[ Short ] – ความทุกข์ที่กักขังเรา (YuuriMiru) EP02

Posted on Updated on

YUURIMIRU

         บทที่ 2
         หลังเหตุการณ์วุ่น ๆ พี่ซายากะกับพี่มิยูกิเข้าใจกันดี คราวนี้พี่ซายากะส่งข้อความมาโม้ใหญ่ ฉันบอกว่าพอได้แล้วแค่นี้ก็ตาร้อนจะแย่และฝากขอโทษพี่มิยูกิด้วย ถ้ามีโอกาสฉันจะขอโทษด้วยตัวเองอีกครั้งกับทุกเรื่อง
         ฉันมาที่โรงพยาบาลและเข้าเยี่ยมอาซึสะ คนไข้นอนหลับอยู่ พี่ชายของอาซึสะบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก ที่เหลือคงแค่พักรักษาตัว พี่ชายของอาซึสะเล่าให้ฟังด้วยว่า ท่าทางน้องสาวของเขาคงจะคิดถึงฉันมาก เพราะเอาแต่เพ้อถึงตลอด ตอนที่เข้ามารักษาตัวใหม่ ๆ ฉันไม่รื้อฟื้นสาเหตุของอุบัติเหตุ ไม่อยากจะรู้อะไรเกี่ยวกับผู้หญิงคนนี้เพิ่มเติมให้ปวดหัวไปยิ่งกว่าเดิม
         ฉันขอตัวกลับเมื่อมีเสียงเคาะประตูห้องพัก อาจเป็นญาติของอาซึสะ ไม่อยากอยู่รบกวนครอบครัวของคนอื่น ฉันไม่รู้หรอกว่าจะได้กลับมาเยี่ยมอาซึสะอีกมั้ย เพราะฉันไม่อยากให้ความหวัง ในเมื่อฉันไม่ได้ชอบเธอ พี่ชายของอาซึสะตื่นเต้นขึ้นมาทันทีบอกว่าคงเป็นแฟนของเขา เพราะนัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยววันนี้และคุณแม่จะมาเฝ้าลูกสาวแทน
         เมื่อประตูเปิดออกฉันก็จำได้ทันทีว่าผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคือคุณแม่ของอาซึสะ
         และผู้หญิงที่อายุพอ ๆ กันกับฉันอีกคนที่กำลังเดินผ่านประตูห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลเข้ามานั้นเป็นใคร
         ชิโรมะ มิรุ…
         คนที่ในอดีตสร้างบาดแผลให้แก่ฉัน
         ทำให้ฉันไม่เคยจริงจังกับผู้หญิงคนไหนอีกเลย
         เพราะฉันมอบมันทั้งหมดให้กับเธอ แต่เธอกลับขยี้มันจนเละไม่เป็นชิ้นดี…หัวใจของฉัน
         
         เรื่องมันคงประมาณสักสามปีได้ ตอนนั้นฉันยังเป็นแค่นักเรียนมัธยมปลายไร้เดียงสา มีความสุขกับชีวิตวัยรุ่น ฉันอยู่ชมรมดนตรีสากลเพราะสนใจกีต้าร์เบสและคงเป็นเพียงนักเรียนธรรมดาที่ขลุกอยู่กับชมรมเพราะมันคือช่วงเวลาที่ยังสามารถทำสิ่งที่อยากทำได้ หลายคนจะรู้ดีว่าหลังจากที่จบการศึกษาชั้นมัธยมปลายแล้วคงจะไม่สามารถทำเรื่องอะไรพวกนี้อย่างอิสระเท่าไหร่ ถ้าไม่มุ่งมั่นเรียนต่อก็อาจหางานทำมีเป้าหมายที่จริงจังมากขึ้นหรือการสร้างครอบครัว
         ฉันมักจะได้ยินคำชมจากเพื่อน ๆ ทั้งในห้องเรียนเดียวกันและนอกห้องเรียนว่า ‘โอตะเนี่ยน่ารักจัง’ หรือ ‘เท่จัง’ บางคนก็บอกว่าสมัยอยู่มัธยมต้นก็เคยแอบปลื้มพี่สาวของโอตะ น่าเสียดายที่รายนั้นมีเจ้าของเป็นตัวเป็นตนแล้ว นั่นสินะ…ถ้าจำไม่ผิดล่ะก็สมัยเรียนพี่ซายากะมีแฟน แล้วดูรักกันมากจนฉันไม่เชื่อว่าจะเลิกกันในปัจจุบัน
         ถึงจะมีคนชมอยู่เยอะ แต่ฉันสมัยก่อนนั้นก็แค่ยิ้มรับ ทำตัวไม่ถูกล่ะนะ ไม่สนใจซองจดหมายสารภาพรักมากมาย เรื่องความรักประสบการณ์ของฉันเท่ากับศูนย์ ฉันก็เขินเวลาที่มีคนชม…แต่เขาคงแค่ชมไปอย่างนั้นเอง ยังไงก็ขอบคุณพวกคนที่คิดว่าฉันน่ารักด้วย
         จนกระทั่ง…มีคนเข้ามาทำให้สิ่งที่ฉันคิดและเข้าใจไปอย่างซื่อ ๆ นั้น เปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง
         ชิโรมะ มิรุ…เธออยู่คนละห้องกับฉันแต่ก็อยู่ชมรมดนตรีสากลเหมือนกัน
         
         “ยูริ วันนี้พวกฉันกลับก่อนนะ ฝากที่เหลือด้วย” พวกชมรมทยอยกันกลับบ้าน ซึ่งปกติเราจะกลับพร้อม ๆ กัน แต่ก็มีบ้างบางครั้งอย่างเช่นวันนี้ ที่พวกเพื่อน ๆ ชวนกันกลับก่อนเพื่อไม่ให้ต้องกลับบ้านค่ำมืด รู้สึกว่านัดไปเที่ยวสังสรรค์ตามประสาคนมีคู่
         “อื้ม” ฉันสวมหูฟังอีกครั้งพยักหน้ารู้กัน บางครั้งฉันจะซ้อมอย่างเป็นส่วนตัว จึงเลือกใช้วิธีฟังเสียงเบสจากหูฟังแทน ทั้งนี้มันยังสะดวกสบายที่จะใช้ร่วมกับแอปพลิเคชั่นของโทรศัพท์มือถือ
         ชิโรมะ เป็นอีกคนที่กลับบ้านเย็นพอกันกับฉันเรียกว่าทั้งชมรมจะเหลือเราแค่สองคนเป็นประจำ กว่าฉันจะนึกเอะใจเรื่องนี้ก็นานพอตัว ฉันเคยแอบคิดว่าเพราะเธอสนใจฉันหรือเปล่าถึงได้กลับเย็น หาโอกาสอยู่กับฉันตามลำพัง แต่ก็พบว่าตัวเองคิดผิด ฉันคงจะเกิดการหลงตัวเองขึ้นมาหน่อย ๆ เพราะการได้ยินคนชมว่าน่ารัก น่าอายชะมัด
         ชิโรมะเป็นอีกคนที่จมอยู่ในมุมหนึ่งของห้อง ซ้อมเล่นเบสอย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่สนใจคนอื่นเลย ถ้าไม่มีการซ้อมร่วมกันแบบวง เธอก็จะซ้อมและซ้อม ซ้อมอยู่แบบนั้น
         จะว่าไปแล้วถึงอยู่ชมรมเดียวกันแต่ก็ใช่ว่าเราจะได้พูดคุยกันเท่าไหร่
         “นี่เธอน่ะ…” ฉันได้ยินว่ามีคนเรียกแต่ได้ยินไม่ถนัด ก็แปลกใจแล้วอย่างหนึ่งว่าทำไมชิโรมะถึงได้เข้ามาคุย เธอมีเรื่องอะไรอยากขอความช่วยเหลือจากฉันหรือเปล่า
         “ขอโทษนะ เมื่อกี้เธอพูดว่าอะไร” ฉันถอดหูฟังแล้วถามชิโรมะที่ทำท่าพูดอะไรบางอย่างระหว่างกำลังซ้อมเล่นเบสเพลิน ๆ
         “ฉันถามว่าเธอจะกลับหรือยัง” ฉันเข้าใจว่าเธอคงจะกลับก่อนถึงได้มาถามเพราะเก็บของพร้อมแล้ว ชิโรมะยิ้มให้
         “เธอกลับก่อนเลยก็ได้ ที่เหลือเดี๋ยวฉันปิดห้องเอง ฉันว่าจะอยู่ต่ออีกพัก ฉันอยู่คนเดียวได้” ฉันมองนาฬิกาแล้วยังพอจะเล่นได้อีกพักใหญ่จึงไม่รีบร้อน แต่ชิโรมะวางของแล้วกลับไปนั่งที่มุมของเธอตามเดิมถึงแม้จะไม่ได้เล่นเบสต่อก็ตาม
         “อ้าว…เห็นเก็บของแล้ว ไม่กลับหรอกเหรอ” ฉันนั่งงงกับพฤติกรรมของเพื่อนร่วมชมรม
         “ฉันว่าจะรอกลับพร้อมเธอ” ชิโรมะยักไหล่ ฉันแปลกใจถ้าในเมื่อเก็บของพร้อมขนาดนั้นแล้วแท้ ๆ แทนที่จะกลับก่อนจะมารอฉันทำไม ฉันก็บอกแล้วว่าอยู่คนเดียวได้
         “ถ้าอย่างงั้นก็ไม่เห็นต้องรีบเก็บของเลยนี่ เพราะปกติฉันไม่ได้กลับเวลานี้สักหน่อย” ฉันงงหนักแต่พูดแบบนั้นก็ไม่ถูก ชิโรมะคงไม่ได้สนใจว่าฉันกลับเวลาไหนหรอกหรือเธอแค่ไม่อยากทิ้งฉันไว้คนเดียว แต่สิ่งที่ชิโรมะหยอกยิ้ม ๆ ไม่ดังนักหลังจากนั้นทำเอาฉันมึนยิ่งกว่าเดิม
         “ก็ตั้งใจจะให้โอตะรู้ตัวว่าฉันกำลังรอกลับบ้านพร้อมเธอไง”
         “เอ๋ ? รอฉัน” ชิโรมะนั่งฟังเพลงฆ่าเวลา แต่หลังจากนั้นฉันก็ไม่มีสมาธิจะเล่นเบสอีก คำพูดของเพื่อนร่วมชมรมยังสร้างความสับสนให้ฉันอย่างต่อเนื่องว่าฉันควรรีบกลับบ้านหรือว่าควรนั่งเล่นอยู่ชมรมต่อไป
         ฉันเก็บของบ้างเมื่อจวนถึงเวลากลับ แต่เร็วกว่าทุกวันเพราะตัดสินใจแล้วว่าฉันไม่มีสมาธิจะเล่นเบสต่อเลย ชิโรมะเดินไปช่วยปิดไฟให้และเดินออกมาพร้อมกันกับฉัน
         พอมีอะไรมาให้สะกิดใจก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าทุกครั้ง ฉันกลับบ้านพร้อมกับชิโรมะ แต่แค่ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเราก็แยกย้ายกันกลับทางใครทางมันเมื่อขึ้นรถโดยสารประจำทาง แค่เดินออกมาจากห้องชมรมพร้อมกัน…ก็แค่คนที่อยู่ร่วมชมรม
         “ชิโรมะ ทำไมถึงรอกลับบ้านพร้อมฉันล่ะ” คำถามทั่วไปแบบนี้คงไม่มีปัญหาหรอกนะ ฉันคิดว่ามันน่าจะถามได้ แต่ก็เป็นคำถามแปลก ๆ
         “ฉันไม่อยากอยู่ตามลำพัง เพราะมันเป็นการเปิดโอกาสให้เข้ามาชวนคุยได้ง่ายยังไงล่ะ” วันนี้เราเดินคุยกันมาช้า ๆ คุยจริงจังเป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้
         “ชวนคุย จากใครเหรอ” นี่ฉันก็ไม่ค่อยเข้าใจเพื่อนร่วมชมรมเท่าไหร่ การมีคนเข้ามาชวนคุยทำให้ลำบากใจอย่างงั้นเหรอ
         “แหม ไม่ใช่แค่โอตะหรอกนะที่มีคนสนใจน่ะ ฉันเองก็มีคนมาสนใจอยู่เหมือนกัน” ชิโรมะก็น่าจะเป็นที่หมายปองล่ะมั้ง ไม่รู้ว่าคนอื่นเขาสนใจคนอื่น ๆ จากตรงไหนบ้าง มอง ๆ แล้วชิโรมะก็เป็นผู้หญิงน่ารักน่ามองนะ ฉันลอบสังเกตไม่แสดงให้ชิโรมะรู้ตัวว่ากำลังโดนพิจารณาอยู่
         “นั่นสินะ ฉันไม่ทันได้คิด” ฉันแก้เก้อด้วยการเร่งเดิน เมื่อเห็นว่าชิโรมะกลั้นขำ แต่เธอดึงฉันไว้
         “ไม่ต้องรีบเดินขนาดนั้นก็ได้ วันนี้เรากลับเร็วกว่าทุกวันนะ เดินคุยกับฉันอีกพักหนึ่งได้มั้ย” ฉันหลวมตัวพยักหน้าตอบรับคำชวนนั้นง่ายดาย
         “คือฉันคิดว่าพอมีคนมาสนใจ ชิโรมะจะชอบซะอีก” ฉันเปลี่ยนเรื่องเพราะถ้าปล่อยให้เงียบฉันคงอึดอัดกับรอยยิ้มเพื่อนร่วมชมรม ทำไมกันนะ ทำไมฉันถึงรู้สึกกับเธอไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่น เป็นเพราะปกติฉันไม่ได้คุยกับเธอเหรอแล้วพอได้คุยก็เลยแปลก ๆ หรือว่าฉันกำลังคิดมากกันล่ะเนี่ย ฉันอาจจะแค่เขินก็ได้มั้ง
         “ถ้าโอตะเป็นฉันก็คงไม่ชอบหรอก คนที่เราไม่สนใจแต่ก็ยังพยายามเข้ามาชวนคุยอย่างมีความหวัง ไม่ได้ว่ารังเกียจอะไรนะ แต่ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ทางฉันก็ลำบาก”
         “บอกเขาไปแล้วใช่มั้ยว่าเราไม่ได้คิดกับเขาแบบนั้น” ฉันพยายามช่วยเสนอแนะ
         “บอกแล้ว บอกจนไม่อยากจะพูดอะไรด้วยอีกนี่ไงล่ะ” ชิโรมะยักไหล่กับเรื่องที่คงไม่สบอารมณ์พอสมควร จากหน้าตาแสดงความเหนื่อยใจนั่น เธอคงลองมาแล้วทุกทางแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ
         
         แล้วเราสองคนที่เคยมีมุมส่วนตัวก็เปลี่ยนไป…
         จากคนที่ไม่ค่อยได้คุยกัน พอเริ่มคุย เราสนิทกันเป็นอย่างดี ชิโรมะเป็นคนสบาย ๆ กว่าที่ฉันคิดซะอีก ตอนแรกยังคิดว่าเธอชอบไปเที่ยวเหมือนคนอื่น ๆ ในชมรม มีความสนใจเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ความสนุกสนานในกลุ่มเพื่อน ๆ แต่ผิดคาด เธอนิสัยคล้ายฉัน เธอว่าเธอมีอะไรอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่าออกเที่ยว แต่เธอก็ออกไปเที่ยวบ้างถ้ามีโอกาส
         หลังจากนั้นฉันก็ได้เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นมา และเราสนิทกันอย่างรวดเร็ว เรียกว่าทำให้คนอื่น ๆ พากันสงสัยว่ามาสนิทกันได้ยังไง ซึ่งข้อดีอีกอย่างที่สนิทกับเพื่อนร่วมชมรมคนนี้มากขึ้นคือ
         เราได้ซ้อมเบสด้วยกัน มันสนุกมากจริง ๆ…
         มิรุมีเสน่ห์เวลาที่จมอยู่กับเบสของเธอ ฉันคิดว่าได้เจอคนที่สุดยอดคนหนึ่งเข้าแล้ว
         มิรุมักจะเล่าให้ฉันฟังว่าเพื่อนของเธออิจฉาที่มิรุได้อยู่ใกล้ ที่ได้สนิทกับฉัน หลายคนชอบถามว่าฉันน่ารักมั้ย เป็นกันเองหรือเปล่า มิรุเลยแกล้งบอกไปว่าฉันหยิ่งมาก แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเธอสักคน รวมทั้งยังฝากมาบอกด้วยว่าสนใจฉันอยู่หรือแอบชอบฉันรวมทั้งจะเป็นกำลังใจให้
         “แกล้งบอกไปเลยดีมั้ยว่าฉันมีคนคบแล้ว” มิรุขำกลิ้งเอามือจิ้มจมูกฉันระหว่างที่เรากำลังซ้อมเบสกันเหมือนเคย มุมที่เคยแยกกันอยู่ เราก็ได้ขลุกอยู่ที่เดียวกัน ซ้อมด้วยกันทุก ๆ วัน มิรุยึดพื้นที่บนโต๊ะเรียนในห้องชมรมส่วนฉันนั่งอยู่บนเก้าอี้ต่อหน้าเธอนั่นเอง
         “โกหกแบบนั้นระวังจมูกจะยืดออกมานะ แค่นี้มันยังโด่งไม่พอเหรอ” มิรุแกล้งเพิ่มแรงวุ่นวายกับจมูกของฉันจนต้องพยายามเบี่ยงตัวหลบ
         “ขอโทษทีนะที่ฉันยังไม่มีคนคบ ฉันไม่รู้ว่าจะคบกับคนอื่นยังไง เพราะสนใจเรื่องอื่นมากกว่านี่นา มิรุก็เห็นว่าฉันเป็นคนยังไง” ฉันคิดว่ามันตลกที่พูดไปแบบนั้นแต่มิรุไม่ได้ขำ ฉันไม่รู้ตัวเลยว่ามิรุวางเบสตั้งแต่ตอนไหนถึงได้เข้ามาหอมแก้มฉันได้ โดยที่ฉันไม่ทันตั้งตัว
         “เป็นคนน่ารักอย่างที่เขาพูดกันนั่นแหละ…ถ้ายูริมีคนที่คบอยู่แล้วขึ้นมาจริง ๆ ฉันก็แย่น่ะสิ” ฉันโดนแช่แข็งจนทำอะไรไม่ถูก หันมองไปทั่วห้องว่ามีใครอยู่ด้วยหรือเปล่า กลัวเพื่อนคนอื่นในชมรมจะเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้
         “เหลือแค่เราสองคนแล้ว ไม่ต้องกลัว” มิรุตบไหล่ฉัน ยักคิ้วให้ เดาใจออกว่าฉันต้องเป็นกังวลเรื่องนี้
         “ไม่ได้กลัวสักหน่อย” ฉันเถียงมิรุที่แย่งเอาเบสไปวางไว้ข้าง ๆ เบสของเธอเอง
         “แล้วทำหน้าตกใจทำไม แค่โดนหอมแก้ม”
         “ก็ไม่เคยโดนคนอื่นหอมแก้มมาก่อนนี่ ฉันจะตกใจมันก็ไม่ผิดหรอก”
         “ตกใจอย่างเดียวเหรอ” มิรุต้องรู้แน่เลยว่าฉันไม่ใช่แค่ตกใจ แต่เหมือนจะโดนกระชากวิญญาณ หัวใจแทบหลุดออกมา
         “แล้วฉันต้องรู้สึกอะไรอีกล่ะ มิรุนี่ถามแปลก ๆ” ฉันที่เลือกจะไม่บอกความรู้สึกแปลก ๆ ในใจตนเองออกไป
         “ท่าทางฉันคงรู้สึกไปเองคนเดียว เมื่อกี้เพิ่งบอกไปว่าถ้ายูริมีแฟนแล้วฉันคงแย่” มิรุว่าหน้าเศร้า เธอคอตกอยู่บนโต๊ะ ฉันกลัวว่าจะพูดอะไรทำร้ายเพื่อนร่วมชมรมคนนี้เลยแตะแขนเธอเพราะเป็นห่วง
         “มิรุเป็นอะไรหรือเปล่า” ฉันจะมีแฟนหรือไม่มีทำไมถึงทำให้มิรุแย่ได้ล่ะ
         “ฉันอาจจะเป็นบ้าไปแล้วก็ได้ เพราะเมื่อกี้ฉัน…ฉันรู้สึกดีมาก…ได้หอมแก้มยูริแบบนั้น”
         “หอมแก้มฉันเหรอ…ทำไมล่ะ” ปกติดูหนังหรือละครฉันก็แค่เข้าใจว่ามันคือการหอมแก้ม ไม่ได้รู้สึกว่า…นี่แหละคือการหอมแก้ม ฉันไม่ได้ใจเต้นมากเท่านี้เวลามีฉากกุ๊กกิ๊กอินเลิฟ
         อินเลิฟ…ไม่น่า ไม่น่าจะใช่หรอกมั้ง ไม่จริงใช่มั้ย
         “ยูริ นี่เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าทำไม” ฉันไม่สามารถควบคุมหัวใจที่เต้นแรงเมื่อสบตากับมิรุ เธอลงมาจากโต๊ะเรียกให้ฉันขึ้นไปนั่งแทน มันเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดจนกระทั่งมิรุเข้ามาสวมกอด ถึงจะดีที่ไม่ต้องมองตากับมิรุ แต่แย่มากที่ปล่อยให้หัวใจเต้นตุบ ๆ
         “ยูริน่ารักจนฉันอดใจไม่ไหวแล้ว ขอโทษด้วยละกันถ้ามันทำให้อึดอัด ฉันแค่คิดว่าตัวเองคงจะหลงเธอมากไป พยายามเลิกคิดถึงเรื่องของเธอ แต่มันไม่ได้ช่วยเลย เพราะยิ่งฉันเห็นหน้าเธอ เห็นเธอเล่นเบส ฉันก็เริ่มจะรู้ว่าตัวเองคิดอะไร” ฉันไม่รู้หรอกว่ามันต้องคิดอะไรบ้างเวลาที่ถูกกอดแต่แขนฉันกลับเหยียดออกไปเองและกอดมิรุไว้
         “เปล่านะ คือฉัน…ไม่ได้อึดอัด ฉันไม่เคยคบใคร ฉันไม่รู้หรอกต้องทำตัวยังไง…ไม่ใช่ว่าฉันอัดอัดกับมิรุนะ ฉันเองก็รู้สึกดีมาก ๆ ที่ได้คุยกับเธอ คิดว่ามิรุไม่เหมือนเพื่อนคนอื่น ๆ ของฉัน” อายก็อายแต่ฉันก็โพล่งมันออกไปจนหมด
         “ถ้างั้น รู้สึกยังไง เขินมั้ย” จะเขินก็ตอนที่กำลังโดนมองอยู่ตอนนี้นี่แหละ มิรุมองซ้ายขวาจับพิรุธ ไม่มองอย่างเดียวแต่ขยับหน้าเข้ามาหาฉันเรื่อย ๆ
         “ไม่ได้เขินสักหน่อย แค่ทำตัวไม่ถูกเท่านั้นแหละ” ฉันคิดว่าจะถอยตัวหนี แต่ใจหนึ่งก็บอกว่าไม่ต้องหลบ
         “เหรอ ถ้างั้นนี่น่าจะทำให้เขินได้บ้างนะ” ‘นี่’ ของมิรุมีพลังทำลายการรับรู้ของฉันไปชั่วขณะ ตั้งแต่ที่ริมฝีปากแตะ ฉันกะพริบตาแหงนหน้ามองมิรุประหนึ่งคนที่ขาดสติ ใจลอยไปไกล เมื่อเธอถอนริมฝีปากออกมาแล้ว
         “แบบนี้เรียกว่าเขินได้หรือยัง”
         “ห๊ะ…” มิรุโยกหัวฉัน กลึงใบหูเบา ๆ หูอื้อมึนไปหมด ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก เลือดวิ่งมารวมกันที่หน้าหรือเปล่า ทำไมมันร้อนได้ขนาดนั้นยิ่งกว่าอยู่กลางแดด
         “หน้าแดง หูแดงไปหมดแล้ว ยูริโอเคนะ” ฉันแตะหน้าตัวเองท่าทางงง ๆ
         “อื้ม…” ฉันไม่กล้ามองหน้ามิรุเพราะกลัวจะคิดถึงจูบเมื่อกี้อีก ทำไมนะ มันลนมันสับสนไม่รู้จะทำยังไง เขินแทบบ้า
         “กลับบ้านกันดีกว่า สงสัยวันนี้ฉันจะเล่นงานยูริหนักไปหน่อย” มิรุหัวเราะทิ้งท้ายและแยกไปเก็บของ ในความว่างเปล่าของหัวสมอง ฉันก็มีแต่ความรู้สึกตอนที่โดนจูบซ้ำ ๆ
         พอกลับถึงบ้าน พี่ซายากะยังถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า เดินตัวลอยเหมือนจะเป็นลม
         ฉันยิ้มบอกพี่สาวว่าไม่เป็นอะไร พอดีได้บทเรียนใหม่ ยังปรับตัวไม่ทัน พี่ซายากะก็เลยไม่ได้ติดใจสงสัยเรื่องอื่นอีก
         

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะยูริมิรุเท่านั้น
[ Short ] – ความทุกข์ที่กักขังเรา (YuuriMiru) EP02

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s