[ Short ] – ความทุกข์ที่กักขังเรา (YuuriMiru) EP05 END

Posted on Updated on

YUURIMIRU

         บทที่ 5
         ฉันลืมไปเลยว่ากำลังอยู่กับใครเมื่อคิดถึงใครอีกคนที่มีอิทธิพลกับฉันมากกว่า รอยยิ้มเศร้า ๆ ของยูริทำให้ฉันแทบบ้า ฉันคิดถึงเธอจนแทบจะมีปัญหากับแฟนหนุ่มหรือเรียกว่ามีปัญหาระหองระแหงกันยังได้ แต่เราปรับความเข้าใจระหว่างกันแล้ว
         ภาพยูริซ้อนอยู่แทนที่โทโมฮิโระที่กำลังปฏิบัติกิจคู่รักอย่างนุ่มนวล เขาก้มลงมาจูบฉันตักตวงความสุขทดแทนความความคิดถึง พยายามเอาอกเอาใจเพราะเราเพิ่งคืนดีกัน ช่วงหลังฉันมักจะหงุดหงิดง่ายด้วยอะไรหลาย ๆ อย่าง ฉันปล่อยให้ตัวเองเพลิดเพลินไปกับท่วงท่าของแฟนหนุ่ม
         พยายามคิดว่ามันคือความสุข แต่มันไม่ง่ายแบบนั้นที่จะปกปิดว่าฉันมีความสุขลดลง
         แต่เพิ่มความคิดถึงใครคนอื่น…
         เมื่อนอนพักกันอยู่แฟนหนุ่มก็ถามฉันว่ามีเรื่องอะไรที่ไม่สบายใจหรือเปล่า ฉันบอกปัดไปว่าคงใกล้เป็นประจำเดือนก็เลยหดหู่เป็นพิเศษซึ่งเป็นเรื่องปกติและขอโทษเขาว่าหากเรื่องนี้ทำให้ไม่สบายใจเอาไว้ครั้งหน้าจะพยายามมากกว่านี้ เขาก็บอกว่าเขาเองก็จะพยายามด้วยเหมือนกัน เขาอยากทำให้ฉันมีความสุข ถ้าไม่พอใจอะไรก็บอกเขาได้ตรง ๆ
         ฉันจะบอกได้เหรอว่ามันเพราะอะไร
         ฉันกำลังคิดถึงคนอื่นนอกจากคุณ… คิดถึงจมูกที่โดนยูริหอม คิดถึงจูบที่ปลุกเร้าอารมณ์ฉัน คิดถึงความรู้สึกที่มียูริอยู่ใกล้ ๆ
         และเพราะไม่อยากให้แฟนหนุ่มเห็นความลับที่อาจหลุดรอดมาได้ผ่านทางสายตา ฉันพยายามชักจูงให้เราอยู่ในท่าที่ไม่ต้องสบตากัน อย่างน้อยฉันก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยที่ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะคิดอะไรระหว่างที่แฟนหนุ่มกำลังมีความสุขกับร่างกายของฉัน
         ฉันอยากหยุดที่มีความสัมพันธ์กับยูริเพราะการทำแบบนี้ยิ่งเท่ากับเอาเปรียบยูริ และอีกด้านหนึ่งก็กับโทโมฮิโระ เรื่องนี้มันน่าจะมีทางออกสำหรับฉันแต่พอคิดว่าถ้าตกลงรีบแต่งงานกับแฟนหนุ่มไปซะให้จบ ๆ เรื่อง
         ฉันก็ยังไม่พร้อมซะเอง…
         มันแย่ตรงที่ควรหยุดคิด ควรตัดสินปัญหาต่าง ๆ ที่คาราคาซังอยู่ทั้งหมดตอนนี้ ก่อนที่จะรู้ว่าประจำเดือนของตัวเองหยุดไปได้หนึ่งเดือน…ฉันยังไม่ได้บอกใครว่าฉันท้อง ถ้าบอกกับโทโมฮิโระล่ะก็เขาต้องดีใจแน่และเขาต้องเร่งเรื่องแต่งงานกับฉัน ดังนั้นฉันจะบอกเรื่องนี้กับยูริก่อน เพราะฉันน่าจะทำใจเรื่องของยูริได้ยากกว่าการตกลงปลงใจแต่งงานไปกับโทโมฮิโระ สำหรับยูริ ทุกการตัดสินใจยากกับฉันเสมอ
         อยากเคลียร์กับยูริตรง ๆ ฉันจะต้องเลือกทางเดินของตัวเองแล้วและฉันจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น เรื่องที่ฉันเองก็รู้สึกผิดมาตลอด
         ยูริแปลกใจที่ฉันเรียกเธอมาหา ฉันบอกว่าฉันมีความสุขมากกับช่วงเวลาที่ผ่านมาและฉันยอมรับว่าฉันสับสนจนมีปัญหากับแฟน ยูริบอกว่าถ้าฉันเลือกเธอ เธอเต็มใจเป็นคนเลว เธอไม่สนว่าใครจะมองว่าไง ไม่สนใจอาซึสะด้วย ฉันกล่าวขอบคุณเธอไป แต่ระหว่างที่ฉันกำลังจะบอกเรื่องสำคัญยูริก็ได้พูดอะไรบางอย่างที่ทำให้ตกใจ
         ตกใจมากที่รู้ความจริง…
         “ก็อยากจะรับว่าที่เจ้าสาวของคนอื่นหรอกนะ ไม่คิดเลยว่ามันจะง่ายแบบปอกกล้วยเข้าปาก แต่…ฉันจะบอกอะไรเธอให้นะ ว่าที่ฉันทำไปทั้งหมดนั่นก็เพื่อเอาคืนเมื่อก่อน สนุกเป็นบ้าเลยที่ได้เห็นเธอคลั่งฉันจนทะเลาะกับแฟน คนอย่างเธอ สมควรแล้วที่จะได้ลิ้มรสความเจ็บปวด เจ็บเหมือนอย่างที่ฉันเคยเจ็บมา หัวปั่นเลยมั้ยล่ะ” ยูริยิ้มเยาะ เธอสะใจมากจริง ๆ ฉันเจ็บปวดที่รู้เรื่องราวคราวนี้ แต่ฉันเจ็บกว่าก็ตรงที่ยูริต้องเจ็บปวดจากการกระทำของฉัน เจ็บมาจนทุกวันนี้
         อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
         “เธอทำสำเร็จแล้วนะยูริ ฉันแย่เลยรู้มั้ย แต่ก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ก็ตามที ฉันจะบอกเรื่องที่มันเกิดขึ้นตอนนั้นให้เธอฟังเอง” ยูริผิดหวังที่ฉันไม่โวยวายหรือฟูมฟายให้สมกับสิ่งที่เธอทำ
         ฉันเล่าเรื่องเมื่อสมัยมัธยมให้ยูริฟัง บอกว่าพอเริ่มสนิทกัน ก็เริ่มมีกลุ่มคนบางพวกไม่ชอบหน้ายูริ สาเหตุหลักเพราะเธอมาคบกับฉัน รวมทั้งที่มีคนที่คอยตามจีบฉัน รวมถึงคนที่มีใจให้กับคนที่มาจีบฉันอีกทอด พวกนั้นรวมพลังกันปล่อยข่าวลือจนฉันเป็นบุคคลน่ารังเกียจ ใครก็ตามที่ข้องเกี่ยวกับฉัน จะได้รับผลกระทบไปด้วย ฉันถึงไม่ค่อยสนใจใคร
         แต่เพราะความน่ารักของยูริ เธอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉันยอมเปิดใจตัวเอง
         อนึ่งฉันในตอนนั้นก็ยังเด็กและใจร้อน เฝ้าแต่คิดว่ายูริผิดอะไรที่คบกับฉัน ทำไมคนถึงเกลียดยูริ ดังนั้นฉันจึงปรึกษากับเพื่อนและเราจะปล่อยข่าวลือว่ายูริโดนฉันหลอกใช้ ฉันจะยอมเป็นคนไม่ดีในสายตาคนอื่นต่อไปเพราะฉันไม่เสียหายอะไรอยู่แล้ว ฉันจะรับผิดเรื่องทั้งหมด แพร่ข่าวลือให้สะพัดหนักขึ้นว่าฉันเป็นพวกไม่จริงจัง คบคนอื่นเล่น ๆ เห็นความรักเป็นเครื่องมือหาความสุข ให้เหมือนกับที่เคยโดนพิษข่าวลือเล่นงาน
         สำคัญที่สุดคือ…ยูริคนน่ารักของฉันไม่สมควรโดนคนอื่นเกลียด เพราะฟังเรื่องราวจากปากใครก็ไม่รู้
         เรื่องราวมันมีแค่นี้ ถึงโตมาอาจจะพูดความจริงได้ แต่ว่าฉันก็ยังรู้สึกผิดที่ทำให้ยูริถูกคนอื่นไม่ชอบหน้าและการที่ข่าวลือปล่อยออกไปแบบนั้น หรือการบอกเลิกกับยูริแบบนั้นก็ได้สร้างความเจ็บปวดโดยตรงแก่ยูริด้วย ฉันถึงไม่เคยคิดที่จะบอกอะไรกับยูริ อยากให้ยูริเกลียดฉัน เพื่อตัดปัญหาทุกอย่าง
         ไม่อยากให้เธอคิดว่าฉันบอกความจริงเพราะหวังให้เราได้กลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง
         แต่ว่าตอนนี้มันไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรกันอีกต่อไป เพราะฉันมีหน้าที่สำคัญต้องแบกรับ
         ฉันปิดท้ายว่ายูริจะเข้าใจฉันบ้าง ฉันไม่โกรธอะไรถ้ายูริจะโมโห และพอฉันบอกว่าท้อง ยูริก็หน้าเสียไป
         …
         
         บางทีฉันอาจจะยังเด็กอยู่ก็ได้นะ คิดแบบนี้แล้วก็หัวเราะกับตัวเองคนเดียวระหว่างที่กำลังจะไปหาอาซึสะ เมื่อหลายวันก่อนเพิ่งได้คุยกับมิรุมา หลายอย่างทำให้ฉันตาสว่างและหลายอย่างทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองทำผิดมากมาย หนึ่งในนั้นคือการไปขอโทษกับอาซึสะ การหลอกใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือเพื่อแก้แค้นเป็นวิธีของคนขี้ขลาดที่ไม่น่าให้อภัยซะเลย
         อาซึสะค่อนข้างตกใจที่ฉันบอกความรู้สึกออกมาตรง ๆ ว่าฉันจะไม่โกหกตัวเองอีกต่อไปเรื่องที่ฉันไม่ได้คิดอะไรกับอาซึสะ ฉันบอกว่าฉันมีคนที่ชอบอยู่แล้ว คนที่ฉันชอบจริง ๆ ไม่ใช่เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา เขาไม่ใช่เป้าหมาย แต่เขาคือคนที่ฉันไม่เคยลืมได้
         “ทำไมยูริ…” อาซึสะทรุดไปกองกับพื้น เธอร้องไห้ ฉันเองก็เสียใจ แต่ฉันไม่อยากทำร้ายเธออีก ตั้งแต่ที่กลับมาเจอมิรุอีกครั้ง ความจริงที่ฉันเพิ่งรู้และเรื่องบ้า ๆ ที่ฉันทำลงไปทั้งหมด คนที่ทำร้ายฉันไว้มากมายจนฉันคิดเอาคืนเขา
         แล้วดูสุดท้ายสิ ความจริงที่มิรุเพิ่งมาบอกในตอนที่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว
         บางทีฉันก็คงเหมือนอาซึสะที่รักแต่เขาคนนั้น จนยอมได้ทุกอย่าง “ฉันต้องเป็นยังไงเหรอ เธอถึงจะเห็นฉัน ว่าฉันมีตัวตน ต้องเป็นคนไม่ดีหรือต้องทำยังไง” คนที่กำลังสะอื้นตัดพ้อ
         “ถึงต่อให้เธอเป็นคนไม่ดี ก็ไม่ได้ทำให้ฉันชอบเธอหรอกนะ อาซึสะ ฉันขอโทษจริง ๆ” ฉันเบือนหน้าหนีสงสารอาซึสะแต่ถ้าไม่พูดกันตรง ๆ เธอก็ต้องเจ็บไม่รู้จักจบสิ้น และฉันไม่ต้องการจะให้มันเป็นแบบนั้นไปตลอด
         ฉันไม่อ้างความรำคาญกับคนอย่างอาซึสะอีก แต่…มองอย่างอื่นนอกเหนือจากเรื่องของตัวเอง อาซึสะร้องไห้หนักทำท่าจะไม่ยอมแต่ฉันก็ยังย้ำและบอกลาเธอจริงจัง
         นอกจากอาซึสะแล้ว ฉันก็คิดว่าจะต้องขอโทษมิรุด้วยเหมือนกัน ดังนั้นก็เลยชวนให้เธอออกมาพบกันที่ร้านซึ่งพี่มิยูกิทำงานอยู่นอกจากงานของบริษัท ‘นั้น’
         แค่เห็นมิรุ ฉันก็อยากจะร้องไห้แล้วแต่เก็บความเสียใจเอาไว้ มิรุที่เห็นหน้าฉันก็ส่งยิ้มให้ เธอคงรู้ว่าฉันไม่ได้โกรธเรื่องที่ผ่านมาแล้ว แต่การมาคุยกันครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของพวกเรา ดังนั้นมันจึงเป็นรอยยิ้มที่ทั้งสุขและเศร้าของมิรุ
         ฉันใช้เวลาไม่นานเพื่อกล่าวคำขอโทษเธอ รวมทั้งบอกเรื่องที่ฉันไปขอโทษอาซึสะมาแล้ว ขอให้มิรุสบายใจได้ว่าฉันไม่ได้บอกอะไรไปมากกว่านี้ ซึ่งมันจะทำให้ชีวิตคู่ของมิรุกับแฟนราบรื่น
         ฉันขอบคุณเธอ เธอกล่าวคำลากับฉัน
         ฉันยืนมองเธอเดินแยกไปอีกทาง…อยากกอดเธอ
         ก่อนจะตัดสินใจวิ่งเข้าไปหามิรุ
         ทันเวลาพร้อมกับเสียงรถยนต์ที่ชนเข้ากับร้านค้าแถวนั้น เสียงดังสนั่น
         ฉันลุกขึ้นมาและเดินไปหามิรุ ร่างกายเธอมีบาดแผลนิดหน่อย มิรุรีบประคองฉัน ฉันยังไม่รู้ตัวหรอกว่าเรื่องที่มันเกิดภายในเสี้ยววินาทีนั้นคืออะไร อย่างน้อยแค่เห็นว่ามิรุปลอดภัยก็ดีแล้ว มิรุบอกกับฉันเรื่องรอยแผลถลอกขนาดใหญ่และเธอจะเอาผ้าซับเลือดให้
         เสียงคนแถวนั้นตะโกนโหวกเหวกว่าคนขับรถหมดสติให้รีบติดต่อรถพยาบาลฉุกเฉิน ฉันเพ่งมองหายใจอย่างยากลำบากเพราะแรงกระแทกที่ได้รับเริ่มมีผลขึ้นมานิดหน่อยและน่าตกใจที่อาซึสะคือคนขับรถที่เลือดโชกตัว
         “อาซึสะ”
         “ว่าไงนะ” มิรุมองตามแล้วก็ตกใจบ้าง เธอคว้าโทรศัพท์ติดต่อหาใครสักคน ฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรแต่หายใจไม่ออกแล้วก็ล้มไปนอนกับพื้น
         “ยูริ !”
         …
         
         ยูริล้มไปต่อหน้าต่อตาฉันทั้งที่เมื่อกี้ยังดี ๆ อยู่ ระหว่างที่กำลังจะโทรหาโทโมฮิโระเพื่อบอกว่าน้องสาวของเขาประสบอุบัติเหตุ ฉันถลาเข้าไปรับร่างเธอไว้ ซึ่งปลายสายที่ติดต่อไปก็รับพอดี
         “โทโมะ น้องสาวคุณประสบอุบัติเหตุฉันจะแชร์สถานที่ให้นะคะ แค่นี้ก่อน” ฉันตัดสายจากเขา แชร์สถานที่ให้และรีบตะโกนขอความช่วยเหลือ คนที่อยู่แถวนั้นรีบเข้ามาดูอาการ
         “ไม่หายใจแล้วค่ะ” หญิงสาววัยกลางคนที่เข้ามาช่วยฉันบอกสีหน้าตกใจ แต่เธอยังมีสติดีกว่าฉันมาก “ต้องรีบปั๊มหัวใจ” ฉันมือสั่นมองร่างแน่นิ่งของยูริ ได้ยินผู้หญิงข้าง ๆ ตะโกนขอความช่วยเหลืออะไรบางอย่าง ผู้ชายรูปร่างใหญ่หลายคนเข้ามาช่วยกันยกตัวยูริเข้าไปวางบนทางเดินไกลจากริมถนน ไกลจากจุดที่เกิดอุบัติเหตุมากขึ้น
         “ขอความกรุณาด้วยค่ะ ช่วยหาเครื่อง AED ให้หน่อยได้มั้ยคะ จนกว่ารถพยาบาลจะมา มีคนไม่หายใจ ต้องการความช่วยเหลือด่วน !” คนที่ช่วยกันยกตัวยูริและผู้คนที่อยู่แถวนั้นแยกกันออกไปหาเครื่องที่ผู้หญิงคนข้าง ๆ ฉันขอความช่วยเหลือ
         “คุณเป็นหมอหรือคะ” ฉันถามเสียงสั่นเป็นกังวลทุกอย่าง ไม่เคยต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้และกับคนสำคัญของฉันด้วย
         “ฉันเป็นพยาบาลค่ะ” พยาบาลที่ฉันไม่รู้จักปลดเสื้อของยูริออกก่อนจะประสานมือและกดน้ำหนักลงไปที่หน้าอกของยูริเป็นจังหวะ ฉันไม่รู้ว่ามันผ่านไปนานเท่าไหร่แต่สำหรับฉันภาพที่ยูริไม่หายใจ ใบหน้าขาดเลือด นานจนฉันร้องไห้โดยไม่รู้ตัว ฉันไม่รู้ตัวว่าควรทำยังไง ถ้าจะบอกว่าฉันขาดสติไปแล้วก็คงได้
         “AED มาแล้วครับ” ผู้ชายสักคนวิ่งเข้ามาพร้อมกับเครื่องที่ว่าในมือ เขารีบเปิดออกและรีบช่วยพยาบาลสาวที่กำลังปั๊มหัวใจของยูริอยู่ ผู้ชายคนนั้นรีบแกะเครื่องออกมาจากกระเป๋าและเปิดเครื่อง ก่อนจะแปะแผ่นสีขาวหนึ่งแผ่นลงที่เหนือราวนมตรงใต้ไหปลาร้าขวากับอีกแผ่นใต้ราวนมฝั่งซ้าย
         “ทุกคนถอยค่ะ ห้ามแตะตัวสักครู่นะคะ” พยาบาลสาวออกคำสั่ง ฉันปล่อยมือจากตัวของยูริตามที่ผู้หญิงซึ่งพยายามช่วยยูริสุดความสามารถบอก เมื่อได้สัญญาณจากเครื่องดังกล่าวผู้ชายที่เข้ามาช่วยก็กดปุ่ม ยูริกระตุกตัวเป็นภาพที่น่ากลัวสำหรับฉัน ไม่มีอะไรรับประกันว่าเธอจะฟื้นได้ มีเพียงแค่ภาวนาและรอความช่วยเหลือ
         แต่เธอยังไม่รู้สึกตัว พยาบาลสาวรอครู่หนึ่ง เครื่องที่ผู้ชายคนนั้นนำมาคงเป็นตัวกระตุ้นอะไรสักอย่างด้วยคลื่นไฟฟ้าเข้าสู่ร่างของยูริ มันร้องเตือนว่าสามารถจับตัวเธอได้แล้ว พยาบาลคนเดิมจึงเริ่มทำการปั๊มหัวใจด้วยมือต่อ
         เสียงรถพยาบาลดังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ฉันหันไปเห็นรถตู้สีขาวและตราโรงพยาบาล ทำให้ฉันอุ่นใจยิ่งขึ้น แต่ยิ่งกว่านั้นคือมือใครบางคนที่แตะฉัน…ยูริ
         ฉันเช็ดน้ำตาเพื่อให้เห็นภาพตรงหน้าชัด ๆ ว่าฉันไม่ได้ตาฝาด ยูริตื่นแล้ว ดวงตายังลอยอยู่ ยังไม่ดีขึ้นจากท่าทางการหายใจที่ไม่สะดวกนัก ฉันบีบมือยูริ “ฉันอยู่นี่นะยูริ อย่าทิ้งฉัน…” ยูริพยักหน้า ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่ยูริพยายามที่จะตอบฉัน
         พยาบาลคนเดิมบอกว่าเธอกลับมาหายใจอีกครั้ง ซึ่งพอดีกับที่หน่วยแพทย์ฉุกเฉินเข้ามาถึงจุดที่เราช่วยปฐมพยาบาลยูริอยู่ ใบหน้าที่อิดโรยและซีดจากการขาดอากาศหายใจเริ่มกลับมาสู่สภาพเกือบปกติอีกครั้งเมื่อมีเลือดมาหล่อเลี้ยง
         ฉันนั่งไปกับรถพยาบาลคันที่พายูริออกมาก่อน ระหว่างทางยูริมองฉันตลอด เครื่องช่วยหายใจคงช่วยทำให้เธอหายใจสะดวกขึ้นกว่าตอนที่ยังเพิ่งฟื้น
         ยูริเธอต้องไม่เป็นอะไร
         ฉันไม่อยากให้เธอต้องมาเจอเรื่องไม่ดีโดยมีฉันเป็นต้นเหตุ ไม่อีกแล้ว…
         
         สองวันต่อมา…
         “รู้สึกเหมือนไม่ได้หายใจไปพักหนึ่งเลยนะฉันน่ะ” ฉันไม่ได้นั่งเฝ้ายูริ ตั้งแต่วันที่เกิดเหตุถึงแม้ว่าจะนั่งมากับรถพยาบาลคันเดียวกันก็ตาม แต่เพิ่งมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน พอเห็นว่าคนไข้อารมณ์ดีตื่นแล้วชวนคุยด้วยเสียงแหบพร่า น้ำตามันก็พาลไหลออกมา พี่สาวของยูริเพิ่งกลับออกไปเมื่อพักใหญ่บอกว่าจะกลับมาอีกทีและรบกวนฉันให้ช่วยเฝ้าแทน…ดูเหมือนว่าพี่สาวของยูริต้องการให้เวลาเป็นส่วนตัวแก่ฉัน
         “รู้สึกอยู่เหมือนกัน ฉันน่ะเห็นคนไม่หายใจหน้าคล้าย ๆ ยูริ” ฉันสูดจมูกเช็ดน้ำตาเดินไปหยิบน้ำให้ยูริ
         “ไม่รู้ตัวเลยว่าเป็นอะไร ฉันแค่โดนกระแทกเท่านั้นเอง” ยูริมองแผลถลอกไม่กี่จุดตามร่างกายพลางสงสัยเรื่องที่เกิดขึ้นจนหยุดหายใจไป
         “รู้สึกแรงกระแทกที่เกิดขึ้น ไปโดนจุดสำคัญและทำให้หัวใจทำงานผิดปกติ ยูริเลยหยุดหายใจ”
         “ได้คุยกับพี่ชายของอาซึสะหรือยัง” ยูริถามถึงคนที่อยู่หลังพวงมาลัยในวันเกิดเหตุ นี่คงเป็นอีกเรื่องที่ยังคาใจเธอ
         “ยังเลย พอดีฉันยุ่ง ๆ น่ะ” ฉันยิ้มไม่เต็มที่นักตอนตอบยูริ
         “งั้นเหรอ เอาเถอะมิรุไม่ได้เป็นอะไรมากฉันก็โล่งใจแล้วล่ะ” ยูริน่าจะสงสัยว่าฉันยุ่งอะไรแต่เธอก็ไม่ได้ถามต่อพร้อมกับเปลี่ยนมาแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับบาดแผลของฉันแทน
         “พี่สาวยูริเพิ่งกลับไป เดี๋ยวเขาจะมาใหม่นะ จะให้ฉันโทรบอกก่อนมั้ยว่าตอนนี้ยูริตื่นแล้ว”
         “ไม่เป็นไร ขอบคุณนะ”
         ฉันมองหน้ายูริแล้วก็น้ำตาไหลอีกจนได้ “ขอบคุณนะที่ช่วยคนอย่างฉันไว้” ฉันก้มลงไปจูบหน้าผากผู้มีบุญคุณทั้งน้ำตา ยูริถามว่าฉันไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยเพราะหน้าตายังดูอิดโรยอยู่ เธอคงรู้สึกแปลกที่ฉันร้องไห้ไม่หยุด ฉันก็ว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร
         ฉันไม่ได้บอกยูริ เรื่องตัวเองหมดแรงจนล้มไปอีกคนตอนที่มาถึงโรงพยาบาลและต้องนอนให้หมอดูอาการเนื่องจาก…แท้งลูกจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น
         ฉันรอดชีวิตมาได้แต่ต้องเสียลูกและเกือบเสียคนที่รักไป…ฉันยังทำใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าควรจะพูดเรื่องนี้กับโทโมฮิโระดีหรือเปล่าเพราะคนขับรถคือน้องสาวของเขาเอง ไม่รู้ว่าควรจะจัดการเรื่องไหนก่อนดี แต่อย่างหนึ่งคือฉันสบายใจที่ยูริปลอดภัย หนึ่งความหนักใจได้ถูกคลายลงแล้ว
         
         ฉันมารอรับยูริวันที่เธอจะออกจากโรงพยาบาลด้วย ที่จริงก็แค่อีกสองวันถัดมา พี่สาวของยูริต่อว่าที่ทำอะไรเกินตัวจนเกือบจะเป็นอะไรไป ยูริย้อนพี่สาวของเธอว่าถ้าเห็นรถกำลังจะชน ‘พี่มิยูกิ’ แล้วจะทนยืนดูอยู่เฉย ๆ ได้เหรอ พี่สาวของยูริตอบชัดเจน ‘ไม่มีทาง’
         ฉันได้รับคำขอบคุณที่คอยช่วยเหลือน้องสาวตัวแสบจากพี่สาวของยูริ ซึ่งมันไม่สมควรเลยด้วยซ้ำเพราะฉันทำให้ยูริต้องเจ็บตัว หากแต่ก็ยิ้มไม่ได้แทรกบทสนทนาของสองพี่น้องจนกระทั่งมาถึงห้องพักของยูริ ตัวพี่สาวขอตัวกลับก่อนแล้วจะมาหาใหม่ เห็นว่างวดหน้าจะพา ‘พี่มิยูกิ’ มาด้วย
         “นอนที่ไหนก็ไม่สบายเท่าห้องนี้หรอก ยกเว้นว่าจะเป็นห้องของมิรุ อันนั้นก็นุ่มดี” ยูริท่าทางคิดถึงห้องตัวเองมากถึงแม้ว่าเธอจะนอนโรงพยาบาลแค่ไม่นาน
         “ยูริ…ฉันมีเรื่องอยากปรึกษา” ฉันตัดสินใจขัดบรรยากาศดี ๆ ของยูริ
         “มีอะไรหรือเปล่ามิรุ” ฉันเดินเข้าไปสวมกอดที่พึ่งของฉัน คนที่ฉันอยากคุยด้วยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นมากที่สุด ถึงแม้ว่ามันจะพูดยากและฉันร้องไห้หนักมาตลอดเพราะเรื่องนี้
         “ฉันแท้งลูก”
         “แท้ง…”
         “…ฉันไม่เข้าใจ…เพราะฉันไม่ดีเหรอ ทำไมมันถึงเกิดเรื่องแบบนี้กับฉัน” ฉันสะอื้นหนักเหมือนทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ยูริกอดฉันไว้แน่นเธอไม่ได้พูดอะไรแต่หายใจแรงราวกับว่ากำลังสกัดกั้นความรู้สึกบางอย่าง
         “ยังไม่ได้คุยกับพี่ชายอาซึสะใช่มั้ยเรื่องนี้” ยูริเสียงเครือ ฉันเงยหน้าไปดูเธอก็พบว่าเจ้าตัวตาแดงพยายามไม่ร้องไห้ แต่ยูริท่าทางโกรธมาก หน้าตาราวกับเด็กที่โกรธไม่พอใจใครมา
         “ฉันยังไม่ได้บอกเรื่องที่ท้องแต่คิดว่าเขาน่าจะรู้ถ้าถามที่โรงพยาบาล ฉันยังไม่กล้ารับโทรศัพท์เขา ไม่รู้จะทำยังไงดีน่ะยูริ จริง ๆ นะ หัวสมองฉันมันตื้อไปหมด”
         “ต้องคุยกับเขานะมิรุ ให้เขาได้รู้จากปากเรา เรื่องนี้มันสำคัญ ลูกเขาทั้งคน ฉันจะไปเป็นเพื่อนเธอเอง ถ้าต้องการ…” ยูริบอกหลังจากนั้นว่าจริง ๆ เธอเป็นคนนอกไม่ควรมายุ่งเรื่องภายในครอบครัว แต่ถ้าไปแค่ในฐานะเพื่อนคงไม่เป็นไร
         คืนนั้นฉันขอนอนอยู่ที่ห้องของยูริแต่นอนไม่ค่อยหลับเหมือนเดิมตั้งแต่เกิดเรื่อง ฉันคิดทบทวนอยู่ในหัวอยากคุยอย่างที่ยูริแนะนำแต่มันไม่รู้ว่าควรเริ่มที่ตรงไหนก่อน บางทีพอคิด ๆ อยู่ก็ร้องไห้ ฉันคิดถึงลูกจนยูริต้องคอยกอดให้รู้ว่าเธออยู่เป็นเพื่อน
         …
         
         ฉันคิดว่าอาซึสะน่าจะได้สติแล้ว เมื่อดูประวัติการโทรเข้าและข้อความในมือถือนับสิบ เธอบอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับฉัน ใช่แล้วเรามีเรื่องต้องเคลียร์กัน
         เรื่องอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น…
         คนอื่นเขาว่ากันแบบนั้น หญิงสาวขับรถไม่คล่องและชนผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ แต่ฉันที่เป็นคนไปผลักมิรุไม่ได้เห็นเป็นแบบนั้น เพราะฉันรู้สึกถึงความตั้งใจบางอย่างของอาซึสะ นี่ไม่นับเหตุการณ์ครั้งก่อนที่ยอมให้ตัวเองถูกรถชนเพื่อเรียกร้องความสนใจจากฉัน
         ฉันบอกเรื่องที่จะไปหาอาซึสะกับมิรุ ทางนั้นก็จะไปคุยกับพี่ชายของอาซึสะด้วยเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงนัดกันที่บ้าน ในวันที่คุณแม่ของอาซึสะไม่อยู่เพื่อขอคุยเรื่องนี้เฉพาะคนที่เกี่ยวข้องก่อน
         อาซึสะซูบผอมลงไปมาก อาจเพราะสาเหตุที่เธอนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลนานกว่าพวกฉันรวมทั้งยังอาจคิดมากในเรื่องที่เกิดขึ้นหรืออะไรก็ตามแต่ เมื่อทั้งสองพี่น้องเห็นว่าฉันมากับมิรุ ความสงสัยหลาย ๆ อย่างก็แสดงชัดพาดผ่านดวงตาของชายหนุ่มที่อยู่ข้างอาซึสะ ฉันเกริ่นเพื่อเปิดหัวข้อสนทนาสำคัญ
         “ฉันกับมิรุ เราเคยเป็นเพื่อนกันสมัยเรียนมัธยมค่ะ วันนี้มาเป็นเพื่อนเธอ อีกอย่างฉันอยู่ในเหตุการณ์วันนั้นด้วย”
         “แค่เพื่อนเหรอ” อาซึสะหยัน ฝั่งพี่ชายต้องรีบปรามน้องสาวที่น้ำตารื้นขึ้นมา
         “แล้วแต่ว่าเธออยากจะคิด ฉันไม่สนใจการแสดงพฤติกรรมเอาแต่ใจของเธอหรอกนะอาซึสะ ไม่ว่าเธอจะทำอะไร ก็ไม่ได้ทำให้เรื่องของเราดีขึ้น คำถามของฉันคือ…เธอเห็นฉันสนิทกับมิรุใช่มั้ย เธอจึงตั้งใจขับรถชน” พี่ชายของอาซึสะไม่ได้ตกใจมากนัก เขารอฟังคำตอบจากปากน้องสาว
         “ใช่ ! เพื่อฉันและพี่โทโมะ” อาซึสะตะเบ็งตอบโต้ด้วยความเจ็บปวด ฉันสงสารผู้หญิงคนนี้ เธอเคยดูแลฉัน มีบุญคุณกับฉันแต่เธอผูกใจกับฉันจนกล้าทำเรื่องที่เลยเถิด
         “พี่จะไม่โทษอาซึสะและก็ขอบคุณมากที่ช่วย แต่ว่าไม่ต้องทำร้ายคนอื่นเพื่อพี่ มันเป็นการทำร้ายตัวอาซึสะด้วย เข้าใจพี่มั้ย” พี่ชายว่าเสียงเศร้าจับไหล่น้องสาวที่ยังพาลเรื่องของฉันอยู่
         “พี่โดนเขาสองคนสวมเขาแล้ว อย่างยูริน่ะไม่ใช่แค่เพื่อนกับผู้หญิงของพี่หรอก !”
         “พี่เข้าใจนะ แต่อาซึสะรู้มั้ยว่าพี่ไม่ได้แค่เสียมิรุไป” เขาเงยหน้ายิ้มให้มิรุ น้ำตาลูกผู้ชายที่ฉันยังสะเทือนใจไปด้วย เรื่องนี้มันไม่ใช่ร่างกายที่บาดเจ็บ แต่ชีวิตหนึ่งชีวิตต้องสังเวยไปกับอารมณ์ชั่ววูบและเรื่องไม่เป็นเรื่อง
         “พี่โทโมะ เสียก็เสียไปสิคะ ผู้หญิงแบบนี้ไม่มีค่าหรอก ไม่ต้องไปร้องไห้ให้” อาซึสะตวาด ไม่ชอบใจที่เห็นพี่ชายร้องไห้
         “ฟังพี่นะอาซึสะ มิรุเขากำลังท้อง…ลูกของพี่ แต่เขาแท้งเพราะเรื่องวันนั้น พี่…ขอโทษที่พี่คนนี้มันอ่อนแอ ที่ร้องไห้ให้อาซึสะต้องไม่สบายใจ ถึงเขาจะแอบคบกันยังไงก็ตาม แต่นั่นก็ลูกพี่ทั้งคน..ลูกที่ยังไม่มีโอกาสจะเกิดเลยด้วย เขาไม่เกี่ยวแต่เขามา…จากไปแบบนี้ พี่อยากให้น้องสาวของพี่เรียนรู้บทเรียนสำคัญนี้และใจเย็น ๆ ถือว่าพี่ขอร้องเถอะ ได้มั้ย”
         อาซึสะที่โมโหอย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงไปได้ก็สงบลง ซึ่งฉันดีใจที่อาซึสะไม่ได้คิดว่าการที่ชีวิตหนึ่งนั้นต้องเสียไปจะเป็นเรื่องที่สาแก่ใจ เธอร้องไห้เข้าไปกอดพี่ชายพร่ำคำว่าขอโทษซ้ำ ๆ มิรุยืนร้องไห้อยู่ข้างฉัน
         หลังจากที่อาซึสะไปอยู่ห้องของตัวเองแล้ว มิรุก็ได้เวลาพูดคุยกับพี่ชายของอาซึสะ มิรุขอโทษสำหรับเรื่องของฉัน เธอยอมรับผิดทั้งหมดและขอโทษที่ปกป้องลูกไว้ไม่ได้
         “ผมไม่ได้โกรธเรื่องคุณกับยูรินะ ถ้าคุณจะกลับมาเริ่มต้นใหม่…” ผู้ชายคนเดียวในกลุ่มสนทนาบอกยิ้ม ๆ
         “ฉันก็ไม่ได้โกรธคุณนะคะและไม่ได้โกรธอาซึสะจัง แต่ฉันเห็นหน้าคุณฉันก็คิดถึงลูก ฉันยังทำใจไม่ได้”
         “ผมเข้าใจ” พี่ชายของอาซึสะซึม หน้าเขายังเศร้าไม่น้อยไปกว่ามิรุ เธอจึงเดินเข้าไปกอดปลอบ
         “เรายังเป็นเพื่อนกันนะคะ คุณดีกับฉันมาก ฉันขอบคุณสำหรับทุกอย่าง ขอให้คุณกับน้องสาวมีความสุขมาก ๆ นะคะ น่าจะดีกว่าถ้าไม่มีคนแบบฉันมาทำให้ครอบครัวของคุณต้องเดือดร้อน” พี่ชายของอาซึสะปฏิเสธ เขาว่ามิรุทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายและกล่าวขอบคุณกันเป็นครั้งสุดท้าย
         
         มิรุยังเศร้าอยู่บ้างแม้ว่าจะผ่านไปนานกว่าสองเดือน ที่จริงฉันก็ไม่ค่อยได้เจอเธอด้วยเหมือนกัน จึงได้แต่ส่งข้อความให้กำลังใจหรืออาจจะโทรหากันบ้างเพราะก็เป็นห่วง แต่มิรุเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก มากกว่าฉันเพราะเรื่องราวคราวนั้น ฉันอยากจะขอบคุณที่ฉันเองก็ได้เรียนรู้ไปกับเธอครั้งนี้
         วันหนึ่งฉันได้รับข้อความว่าเธอจะมาหา ก็แปลกใจมากเลยที่เจ้าตัวเป็นฝ่ายแสดงความตั้งใจแบบนั้น ฉันตอบกลับไปว่าจะรอนะ
         มิรุชวนฉันไปเดินเล่น ก็เดินกันจริงจังแทบจะไม่พูดกันเลย ฉันแกล้งถามว่าจะเดินกันเงียบ ๆ แบบนี้จริงเหรอ มิรุหัวเราะเธอขอโทษและเริ่มพูด เธอบอกว่าตอนช่วงที่เจอฉันใหม่ ๆ เธอเจ็บปวด แต่เธอก็มีความสุขเป็นเหมือนกราฟที่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่คงที่ ยิ่งตอนที่เรากลับมาสนิทกันอีกครั้ง กราฟก็อันตรายกว่าเก่า เพราะมันทั้งเศร้าและสุขปนกันมั่วไปหมด
         เธอรู้สึกผิดเจ็บปวดเพราะเธอทรยศต่อแฟนหนุ่มตอนนั้น แต่เธอก็รู้สึกว่ามันมีความสุขที่ไม่ต้องทรยศตัวเอง กราฟกำลังจะนำพาให้เธอตัดสินใจบางอย่าง แต่อะไรที่เจ็บปวดและยิ่งใหญ่กว่าในการตัดสินใจก็เกิดขึ้น…เมื่อเธอท้อง
         มิรุบอกว่าเธอเตรียมตัวที่จะเป็นแม่และภรรยาที่ดีด้วยการทรยศความรู้สึกของตัวเองเพื่อเลิกกับฉัน เธอจะก้าวไปในเส้นทางนั้นไม่ว่าฉันจะโกรธหรือเกลียดเธอ แต่มิรุว่าเธอเชื่อใจฉันว่าฉันต้องเข้าใจ
         ซึ่งฉันก็เข้าใจ ตอนที่ช่วยชีวิตมิรุไว้ยิ่งทำให้เข้าใจว่าฉันรักเธอมาตลอด ไม่เคยน้อยลง ถึงจะไม่ได้ครอบครองมิรุ เรื่องความบาดหมางที่เคยเกิดขึ้นจางหายไป เปลี่ยนเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน
         เรื่องราวมากมายผ่านไป เธอลังเลว่าจะทำยังไงดีแต่เมื่อเสียคนสำคัญไปแล้วหนึ่ง ซึ่งมิรุว่าเธอตัดสินใจได้แล้ว…นั่นคือเธอไม่อยากเสียฉันไปอีกในเมื่อยังมีโอกาส เธอสรุปยิ้ม ๆ ว่า ‘อยากได้โอกาสลูบหัวฉันอีก’
         เป็นโอกาสที่ดีที่ฉันจะมีมิรุอยู่ด้วยอีกครั้ง ฉันจับมือเธอไว้ มิรุอาจจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้างจนคิดถึงเรื่องอื่นได้ แต่ฉันรู้ว่าบางเรื่องคงเป็นบาดแผลในหัวใจเธอไปอีกนานแสนนาน
         แต่ฉันก็เชื่อว่ามิรุจะผ่านไปได้
         ลูกของเธอจะต้องเป็นกำลังใจให้อยู่ข้างบนแน่นอน
         รวมทั้งฉันคนที่จะอยู่ข้าง ๆ เธอด้วย…

หมายเหตุ : เหตุการณ์ทั้งหมดเป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อแซะยูริมิรุเท่านั้น
[ Short ] – ความทุกข์ที่กักขังเรา (YuuriMiru) EP05 END

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s