทำร้ายเธออีก ถ้าเธอ…มิยูกิ ถ้าเธออยู่กับฉัน”
         “ฉันพร้อมอยู่กับซายากะได้ทุกที่นะ ไม่ว่าห้องไหน” ยามาโมโตะบ่นฉันว่าทำเป็นพูดเล่นไปได้ แต่ความจริงแล้วบางอย่างกำลังคาใจฉัน “นั่นสิ ขอให้เป็นแบบนั้น”
         ฉันนั่งกุมมืออยู่กับยามาโมโตะโล่งใจที่ได้เปิดเผยความรู้สึกกัน ‘ตรง ๆ’ สักที แต่ในห้วงความคิดลึก ๆ ของฉัน มันโต้แย้งว่าเรื่องคงยังไม่จบแค่นี้แน่ อย่างน้อยก็ฉันนี่แหละที่ไม่ยอมจบ
         ฉันไม่ได้ไปแย่งคนที่มีเจ้าของมาตั้งนานแล้ว ผู้ชายคนล่าสุดเป็นเพื่อนของฉันเองด้วยซ้ำ แล้วมันจะเป็นไปได้ยังไงตอนที่โดนบอกว่าให้เลิกยุ่งกับคนมีเจ้าของ…
         นั่นทำให้ฉันแปลกใจ ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลัง คนที่ส่งผู้หญิงสองคนนั้นมาทำร้ายฉันจนยามาโมโตะโดนลูกหลงไปด้วย

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายะมิลกี้เท่านั้น
[Short] – My Goal…My Girl ใครจะเผลอรักเธอกันล่ะ? EP06 (SayaMilky)

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s