[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (12) END (SayaMilky)

Posted on Updated on

รูปภาพ ต้นฉบับ

         บทที่ 12
         ฉันนั่งเซ็นเอกสารอย่างไร้จิตใจมากเท่าที่เคยเป็นมา ไม่มีเลขาคอยจัดการเอกสารให้ฉันเหมือนอย่างทุกวัน ไม่มีคนที่ฉันอยากเห็นหน้าคนนั้น ไม่มีคนชื่อยามาโมโตะ ซายากะอีกต่อไป อดีตเลขาทิ้งจดหมายลาออกไว้ ไม่รอแม้คำอนุญาต ไม่มีแม้คำอธิบาย
         งวดนี้ฉันเปิดอ่านมีความสุขล้นปรี่ เพราะเข้าใจว่าจะเป็นโปรโมชั่นเนื้อย่างเจ๋ง ๆ แต่กลับตรงข้ามและมันยังทำลายความสุขฉันเสียเกลี้ยง
         เท็ตสึจิแวะมาหาฉันบ่อยขึ้น ตอนที่ทราบเรื่องของซายากะเขาตกใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรที่เป็นประโยชน์มากนัก นอกจากแนะนำให้ฉันรีบหาเลขาใหม่มาแทนช่วงนี้ไปก่อน เพราะไม่อย่างนั้นก็คงจะเหนื่อยที่ต้องวิ่งจัดการงานในส่วนที่ซายากะคอยดูแลให้
         ฉันให้คนในบริษัทช่วยจัดการแทนไปก่อน แต่ยังไม่คิดจะหาเลขาคนใหม่ ในใจหวังว่าอาจจะยังพอพูดคุยกับซายากะได้บ้าง ถ้าอีกคนยอมมาคุยด้วย แค่ขอโอกาสได้พูดคุยกัน จะได้รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นและทำไมเธอถึงได้เลือกทำแบบนี้ เลือกที่จะหนีปัญหาไป
         “วาตานาเบะพูดสายค่ะ” ฉันสังหรณ์ใจแปลก ๆ เมื่อมัตสึอิ เรนะโทรเข้ามาหา แล้วเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลกลับมา
         “ฉันจะโทรมาแจ้งคุณวาตานาเบะเรื่องของคุณยามาโมโตะน่ะค่ะ”
         “ค่ะ ว่ามาได้เลย”
         “จูรินะกับคุณยามาโมโตะออกไปปาร์ตี้กันสองคนค่ะ ฉันเองเพิ่งทราบเรื่องเมื่อเช้า แต่กลางดึกเมื่อคืนสองคนนั้นไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านแห่งหนึ่งค่ะ” จะมีอะไรให้ประหลาดใจมากกว่านี้อีกหรือเปล่านะ
         “น้องสาวคุณมัตสึอิไม่เป็นอะไรใช่มั้ยคะ” ฉันคิดถึงแต่เรื่องของซายากะ แต่ถ้าจะถามออกไปตรง ๆ อาจดูเป็นการเสียมารยาท
         “จูรินะไม่เป็นอะไรค่ะ แต่คุณยามาโมโตะนี่สิ ตอนนี้นอนอยู่ที่โรงพยาบาลค่ะ เพราะโดนคู่กรณีฝาดด้วยขวดเหล้า เรื่องแผลคุณวาตานาเบะไม่ต้องกังวลนะคะ ไม่มีปัญหาแล้วค่ะ” ฉันเป็นห่วงซายากะจนคิดอะไรไม่ออกตอนมัตสึอิ เรนะบอก
         “ยามาโมโตะยังอยู่ที่โรงพยาบาลใช่มั้ยคะตอนนี้”
         “หมายความว่ายังไงคะ คุณยามาโมโตะยังไม่ได้สติค่ะ อยู่ที่โรงพยาบาลแน่นอน” มัตสึอิ เรนะคงนึกสงสัยว่าทำไมฉันถามราวกับว่ายามาโมโตะจะไม่อยู่ที่นั่น แต่เธอก็ไม่ได้ติดใจเรื่องแปลกประหลาดพวกนั้น
         “เดี๋ยวฉันรีบไปที่โรงพยาบาลค่ะ”

         ฉันพาซายากะที่ไม่ได้สติกลับมาพักที่บ้านของเธอเอง คอยดูแลเธออยู่ข้าง ๆ เธอตื่นเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้ แต่ซายากะก็ไม่ได้พูดอะไรนอกจากขอบคุณที่ฉันไปพาเธอกลับมา ฉันก็เลยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรกับเธอไปด้วย นอกจากถามว่าเธอไม่เป็นอะไรมากใช่หรือไม่ ซึ่งซายากะก็บอกว่าเธอไม่เป็นไร
         “นี่ก็ดึกแล้วนะคะ คุณน่าจะรีบพักผ่อนมากกว่ามาเสียเวลากับเรื่องของฉัน” ฉันที่นั่งบื้อเป็นใบ้อยู่นานสองนาน เพราะไม่รู้จะทำยังไงกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงถูกไล่อ้อม ๆ ซายากะลุกขึ้นมาเดิน เธอกุมหัวสีหน้าค่อนข้างเจ็บปวด ท่าทางยังน่าจะมีอาการบาดเจ็บหลงเหลืออยู่ อดีตเลขามาหาน้ำดื่มในห้องครัว
         “ไล่ฉันเลยเหรอคะ”
         “อย่าเรียกว่าไล่เลยค่ะ ฉันว่าคุณควรกลับไปอยู่ในที่ ๆ ควรอยู่” ฉันตามเข้าไปสวมกอดอีกคนจากด้านหลัง ซายากะพยายามขืนตัวเองแต่ฉันก็เพิ่มแรงและรัดอดีตเลขาให้อยู่ในอ้อมกอดได้ในที่สุด ฉันเสียใจเมื่อซายากะเลือกที่จะหันหลังให้ พยายามอย่างถึงที่สุด ควบคุมไม่ให้ตัวเองร้องไห้โฮออกมาเสียก่อน
         “ที่ของฉันไม่ใช่ข้าง ๆ ซายากะอีกต่อไปแล้วเหรอ ฉันไม่ใช่หมอนวีไอพีของซายากะแล้วใช่มั้ย…จริง ๆ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ซายากะพูดกับฉันได้นี่ ทำไมถึงเลือกเดินหนีไปแบบนี้” ฉันไม่สามารถทนต่อความเสียใจเหล่านี้ได้อีกต่อไป ฉันร้องไห้อยู่ตรงนี้ บนไหล่ของซายากะ
         “คุณก็แค่กลับไปเป็นเหมือนที่คุณเป็นนะคะคุณวาตานาเบะ เป็นคุณในแบบที่ไม่เคยมีฉันเข้ามา” คำพูดของซายากะดีดให้ฉันหลุดออกมาจากไหล่ของเธออย่างง่ายดาย ซายากะหันกลับมาหาด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความหวงหาอย่างที่ฉันเคยเห็นในแววตาคุ้นเคยคู่นั้น
         ฉันร้องไห้หนักกว่าเดิม แต่ก็อยากยิ้มให้คนที่ฉันรักตรงหน้า ต่อให้มันจะยากเย็นสาหัสกับความรู้สึกของฉันแค่ไหน หากซายากะยืนยันอย่างหนักแน่น ฉันก็เข้าใจเธอ ฉันจะไม่ทำให้เธอลำบากใจ จะไม่กวนให้ต้องเสียเวลา
         “พอโตขึ้นมาจนอายุขนาดนี้ ฉันคิดว่าตัวเองเก่งที่ทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้ แต่ซายากะอาจเป็นข้อยกเว้นนะ ฉันคงกลับไปเป็นฉันคนเก่าไม่ได้ ฉันไม่คิดว่าจะลืมเธอได้…” ฉันสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ใจหายไม่อยากเดินออกมา แต่ก็ทำได้แค่พยักหน้ายิ้มทั้งน้ำตา ตอนเอ่ยคำบอกลากับเธอ…

         จะยากอะไร ในเมื่อแค่กลับไปเป็นคนเก่า คนที่ไม่เคยมีความรู้สึกผูกพันกับใคร
         แต่นั่นแหละ คือสิ่งที่ยากที่สุด…
         กลับไปไม่ได้อีกแล้วล่ะ

         ฉันไม่รู้เลยว่าต้องใช้เวลากับเรื่องของซายากะนานเท่าไหร่ แต่พารุก็มาเกิดเรื่องร้ายขึ้นอีกคน เธอเกือบถูกคนไม่ดีทำร้ายและทำอนาจาร แต่โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ยกเว้นก็แต่ปัญหาทางด้านจิตใจ ฉันคิดว่านั่นเป็นเรื่องสาหัสสำหรับเพื่อนสาว ไม่ใช่เรื่องที่จะทำใจให้ลืมความโหดร้ายไปได้โดยง่ายอย่างแน่นอน
         ฉันเป็นห่วงเพื่อนอยากไปหาเธอ แต่พารุไม่ค่อยโอเคกับการพบเจอใครในตอนแรก ซึ่งสุดท้ายฉันก็ได้ไปหาจนได้ พารุยังมีกำลังใจดีกว่าที่ฉันคาดไว้ พารุมีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง มีคนที่พร้อมจะคอยดูแลกันและกัน นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
         พารุเข็มแข็งกว่าที่ฉันคิด และคนที่อยู่ข้างเธอก็เป็นกำลังสำคัญ
         ในขณะที่ฉันไม่สามารถแม้แต่จะรักษาคนสำคัญของตัวเองเอาไว้ได้

         จะว่าไปฉันยังไม่เคยเจอคนสำคัญของพารุอย่างจริงจัง ทั้งที่คิดว่าคงไร้ปัญหาที่ทำให้พารุต้องยุ่งยาก และหลังจากนี้จะได้เห็นพารุที่สดใสดังเดิม แต่คนสนิทของพารุก็มาประสบอุบัติเหตุ ซึ่งฉันเพิ่งรู้ตอนหลังว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นความตั้งใจจากคนที่คิดไม่ดีกับพารุก่อนหน้านั้น จ้างคนมาทำร้ายทั้งที่ตัวเองถูกจับไปแล้ว
         ฉันยังไม่ว่างไปเยี่ยมเพื่อนของพารุ เพราะอะไรหลาย ๆ อย่างในที่ทำงานยังไม่ลงตัว บวกกับความเครียดที่สะสมอยู่นาน ฉันเลือกออกไปนั่งกินเนื้อย่างร้านหนึ่ง อย่างน้อย ๆ ขอให้ไล่แค่เพียงบางส่วนของความเครียดทั้งหมดออกไปจากหัวบ้างก็ดีกับฉันแล้วละ
         แต่นอกจากจะไม่ไล่ซึ่งความเครียดออกไป ฉันยังมีปัญหากับซายากะที่ร้านดังกล่าวอีกด้วย เพราะเธอก็ไปกินอยู่ที่ร้านนั่นกับมัตสึอิ จูรินะ ทั้งคู่กำลังเมากันพอดี ฉันจึงพยายามเข้าไปห้ามเพราะเป็นห่วงไม่อยากให้เกิดเรื่องทะเลาะจนทำให้หัวแตกมาเหมือนอย่างคราวก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ถ้ามีเรื่องราวกันขึ้นมาอีก
         ฉันรีบโทรไปหาพี่สาวของมัตสึอิ จูรินะและฝากให้ฝ่ายนั้นจัดการกันไป ส่วนฉันรีบลากซายากะออกมาจากร้านและพากลับบ้านทันที ซายากะดิ้นจะไม่ยอมแต่ก็เมามากจนหมดแรงไปเอง
         ฉันคิดถึงเธอและเป็นห่วง นั่งคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ กับเลขาคนนี้มากมาย คราวก่อนเพิ่งร้องไห้แทบบ้าต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ไป แต่ก็อดยิ้มไม่ได้อยู่ดี คิดถึงความอบอุ่นเวลาที่ได้สัมผัสร่างกายเธอ เฉกเช่นที่ฉันกำลังทำอยู่ พอรู้ตัวอีกทีก็นั่งลูบหัวซายากะจนอีกคนคงเริ่มสร่างเมาและลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึก
         “คุณ…”
         “ขอโทษคุณด้วยก็แล้วกัน พอดีเจอคนรู้จักในร้านเนื้อย่าง ไม่อยากให้เกิดเรื่องวิวาท เพราะเห็นว่าแผลเก่ายังไม่หายดี ก็เลยพากลับมาพักที่บ้านก่อน” ฉันชักมือกลับมาอยู่บนเตียงแทนบนหัวของซายากะ เมื่ออีกคนมองเขม็ง
         “ฉันจะเป็นอะไร ไม่เห็นว่าคุณต้องใส่ใจเรื่องพวกนั้นเลยนะคะ คุณวาตานาเบะ”
         “เป็นห่วงในฐานะคนรู้จักก็ไม่ได้เหรอคะ หรือซายากะกลัวอะไร” ฉันแกล้งถามเพื่อชวนคุยเท่านั้นเอง ไม่ได้หวังว่าจะได้รับคำตอบเท่าไหร่นัก อดีตเลขาของฉันเองก็คงไม่ค่อยอยากฟังเท่าไหร่เหมือนกัน
         “แค่ฉันลองคิด ๆ ว่าเสียคุณไป ฉันยังทำใจไม่ได้เลย ฉันไม่ได้อยากเป็นแค่คนรู้จักของคุณ ถึงตอนนี้คุณจะเมินใส่ฉันแล้วก็ตาม ถ้าสมมติวันหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นกับคุณ อะไรที่พรากคุณไปจากฉัน อย่างเช่นบางอย่างที่พรากคุณไปจากฉันแล้ว อย่างไม่มีวันกลับ ฉันแย่แน่นอน ชีวิตคนเรามันไม่แน่ไม่นอนจริง ๆ นะ ฉันได้เรียนรู้เรื่องพวกนี้จากพารุน่ะ คนสนิทของพารุโดนทำร้าย โยโกยามะ ยุยล่ะมั้ง ถ้าฉันจำชื่อไม่ผิด เป็นคนน่ารักดีนะ คอยตามมาดูแลพารุตอนที่ฉันไปหาเพื่อนก่อนหน้านั้น คอยอยู่เป็นเพื่อน คอยช่วยเหลือพารุ หลังเหตุการณ์พารุโดนทำร้ายมา” ซายากะมองฉันตาเบิกโพลง
         “คุณบอกว่าคนสนิทของคุณพารุชื่ออะไรนะคะ”
         “โยโกยามะ ยุย”
         …

         ฉันรีบไปหาคุณชิมาซากิไม่กี่วันต่อมา ครั้งนี้ก็ได้พูดคุยกันพอสมควร แต่ยุยก็ปลอดภัยดี หลังเพิ่งทราบว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสนิท คุณวาตานาเบะพูดให้ฟัง ฉันตอนนั้นหายเมาเป็นปลิดทิ้ง ไม่คิดว่าเพื่อนตัวเองจะมาเจอเหตุการณ์อันตรายแบบนี้เหมือนกัน
         นั่นทำให้ฉันนึกถึงคำพูดของคุณวาตานาเบะขึ้นมา ตอนที่เธอบอกว่า ชีวิตหนึ่งของมนุษย์นี้ไม่มีอะไรแน่นอน พูดถึงการสูญเสียของเธอในเรื่องฉัน พูดด้วยน้ำเสียงเศร้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความเสียใจและเหนื่อยล้า เพราะฉันยอมแพ้หลังคุณเท็ตสึจิเข้ามาพูดแทงใจดำ
         ความสัมพันธ์ของเลขาต๊อกจ๋อยแบบฉันกับคุณวาตานาเบะ…
         ฉันกล้าทิ้งความรู้สึกดี ๆ มากมายกับคุณวาตานาเบะ ทั้งที่ตัวเองก็เสียใจมาก ในขณะที่ยุยฝ่าฟันความสัมพันธ์ของเธอกับคุณชิมาซากิจนได้ แม้ต้องเจอกับเรื่องอันตรายจนทำให้ตัวเองบาดเจ็บหนัก
         ผู้หญิงที่ยุยเคยเล่าให้ฟังเมื่อนานมาแล้ว จำได้ว่าตอนนั้นฉันเตือนเพื่อนว่าควรระวังผู้หญิงคนนี้นะ ดู ๆ ไปก็แค่อยากให้ระวังหัวใจและความยุ่งยากที่จะตามมา แต่ปัจจุบันสองคนที่ฉันรู้จัก ได้สมหวังในสิ่งที่ต่อสู้ร่วมกัน
         ระหว่างที่คุยกับคุณชิมาซากิ ฉันไม่ได้ปริปากเรื่องความบาดหมางระหว่างฉันกับคุณวาตานาเบะ อีกทั้งยังพูดเหมือนกับว่าเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นปกติ แต่คุณชิมาซากิมองฉันอย่างกับว่าเธอรู้ทัน เธอรีบฝากฝังเพื่อนไว้กับฉันบอกให้ฉันดูแลผู้หญิงแบบนั้นหน่อย
         ฉันดีพอจะดูแลคุณวาตานาเบะได้จริงเหรอ คุณชิมาซากิถึงได้ไว้ใจ…

         “คุณเป็นคนสุดท้ายที่ฉันคิดว่าจะได้เห็นหน้าช่วงนี้เลยนะคะ มีอะไรหรือเปล่า มาคุยกันด้านในดีกว่าค่ะ ถ้าไม่รังเกียจ” คุณวาตานาเบะชวนให้ฉันเข้าไปด้านใน หลังจากยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่หน้าบ้านของคุณวาตานาเบะเพราะไปหาเธอที่บริษัทไม่เจอ ก็เลยตัดสินใจแวะมาที่บ้าน รวมถึงพยายามคิดเหตุผลที่จะใช้ตอบกับคนที่อยู่ข้างในนานสองนาน
         “คุณไม่ไปทำงาน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ฉันเปิดเรื่องคุยกับเธอก่อนบ้าง คุณวาตานาเบะเดินมานั่งตรงเก้าอี้ใกล้ ๆ กับฉันในห้องครัว เมื่อยกน้ำมาให้ตั้งบนโต๊ะ
         “ฉันก็อยากจะถามคุณพอดีเลยค่ะเรื่องนี้ คุณเองก็ไม่ไปทำงานเหมือนกัน เป็นอะไรหรือเปล่าคะ” เจ้าของบ้านย้อนถามหน้าแววตาละห้อย ลึกเข้าไปยังนัยน์ตาเศร้าคู่นั้น ในใจคงมีเรื่องที่อยากพูดมากมายเหมือนกัน แต่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะพูดได้เหมือนเก่า หลังจากที่ฉันทำเมินเฉย ทำเย็นชาใส่จนเธอร้องไห้ ฉันเองยังจำใบหน้าเปื้อนน้ำตานั้นได้
         “คุณไม่เห็นจดหมายลาออกของฉันเหรอคะ” ฉันว่าฉันวางไว้ให้เห็นง่าย ๆ แล้วเชียว แน่นอนว่าเธอคงจะเห็นนั่นละ แต่ถามไปแบบนี้คงไม่เป็นไร เผื่อเธออาจจะไม่เห็นจริง ๆ ก็ได้
         “เห็น แต่ฉันไม่ได้อนุญาตให้คุณลาออกสักหน่อย คุณตัดสินใจทิ้งงานไปดื้อ ๆ ไปโดยไม่อธิบายอะไรกับฉันบ้างเลย ฉันไม่สามารถจะเข้าใจเหตุผลลึกลับของคุณได้หรอกค่ะ” นอกจากคุณวาตานาเบะจะมีเรื่องพูดกับฉันค่อนข้างเยอะแล้ว เธอคงมีเรื่องอยากต่อว่าฉันไม่แพ้เรื่องที่อยากพูด
         “ฉันขอโทษด้วยนะคะที่ทิ้งงาน หวังว่าคงไม่ได้สร้างความเสียหายกับงานของคุณ” คุณวาตานาเบะหรี่ตามอง หน้าตาไม่เชื่อถืออะไรสักอย่าง
         “ความเสียหายกับงานไม่เท่าความเสียหายที่เกิดกับฉันได้เลยนะซายากะ” ถึงจะไม่อยู่ในฐานะที่จะพูดอะไรได้มากเท่าเก่า แต่ดูเหมือนว่าคุณวาตานาเบะเริ่มจะพูดมันออกมาทีละน้อยจนได้
         “นี่คุณ จะมางอแงเป็นเด็ก ๆ ไม่ได้นะคะ ความเสียหายส่วนนั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา ไม่ใช่ผลกระทบที่จะเกิดกับการทำงานสักหน่อย คุณไม่แยกเรื่องนั้นออกจากกันเหรอคะ”
         “ฉันแยกไม่ไหวหรอก ซายากะทำให้ ฉันต้องหาเลขามาทำงานแทนนะ ทำให้อีกคนต้องมีภาระหน้าที่เพิ่ม แยกเรื่องของซายากะออกจากหัวไม่ได้จริง ๆ” บทจะงอแงคุณวาตานาเบะก็ไม่ยอมใครเหมือนเดิม
         “แต่ก็ทำงานได้ใช่มั้ยล่ะคะ” คุณวาตานาเบะหน้าหงอยลงไปอีกครั้ง “นี่คุณจะงอแงกับฉันให้ได้อะไรขึ้นมาคะ”
         “ฉันเหนื่อย ตอนนี้ไม่มีคนให้อ้อนเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ฉันเหนื่อยจริง ๆ ซายากะ ขอโทษถ้าทำให้รำคาญใจ เรื่องที่คุณมาหาฉัน เอาไว้ก่อนนะคะ ฉันเห็นหน้าคุณแล้วก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี” นั่นคือคำพูดที่ทำให้ฉันชาไปทั้งตัวแต่ไม่เท่ากับน้ำตาที่ไหลออกมา คุณวาตานาเบะเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่นริมสุดซึ่งอยู่ถัดจากห้องครัว ห้องที่ฉันเคยเล่นกับเธอบ่อย ๆ หนึ่งในหลาย ๆ ความทรงจำของเราสองคน
         ฉันตัดสินใจใหม่ เดินเข้าไปนั่งข้างเธอคนที่กำลังร้องไห้อยู่มุมห้องนั่งเล่น ริมประตูกระจกใสขนาดใหญ่ อยากพูดความรู้สึกกับเธอที่หันมามอง ฉันเอื้อมมือไปเช็ดน้ำตาให้ค่อนข้างจะเขินอยู่เหมือนกัน
         “คุณชิมาซากิบอกว่าให้ฉันดูแลคุณด้วย ฉันมาคิดดู คิดหัวแทบแตก ก็ไม่รู้ว่าจะดูแลคุณไหวหรือเปล่า แต่เห็นคุณร้องไห้วันนั้น ฉันไม่ค่อยสบายใจเลยค่ะ ถ้าเกิดคุณชิมาซากิรู้ว่าฉันทำให้คุณเสียใจ ฉันต้องโดนดุแน่เลย” ผู้หญิงตรงหน้าตั้งใจฟังฉันทุกคำพูด เธอมีความหวังเปล่งประกายขึ้นมาผ่านดวงตาทั้งคู่
         “แค่มีคนพูดว่า เลขาต๊อกต๋อยอย่างฉันจะดูแลคุณได้จริง ๆ น่ะเหรอ ฉันก็ยอมแพ้ ถอดใจ ไม่เอาแล้วและกลัวที่จะสู้ไปกับคุณ ฉันมันอ่อนแอเหลือเกินค่ะ ไม่ได้เรื่องจริง ๆ ไม่ได้เรื่องสักอย่าง” ทั้งที่ฉันมีสิ่งล้ำค่าอยู่กับตัวแต่กลับยอมแพ้ ไม่สมควรเอาซะเลย ทำให้คุณวาตานาเบะต้องผิดหวังกี่ครั้งแล้วล่ะ แต่เธอก็ยังอภัยให้ตลอดแม้เธอจะเจ็บ
         การทำร้ายคุณวาตานาเบะไม่ใช่สิ่งที่ท่านประธานควรได้รับเป็นการตอบแทน
         “ฉันก็รู้ตัวนะคะ ว่าคงไม่สามารถสนับสนุนคุณได้อย่างคนอื่นเขา แต่ฉันอยากขอโอกาสอีกครั้ง เพื่อที่จะได้อยู่ข้าง ๆ คุณ ได้ดูแลคุณ ได้เห็นคุณหัวเราะ ได้เห็นคุณยิ้ม ได้เห็นเวลาที่คุณมีความสุข”
         “อยู่กับฉันนะซายากะ” ฉันโดนคุณวาตานาเบะโถมตัวเข้ามากอด เธอร้องไห้โดยไม่อาย “ใครจะว่าคุณต๊อกต๋อยอะไร ฉันไม่สนหรอก แต่ซายากะคือสิ่งที่มีค่ากับฉันมากที่สุด เพราะงั้นช่วยสู้ไปกับฉันได้มั้ยคะ อย่าทิ้งฉันไปอีก” คนอ้อนวอนกำแขนฉันไว้แน่น
         “ฉันจะยิ้มหรือหัวเราะหรือมีความสุขอย่างที่ซายากะอยากให้เป็น เรื่องพวกนั้นน่ะ ต้องมีซายากะอยู่ด้วยเท่านั้นเข้าใจมั้ย”
         “ค่ะ ฉันเข้าใจแล้ว ไม่ไปไหนอีกแล้วค่ะ ฉันคิดถึงหมอนวีไอพีของฉันจะตาย”

         บางคนอาจกลัวการเริ่มความสัมพันธ์กับใครสักคนทั้งที่คนคนนั้นมีความหมายมากแค่ไหน หลายเหตุผลแตกต่างกันไปยากเกินที่จะเข้าใจในความสัมพันธ์อันซับซ้อน แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อตกหลุมรักใครสักคนแล้ว ในช่วงเวลาที่เรามีลมหายใจ เราสามารถที่จะดูแลซึ่งกันและกันได้
         วันข้างหน้าเราอาจจะทะเลาะหรือมีปัญหา แต่เรื่องเหล่านั้นคือสิ่งที่เราต้องแก้ไข ไม่ใช่การหนีปัญหา นั่นไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำ
         อย่าไปคิดแทนเขาว่าถ้าเลือกทำแบบนี้มันจะดีกับเขา
         เพราะเราอาจจะไม่รู้เลยก็ได้ว่านั่นคือการทำร้ายเขา
         ดังนั้น…ทำวันที่ยังมีเขาอยู่ให้ดีที่สุดก็พอ

         วาตานาเบะ มิยูกิ ท่านประธานเป็นหมอนวีไอพีที่ฉันรักที่สุด…

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะซายามิลกี้เท่านั้น
[Short] – เจ้านาย เนื้อย่าง กับเลขาพาป่วน (12) END (SayaMilky)??

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s